- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 184 ค่าตัว (9)
บทที่ 184 ค่าตัว (9)
บทที่ 184 ค่าตัว (9)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 184 ค่าตัว (9)
วินาทีที่เห็นคนร้ายพุ่งตรงไปหาฮวาลิน สัญชาตญาณในตัวคังวูจินก็ทำงานโดยอัตโนมัติ มันเป็นสถานการณ์คับขัน สมองและร่างกายจึงตอบสนองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง แต่เขายังมีสติรับรู้ทุกอย่างรอบตัว
‘เอาอยู่ ฉันรับมือได้ ต้องจับแขนข้างที่มันถือมีดให้ได้ก่อน’
ดวงตาคมกวาดประเมินท่าทาง ร่างกาย และอาวุธของคนร้ายอย่างรวดเร็ว คำตอบปรากฏขึ้นในหัวสมองในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที คนร้ายคนนี้ไม่มีพิษสงอะไร นอกจากพุ่งเข้ามาแบบมุทะลุ คังวูจินใช้ร่างกายกำยำบังฮวาลินเอาไว้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงเพื่อปิดกั้นการมองเห็น ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะต้องมีชั่วขณะหนึ่งของความลังเล คนร้ายตรงหน้าก็เช่นกัน
‘จะหลบดีไหม? หรือจะแทงคังวูจินก่อนเลยดี?’
แววตาสั่นไหวของอีกฝ่ายไม่ได้รอดพ้นสายตา คังวูจินฉวยโอกาสนั้นตะครุบข้อมือที่กำมีดเอาไว้แน่น ราวกับรู้วิธีรับมืออยู่แล้วจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทุกท่วงท่าไหลลื่นราวกับสายน้ำ เป็นวิชา ‘ศิลปะการต่อสู้’ ที่ถูกสลักฝังลึกอยู่ในแก่นกาย
และแล้ว…
“อ๊าาาาาา! ปล่อย! ปล่อยฉัน!!!”
ร่างของคนร้ายถูกกดลงกับพื้นเสียงดังสนั่น คังวูจินจ้องมองด้านหลังศีรษะที่เขากดเอาไว้แน่นด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในอก
‘บ้าเอ้ย ตกใจชะมัด’
เขาเพิ่งประมวลผลสิ่งที่ทำลงไปได้
‘แบบนี้ก็ได้เหรอวะ? ทำได้จริง ๆ ด้วย โคตรเท่เลยเมื่อกี้!’
ไม่มีความประหลาดใจ มีเพียงความตื่นเต้นที่ความสามารถของเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วในโลกแห่งความจริง ‘ศิลปะการต่อสู้’ มันต่างจากภาษาหรือเสียงเพลง มันสามารถใช้โจมตี ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ และที่เหนือไปกว่านั้น ‘ศิลปะการต่อสู้’ ที่ถูกสลักฝังอยู่ในตัวเขา ไม่ใช่แค่การลอกเลียนแบบ
แต่มันคือของจริง!
แต่ทว่าภาพตรงหน้ากับสิ่งที่จินตนาการไว้ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ แม้แต่คังวูจินเองที่ผ่านการฝึกฝน『ศิลปะการต่อสู้』มาก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในสถานการณ์จริงเช่นนี้
หัวใจของเขาจึงเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่
ทันใดนั้นเอง
- สวบ!
ร่างของคนร้ายที่ถูกเขาจับกุมดิ้นรนไปมาบนพื้น พละกำลัง เสียงคำราม รวมถึงสัมผัสที่ได้รับ ทำให้แขนของเขาขนลุกซู่ ความรู้สึกแปลกใหม่ผสมปนเปกับความสำเร็จและความตื่นเต้นแล่นไปทั่วร่างกาย อีกทั้งยังมีความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายคลึงกับความปลื้มปิติ
ทว่าความรู้สึกของเขาในตอนนี้กลับต่างออกไป
‘ทำไมถึงรู้สึกไม่ดีแบบนี้กันนะ’
เขาไม่ได้รู้สึกยินดีกับการใช้ความรุนแรง แม้สถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นเรื่องน่าภูมิใจ แต่เขาก็ไม่ได้ปรารถนาจะพบเจอมันอีก นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของเขา
แต่เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้วล่ะนะ
ทันใดนั้น เขาก็รวบรวมสติกลับมาแล้วปรับอารมณ์ให้คงที่ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเก็บซ่อนเสียงหัวใจที่เต้นระรัวและปรับโทนเสียงให้เข้ากับสถานการณ์ แม้แต่เขาเองก็ยังต้องตกใจกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมา
“โทรเรียกตำรวจ”
ไม่นานนัก รปภ. ร่างกำยำหลายคนก็วิ่งกรูกันเข้ามา คนหนึ่งเข้ามาจับแขนของคนร้ายที่เขาจับกุมไว้ ส่วนคนที่เหลือก็เข้าไปล็อกตัวและขาของคนร้ายที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น แม้แต่ตอนที่เขาใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อจับกุมมัน มันก็ยังดิ้นไม่หยุด แต่ตอนนี้พวกมันกลับถูกกักขังไว้ราวกับอยู่ในกรงเหล็ก
“อ๊าาาา! ปล่อย! ปล่อยกูนะโว้ย!!!”
เสียงคำรามอันบ้าคลั่งยังคงดังกึกก้องกัมปนาท แสดงถึงความเดือดดาลที่ยังไม่มอดดับ ชั่วครู่ต่อมา ชเวซองกุน ชายหนุ่มร่างสูงเขาเปีย และผู้จัดการร่างท้วมของฮวาลินก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"โอ๊ย วูจิน! นายไม่เป็นไรใช่ไหม"
"คุณฮวาลินคะ! ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ!"
เหล่าสไตลิสต์ที่เพิ่งมาถึงต่างพากันมองฮวาลินด้วยแววตาฉงนปนสงสัย
คังวูจินลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ปัดฝุ่นเสื้อผ้าเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับรู้สึกเป็นกังวล
"ฮวาลิน คุณไม่เป็นไรนะครับ" เขาเอ่ยถามฮวาลินที่ยังตกใจจนใบหน้าซีดเผือด
มือเรียวบางของหญิงสาวยังคงปิดปากแน่น เหมือนสติหลุดลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ
"ค่ะ... คะ? อ๋อ ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ"
เมื่อเห็นว่าฮวาลินปลอดภัยดี วูจินจึงหันไปพยักหน้าให้กับคนอื่น ๆ ยกเว้นชเวซองกุนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ
"ผมไม่เป็นไรครับ" น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น จนผู้จัดการร่างท้วมอดรู้สึกทึ่งไม่ได้
'อะไรกัน ทำไมถึงใจเย็นได้ขนาดนี้ คนอื่นตื่นตระหนกกันหมด มีแต่เขาที่ดูไม่สะทกสะท้าน... แล้วเมื่อกี้ ที่เขาขยับตัว มันคืออะไรกัน?'
ชเวซองกุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ครุ่นคิดเช่นเดียวกัน
'แบบนี้นี่เอง ถึงได้แกล้งเป็นคนธรรมดาได้เนียนขนาดนี้ ลองเป็นคนอื่นสิ คงเข้ามารุมเต็มไปหมดแล้ว แต่เมื่อกี้... ฉันