เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 184 ค่าตัว (9)

บทที่ 184 ค่าตัว (9)

บทที่ 184 ค่าตัว (9)


[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]

[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]

[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]

บทที่ 184 ค่าตัว (9)

วินาทีที่เห็นคนร้ายพุ่งตรงไปหาฮวาลิน สัญชาตญาณในตัวคังวูจินก็ทำงานโดยอัตโนมัติ มันเป็นสถานการณ์คับขัน สมองและร่างกายจึงตอบสนองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง แต่เขายังมีสติรับรู้ทุกอย่างรอบตัว

‘เอาอยู่ ฉันรับมือได้ ต้องจับแขนข้างที่มันถือมีดให้ได้ก่อน’

ดวงตาคมกวาดประเมินท่าทาง ร่างกาย และอาวุธของคนร้ายอย่างรวดเร็ว คำตอบปรากฏขึ้นในหัวสมองในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที คนร้ายคนนี้ไม่มีพิษสงอะไร นอกจากพุ่งเข้ามาแบบมุทะลุ คังวูจินใช้ร่างกายกำยำบังฮวาลินเอาไว้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงเพื่อปิดกั้นการมองเห็น ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะต้องมีชั่วขณะหนึ่งของความลังเล คนร้ายตรงหน้าก็เช่นกัน

‘จะหลบดีไหม? หรือจะแทงคังวูจินก่อนเลยดี?’

แววตาสั่นไหวของอีกฝ่ายไม่ได้รอดพ้นสายตา คังวูจินฉวยโอกาสนั้นตะครุบข้อมือที่กำมีดเอาไว้แน่น ราวกับรู้วิธีรับมืออยู่แล้วจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทุกท่วงท่าไหลลื่นราวกับสายน้ำ เป็นวิชา ‘ศิลปะการต่อสู้’ ที่ถูกสลักฝังลึกอยู่ในแก่นกาย

และแล้ว…

“อ๊าาาาาา! ปล่อย! ปล่อยฉัน!!!”

ร่างของคนร้ายถูกกดลงกับพื้นเสียงดังสนั่น คังวูจินจ้องมองด้านหลังศีรษะที่เขากดเอาไว้แน่นด้วยแววตาเรียบนิ่ง

ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในอก

‘บ้าเอ้ย ตกใจชะมัด’

เขาเพิ่งประมวลผลสิ่งที่ทำลงไปได้

‘แบบนี้ก็ได้เหรอวะ? ทำได้จริง ๆ ด้วย โคตรเท่เลยเมื่อกี้!’

ไม่มีความประหลาดใจ มีเพียงความตื่นเต้นที่ความสามารถของเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วในโลกแห่งความจริง ‘ศิลปะการต่อสู้’ มันต่างจากภาษาหรือเสียงเพลง มันสามารถใช้โจมตี ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ และที่เหนือไปกว่านั้น ‘ศิลปะการต่อสู้’ ที่ถูกสลักฝังอยู่ในตัวเขา ไม่ใช่แค่การลอกเลียนแบบ

แต่มันคือของจริง!

แต่ทว่าภาพตรงหน้ากับสิ่งที่จินตนาการไว้ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ แม้แต่คังวูจินเองที่ผ่านการฝึกฝน『ศิลปะการต่อสู้』มาก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในสถานการณ์จริงเช่นนี้

หัวใจของเขาจึงเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่

ทันใดนั้นเอง

- สวบ!

ร่างของคนร้ายที่ถูกเขาจับกุมดิ้นรนไปมาบนพื้น พละกำลัง เสียงคำราม รวมถึงสัมผัสที่ได้รับ ทำให้แขนของเขาขนลุกซู่ ความรู้สึกแปลกใหม่ผสมปนเปกับความสำเร็จและความตื่นเต้นแล่นไปทั่วร่างกาย อีกทั้งยังมีความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายคลึงกับความปลื้มปิติ

ทว่าความรู้สึกของเขาในตอนนี้กลับต่างออกไป

‘ทำไมถึงรู้สึกไม่ดีแบบนี้กันนะ’

เขาไม่ได้รู้สึกยินดีกับการใช้ความรุนแรง แม้สถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นเรื่องน่าภูมิใจ แต่เขาก็ไม่ได้ปรารถนาจะพบเจอมันอีก นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของเขา

แต่เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้วล่ะนะ

ทันใดนั้น เขาก็รวบรวมสติกลับมาแล้วปรับอารมณ์ให้คงที่ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเก็บซ่อนเสียงหัวใจที่เต้นระรัวและปรับโทนเสียงให้เข้ากับสถานการณ์ แม้แต่เขาเองก็ยังต้องตกใจกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมา

“โทรเรียกตำรวจ”

ไม่นานนัก รปภ. ร่างกำยำหลายคนก็วิ่งกรูกันเข้ามา คนหนึ่งเข้ามาจับแขนของคนร้ายที่เขาจับกุมไว้ ส่วนคนที่เหลือก็เข้าไปล็อกตัวและขาของคนร้ายที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น แม้แต่ตอนที่เขาใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อจับกุมมัน มันก็ยังดิ้นไม่หยุด แต่ตอนนี้พวกมันกลับถูกกักขังไว้ราวกับอยู่ในกรงเหล็ก

“อ๊าาาา! ปล่อย! ปล่อยกูนะโว้ย!!!”

เสียงคำรามอันบ้าคลั่งยังคงดังกึกก้องกัมปนาท แสดงถึงความเดือดดาลที่ยังไม่มอดดับ ชั่วครู่ต่อมา ชเวซองกุน ชายหนุ่มร่างสูงเขาเปีย และผู้จัดการร่างท้วมของฮวาลินก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา

"โอ๊ย วูจิน! นายไม่เป็นไรใช่ไหม"

"คุณฮวาลินคะ! ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ!"

เหล่าสไตลิสต์ที่เพิ่งมาถึงต่างพากันมองฮวาลินด้วยแววตาฉงนปนสงสัย

คังวูจินลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ปัดฝุ่นเสื้อผ้าเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับรู้สึกเป็นกังวล

"ฮวาลิน คุณไม่เป็นไรนะครับ" เขาเอ่ยถามฮวาลินที่ยังตกใจจนใบหน้าซีดเผือด

มือเรียวบางของหญิงสาวยังคงปิดปากแน่น เหมือนสติหลุดลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ

"ค่ะ... คะ? อ๋อ ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ"

เมื่อเห็นว่าฮวาลินปลอดภัยดี วูจินจึงหันไปพยักหน้าให้กับคนอื่น ๆ ยกเว้นชเวซองกุนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ

"ผมไม่เป็นไรครับ" น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น จนผู้จัดการร่างท้วมอดรู้สึกทึ่งไม่ได้

'อะไรกัน ทำไมถึงใจเย็นได้ขนาดนี้ คนอื่นตื่นตระหนกกันหมด มีแต่เขาที่ดูไม่สะทกสะท้าน... แล้วเมื่อกี้ ที่เขาขยับตัว มันคืออะไรกัน?'

ชเวซองกุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ครุ่นคิดเช่นเดียวกัน

'แบบนี้นี่เอง ถึงได้แกล้งเป็นคนธรรมดาได้เนียนขนาดนี้ ลองเป็นคนอื่นสิ คงเข้ามารุมเต็มไปหมดแล้ว แต่เมื่อกี้... ฉันเห็นอะไรไปนะ'

ทันใดนั้น ชเวซองกุนก็นึกขึ้นได้

"อ๊ะ!" เขาร้องอย่างตระหนก มองวูจินด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนจะลูบคลำแขนและร่างกายของวูจินไปทั่ว

"นี่นาย! ไม่เป็นไรได้ยังไง!! ดูดิ! เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?!"

"จะจับอะไรครับ" วูจินเอ่ยอย่างเย็นชา

"ท่านประธาน"

"ตรงนี้ล่ะ? ตรงนี้เป็นไง?"

"ท่านประธาน ผมไม่เป็นไรครับ"

"โอ๊ย! จริง ๆ นายเนี่ย!"

ชเวซองกุนสะบัดปลายผมเปียอย่างหงุดหงิด สายตาคมกริบจ้องมองคนร้ายที่ถูกจับกุมตัวไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยว

“แกเป็นใคร! บอกมา! แกเป็นใคร! สตอล์กเกอร์งั้นรึ?!”

หลายปีก่อน ซเวซองกุนเคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญทำนองนี้มาแล้ว ครั้งนั้นเหยื่อคือฮงฮเยยอน และไม่ใช่แค่เธอ ยังมีคนดังอีกมากมายที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นเรื่องปกติในวงการบันเทิง

ซาแซงแฟน… น่ากลัวเกินกว่าจะทนได้อีกต่อไป

ทันใดนั้นเอง วูจินก็เดินฝ่าวงล้อมคนเข้าไปหาฮวาลินที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว สไตลิสต์กำลังช่วยแต่งหน้าทำผมให้เธอ แต่ดูเหมือนสติของเธอจะล่องลอยไปไกล

วูจินสบตาฮวาลิน เขานิ่งเงียบ ไม่รู้จะเอ่ยคำปลอบโยนใด หรือแม้แต่จะแสดงความเป็นห่วงอย่างไรดี

‘ให้ตายสิ… เวลาแบบนี้ฉันควรพูดอะไรวะเนี่ย ทำไมฉันถึงไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง’

เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไป ไม่แน่ใจว่าคำพูดใดจะสามารถปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำของเธอได้

ในท้ายที่สุด วูจินที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้จึงหันไปทางเหล่าสไตลิสต์

“พาฮวาลินไปที่รถก่อนครับ” เสียงเขาดูเคร่งขรึม

เหล่าสไตลิสต์พยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว พวกเธอกึ่งพยุงกึ่งจูงฮวาลินให้ลุกขึ้นเดินอย่างระมัดระวัง

“คุณฮวาลินครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกเบา ๆ ก่อนที่ฮวาลินจะก้าวขึ้นรถตู้สีขาว

เธอหยุดชะงัก “คะ…”

“ชาแนลอาลัวร์ครับ”

“หา?”

“คุณถามถึงน้ำหอมอยู่ไม่ใช่เหรอครับ?” วูจินทำท่าทางเหมือนชี้ไปที่ข้อมือของฮวาลิน ก่อนจะล้วงขวดน้ำหอมขนาดพกพาออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท แล้วฉีดลงบนข้อมือเรียวบางของเธอเพียงเล็กน้อย

“น้ำหอมครับ ชาแนลอาลัวร์ กลิ่นโปรดของผม”

วูจินจ้องมองฮวาลินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปทางซเวซองกุน ทิ้งให้ฮวาลินยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอมองตามแผ่นหลังกว้างอย่างเหม่อลอย

เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถตู้ได้ ฮวาลินก็ยกข้อมือขึ้นมาใกล้จมูก สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยเข้าไปลึก ๆ

“หอมจัง…” เธอพึมพำกับตัวเอง

ราวกับมีมนต์วิเศษ กลิ่นหอมหวานละมุนช่วยปลอบประโลมหัวใจที่หวาดกลัวให้สงบลงได้บ้าง

ย้อนกลับไป…

ความโกลาหลครอบคลุมทั่วลานจอดรถใต้ดินหลังเหตุการณ์ระทึกขวัญ ตำรวจชุดใหญ่ถูกเรียกมายังที่เกิดเหตุ มือของคนร้ายถูกพันธนาการด้วยฝีมือของรปภ. ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับกายก็ยังยากเย็น เหลือเพียงลมหายใจรวยรินเป็นเครื่องยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อครู่เงียบสงัดลงแล้ว

ชเวซองกุน ผู้จัดการส่วนตัวรูปร่างสูงโปร่ง รวบผมยาวรุงรังอย่างลวก ๆ ก้าวตรงมายังผู้จัดการของฮวาลิน ที่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยรูปร่างอ้วนท้วน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน

“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นครับเนี่ย”

ร่างท้วมสะดุ้งสุดตัว ผสมปนเปกับความตกใจ ความรำคาญใจ และความรู้สึกผิด ก่อนจะตอบกลับเสียงอ่อย

“ขะ ขอประทานโทษครับ คุณซองกุน คงจะเป็นพวกแฟนคลับโรคจิตหรือพวกสตอล์กเกอร์ของฮวาลินน่ะครับ”

“อ่า-”

“ช่วงนี้อะไร ๆ มันก็ดูน่ากลัวไปหมด เมื่อไม่นานมานี้ก็มีจดหมายแปลก ๆ ส่งมาที่บริษัท แน่นอนว่าเรื่องแฟนคลับโรคจิตหรือสตอล์กเกอร์เป็นเรื่องปกติสำหรับไอดอลอย่างฮวาลิน หรือวง ‘Elani’ อยู่แล้วล่ะครับ แต่ไม่คิดว่าจะมีพวกโรคจิตถึงขั้นพกมีดพุ่งเข้ามาแบบนี้”

น้ำเสียงแผ่วเบาลงเมื่อจบประโยค ผู้จัดการร่างท้วนกัดฟันกรอดอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะหันขวับไปทางวูจิน

“วูจิน ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม”

“ครับ ผมไม่เป็นอะไร”

เมื่อได้รับคำยืนยัน ผู้จัดการร่างท้วมก็โค้งศีรษะให้วูจินอย่างสุภาพ

“ขอบคุณมากจริง ๆ นะครับ ถ้าไม่มีวูจิน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวมันจะบานปลายขนาดไหน หากวูจินรู้สึกเจ็บปวดหรือมีอาการผิดปกติตรงไหนภายหลัง รบกวนรีบแจ้งผมทันทีเลยนะครับ”

“ครับ ผมเข้าใจแล้ว”

ผู้จัดการรูปร่างท้วมผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ทว่าเพียงชั่วครู่ก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงหันกลับไปเอ่ยถามวูจินอีกครั้ง

“ว่าแต่คุณวูจิน คุณทำแบบนั้นได้ยังไงครับ”

“หืม?”

“ก็นั่นน่ะสิครับ ตอนที่คุณจับคนร้าย แล้วก็...” ผู้จัดการทำท่าทางเลียนแบบตอนที่วูจินใช้มือเพียงข้างเดียวเหวี่ยงคนร้ายจนสลบไป

“…”

'ถ้าฉันบอกว่า 'อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ ก็ฉันได้รับพลังวิเศษมาจากมิติว่างเปล่าน่ะสิ' มันจะดูแปลกไปไหมนะ' วูจินครุ่นคิดในใจ ก่อนจะตัดบทสนทนาด้วยการชี้ไปยังคนร้ายที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น

“ว่าแต่... พวกเราน่าจะค้นตัวคน ๆ นี้ดูก่อนดีกว่าไหมครับ?”

“หา?”

“เผื่อเขาขับรถมาด้วยน่ะครับ ถ้าขับรถมาข้างในก็น่าจะมีหลักฐานอะไรบ้างล่ะ”

“อ๊ะ!”

ดวงตาของผู้จัดการเบิกกว้าง เขารีบค้นกระเป๋าของคนร้ายที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น และก็พบกุญแจรถจริง ๆ ซะด้วย ทันใดนั้นคังวูจินก็ชี้ไปที่มุมสุดของลานจอดรถด้วยปลายนิ้ว

“ลองกดดูสิ”

- ติ๊ด!

เสียงสัญญาณกันขโมยดังขึ้นจากทิศทางใดสักแห่ง เป็นรถยนต์คันเล็กสีเทาที่จอดอยู่มุมลานจอดรถ ภายในรถพบข้าวของมากมาย สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือโปสเตอร์และสินค้าของฮวาลินที่วางอยู่เต็มเบาะหลัง และกล้องที่เมมโมรี่เต็มไปด้วยรูปภาพของฮวาลิน ผู้จัดการรูปร่างท้วมโกรธขึ้นมาทันทีที่เห็นสภาพภายในรถ

“ไอ้สารเลวนี่!!!”

เหล่าการ์ดต้องช่วยกันรั้งตัวผู้จัดการที่พุ่งเข้าหาคนร้ายเอาไว้ ในขณะที่สถานการณ์วุ่นวาย วูจินที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ ก็สรุปความคิดของตัวเอง

'คนเห็นเหตุการณ์คงไม่เยอะใช่มั้ยนะ'

จากนั้นก็พูดกับชเวซองกุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างแผ่วเบาว่า

“ท่านประธานครับ เรื่องในครั้งนี้ผมขอไม่พูดถึงผมได้ไหมครับ?”

"ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตน่ะครับ มันไม่ใช่เรื่องดีอะไร"

จริง ๆ แล้ววูจินไม่เคยคิดที่จะใช้ 'ศิลปะการต่อสู้' ที่ติดตัวเขามา นอกจากการแสดง และไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ความคิดของคังวูจินในตอนนี้ก็เรียบง่ายมาก

'เดี๋ยวได้มีกลิ่นของความเข้าใจผิดลอยฟุ้งมาอีก'

เขารู้สึกได้ว่าถ้าไม่ระวัง มันอาจจะเกิดความเข้าใจผิดแบบอื่น ๆ ตามมาอีก รอบตัวเขาก็เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดมากพออยู่แล้ว แม้จะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้มันแย่ลงไปกว่านี้ ถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา คนรู้จักของเขาคงต้องรุมถามเขาไม่หยุดแน่ ๆ

พูดง่าย ๆ ก็คือมันน่ารำคาญ นั่นแหละ

ยังไงซะ คังวูจินก็ลำบากและต้องดิ้นรนอยู่แล้ว ปล่อยไปเถอะ ไม่ต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปกว่านี้เลยจะได้สบายใจขึ้นหน่อย

แค่คิดแบบนี้เท่านั้นเอง

แต่วูจินไม่รู้หรอกว่า ชเวซองกุนที่มองเขาอยู่นั้น กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

'······เรื่องน่ากลัวแบบนี้ คงไม่ปลื้มที่จะเอามาสร้างชื่อเสียงหรอกมั้ง'

ชเวซองกุนละสายตาจากวูจิน มองสำรวจไปทั่วลานจอดรถ เพดานติดตั้งกล้องวงจรปิด มีรถจอดอยู่หลายคัน

'เรื่องพยานหรือกล้องวงจรปิด คงต้องให้ทางฮวาลินคุยกันเอง แต่รถพวกนี้คงจัดการยากหน่อย'

อย่างไรก็ตาม ถ้าคังวูจินไม่ต้องการ ชเวซองกุนก็คงต้องยอมและจัดการตามนั้น

'······เอาล่ะ ในเมื่อวูจินบอกแบบนี้ ก็น่าจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ'

ถ้าไม่สนใจอะไรเลยแล้วฉวยโอกาสจากเรื่องนี้ ป่านนี้คงได้ดิบได้ดีไปแล้ว แต่การกระทำที่ดูจงใจเกินไปคงไม่เป็นผลดีกับคังวูจินในตอนนี้หรอก เสียดายก็เสียดายอยู่หรอกนะ

‘เรื่องความสัมพันธ์กับฮวาลิน อาจจะพลาดก็ได้นะ’

เมื่อคำนวณทุกอย่างในใจเรียบร้อย ชเวซองกุนก็หันกลับมามองหน้าวูจินอีกครั้ง

“เข้าใจแล้ว เรื่องหลังบ้านฝากฉันเอง เดี๋ยวฉันไปบอกกับทางนั้นเอง แต่เรื่องนี้น่าจะกลายเป็นข่าวใหญ่ บริษัทของฮวาลินเองก็คงต้องจัดการอะไรหลายอย่าง รวมถึงต้องออกมาเตือนสังคมด้วย เป็นการย้ำเตือนให้คนทั่วไปตระหนักถึงเรื่องแบบนี้”

“ไม่เป็นไรครับ”

“โอเค งั้นวูจินไปนั่งรอในรถก่อน”

ผ่านไปไม่กี่นาที ตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุ ในระหว่างนั้น ชเวซองกุนก็ขึ้นรถตู้ฝั่งข้างคนขับไป ภายในรถมีเพียงคังวูจินที่กำลังก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถืออยู่ เพราะคนอื่น ๆ อยู่ข้างนอกกันหมด ไม่นาน ชเวซองกุนก็สบตากับวูจินที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“เฮ้อ วูจิน เรื่องราวก็เกือบจะเรียบร้อยแล้วล่ะ”

“อย่างนั้นเหรอครับ?” วูจินเงกหน้าขึ้นมอง

เมื่อได้ยินคำถาม ชเวซองกุนก็ถอนหายใจหนักขึ้น

“เอาตรง ๆ นะ ฉันดีใจมากที่ฮวาลินไม่เป็นอะไร แต่สำหรับฉันแล้ว วูจินสำคัญกว่า รู้ไหม?”

'ซึ้งจังโว้ย' วูจินพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกตื้นตัน ก่อนจะตอบกลับไปเสียงเบา

“ครับ คุณผู้จัดการ”

“คราวหน้าใช้ฉันเป็นโล่กำบังเถอะ ร่างกายฉันเจ็บปวดยังไงก็ดีกว่าเห็นวูจินบาดเจ็บ เป็นร้อยเท่า เข้าใจไหม?”

วูจินได้แต่รับฟังแบบขอไปที เพราะยังไงเรื่องแบบนั้นก็ไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว

“แล้วเรื่องราวเป็นยังไงบ้างครับ”

"ก็คงเป็นไปตามนั้นแหละ หลักฐานมันชัดเจนขนาดนั้น ฝั่งฮวาลินเองก็พร้อมจะจัดการกับไอ้สตอล์กเกอร์นั่นอย่างหนัก ส่วนเรื่องข่าว คงออกเร็วสุดพรุ่งนี้ อย่างช้าไม่เกินมะรืนนี้หรอก เรื่องที่นายบอก ฉันก็บอกไปหมดแล้ว แต่ผู้จัดการฝั่งโน้นบอกว่าต้องรายงานให้ประธานบริษัทสื่อบันเทิงJMLเขารู้ก่อน ประธานบริษัทนั่นน่ะ คนดี เรื่องนั้นฉันจัดการเองได้ ไม่ต้องห่วง"

"ครับ คุณผู้จัดการ"

ชเวซองกุนนิ่งเงียบไป อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งราวกับลังเลใจที่จะเอ่ยถาม ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวอย่างจนปัญญา แล้วจึงเปิดปากพูดด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

"แต่ว่า... นายทำแบบนั้นได้ยังไง?"

"แบบไหนครับ"

"ก็นายจัดการไอ้บ้านั่นได้ยังไงล่ะ"

"อ๋อ..."

"แบบนี้มันก็ดูเหมือนฉันเพี้ยน ๆ อยู่นะ? วูจิน นาย... นายนั่นแหละ เอ่อ แบบ... เป็นสายลับหรือเปล่า... โธ่เอ๊ย จริง ๆ นะ นี่มันอะไรกันเนี่ย"

ได้ยินคำถาม วูจินก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เอ๊ะ? อะไรนะครับ? สายลับ? เกือบไปแล้ว เกือบหลุดคอนเซ็ปต์ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขอเก็บอาการไว้ก่อนดีกว่า คิดไปคิดมา คำถามของเขามันก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก

'มันก็ดูเป็นแบบนั้นได้เหมือนกันนะ?'

ทั้งเก่งหลายภาษา แถมยังรู้ภาษามืออีก บวกกับพรสวรรค์ด้านการแสดงขั้นเทพที่พร้อมทุ่มเททั้งชีวิต และความสามารถที่เพิ่งแสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้ รวมถึงวิชาต่อสู้ด้วยนะ แล้วนิสัยเย็นชาของคังวูจินล่ะ? แม้แต่เรื่องราวในอดีตก็ยังเป็นปริศนา

'ว้าว นี่มันอะไรกันเนี่ย? นี่มันเซ็ตติ้งพระเอกหนังสายลับชัด ๆ!'

ก็นะ มันชวนให้คิดแบบนั้นจริง ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ยิ่งตอกย้ำให้ต้องปิดเป็นความลับ วูจินจึงตอบปฏิเสธอย่างจริงใจ

"ไม่ใช่ครับ ไม่เลย"

"ฮ่า ๆ ๆ ก็ ๆ ๆ ลืม ๆ ไปเถอะ ถือว่าฉันพูดไปเรื่อยแล้วกัน"

"ผมก็แค่เป็นนักแสดง ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านั้นหรอกครับ"

"เออ ว่าแต่เมื่อกี้ นายจัดไอ้บ้านั่นอยู่หมัดได้ยังไงวะ? ถึงจะแป๊บเดียวก็เถอะ······ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะเว้ย"

วูจินเลือกที่จะตอบความจริง

"ตอนเด็ก ๆ ผมเรียนฮับกิโดน่ะครับ"

"······ฮับกิโด? เรียน?"

จริงอยู่ที่คังวูจินเคยเรียนฮับกิโดตอนเด็ก ๆ ชเวซองกุนทำได้แค่ยอมรับคำตอบที่ไม่น่าเชื่อถือนี้

"อ่า ก็ได้ ฮับกิโด ก็ได้ ฮับกิโดสินะ ฮับกิโด เออ ๆ ฮับกิโดก็ฮับกิโด"

จะไปพยายามทำความเข้าใจก็คงเปล่าประโยชน์

รุ่งเช้าวันใหม่ 3 ธันวาคม ภายในห้องประชุมห้องหนึ่ง

ชเวซองกุนในชุดสูทสีดำปรากฏกายขึ้น ผิดวิสัยชายหนุ่มที่มักชื่นชอบการแต่งกายสบาย ๆ แต่วันนี้กลับดูเคร่งขรึมเป็นทางการ

เบื้องหน้าเขา

"ฮ่า ๆ หนังของผมนี่มันช่างเป็นที่พูดถึงจริง ๆ นะครับ"

ผู้กำกับอัลกาบก ชายร่างท้วมผมขาวสั้นเอ่ยขึ้น แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น รอบ ๆ ยังประกอบไปด้วยตัวแทนบริษัทภาพยนตร์และพนักงานคนอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

นั่นหมายความว่า ที่แห่งนี้คือที่นัดหมายเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง ‘ปลิง’ นั่นเอง

แต่ไร้วี่แววของคังวูจิน เหตุผลน่ะหรือ ง่ายมาก ตอนนี้วูจินติดภารกิจ และที่นี่ก็จะพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมา ถึงแม้วูจินจะแสดงความสนใจอยากร่วมงานใน ‘ปลิง’ แต่นั่นเป็นเพียงการยืนยันด้วยวาจาเท่านั้น ดังนั้นที่นี่จึงเป็นการยืนยันสัญญาอย่างเป็นทางการของคังวูจิน รวมถึงค่าตัวของเขาด้วย

ชเวซองกุนจึงยิ้มรับอย่างสุภาพตามมารยาทธุรกิจพลางตอบ

"ผมค่อนข้างตกใจครับคุณซิมฮันโฮ นี่นะ อยู่ ๆ ก็เห็นข่าวโดยไม่ทันตั้งตัวเลย"

"นั่นสินะ ฉันเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมีนักข่าวอยู่ที่ร้านอาหารนั่น" ผู้กำกับอันกาบกหัวเราะรอยเหี่ยวย่นอย่างรู้กัน

หลังจากพูดคุยอย่างเป็นพิธีเรียบร้อย ชเวซองกุนจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นประเด็น

"ผู้กำกับซิมฮันโฮ คุณวูจิน... เขาคิดจริงจังหรือเปล่าครับ หรือว่าเป็นแค่เรื่องที่นักข่าวแต่งขึ้น"

"ฉันกับเจ้าซิมฮันโฮน่ะสนิทกันมาก การเจอกันครั้งนั้นไม่ใช่แค่กินข้าวกันเฉย ๆ นะ CEO ชเวก็รู้นี่ แน่นอนว่าฉันให้บทภาพยนตร์กับซิมฮันโฮไปแล้ว"

"อย่างนั้นหรือครับ ถ้าอย่างนั้นกับคุณซิมฮันโฮ ก็คงจะเล่าเรื่องของคุณวูจิน ให้ฟังแล้วสินะครับ"

"ฉันเล่าไปหมดแล้วครับ รวมถึงเรื่องที่เขาได้รับข้อเสนอให้เล่นหนังเป็นเรื่องที่สองด้วย"

ทันใดนั้น ชเวซองกุนก็แอบยิ้มเยาะในใจ

'ให้ตายสิ ทำไมต้องเล่าเรื่องนั้นด้วย?! เรื่องนั้นมันต้องให้ฝั่งซิมฮันโฮเป็นฝ่ายเริ่มก่อนสิ!'

ทว่า ผู้กำกับอันกาบกกลับไม่ได้ใส่ใจอะไร เขายังคงรักษารอยยิ้มอย่างใจเย็นไว้

"เอาล่ะ งั้นเราเริ่มกันเลยดีกว่านะครับ"

ผู้กำกับอันกาบกหันไปมองผู้บริหารค่ายหนัง ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดขึ้น

"อย่างแรกเลย เชิญดูนี่ก่อน"

แฟ้มใสถูกส่งไปยัง ชเวซองกุน

"นี่คือข้อเสนอค่าตัวของวูจินที่ทางเราเสนอให้ เราอยากให้มาตกลงกันให้เรียบร้อยในวันนี้เลย"

"ครับ ขอผมดูก่อนนะครับ"

ชเวซองกุน ผู้ไว้ผมหางม้า มองตัวหนังสือมากมายในเอกสาร ทว่าใจความสำคัญมีอยู่ว่า

-คังวูจิน/ ค่าตัว: 150 ล้านวอน/ ส่วนแบ่งรายได้หลังจากหนังทำกำไรคิดเป็น 100 วอน ต่อจำนวนผู้ชมหนึ่งคน

"!!"

ค่าตัวคงที่ 150 ล้านวอน บวกกับส่วนแบ่งรายได้อีก 100 วอนต่อผู้ชมหนึ่งคน ถ้าคำนวณคร่าว ๆ หากมีผู้ชมมากกว่า 5 ล้านคน วูจินจะได้รับเงินรวมทั้งหมดเกินกว่า 600 ล้านวอน มันคือจำนวนเงินที่ชวนให้ล่อตาล่อใจยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงได้เพียงปีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานเรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ค่าตัวของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

นี่นับว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลวเลยทีเดียว

ทว่า...

‘ยังสามารถผลักดันให้สูงกว่านี้ได้อีก’

ชเวซองกุนแน่ใจว่าเขาสามารถต่อรองค่าตัวของวูจิน ให้สูงขึ้นไปได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน

(จบ)

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 184 ค่าตัว (9)

คัดลอกลิงก์แล้ว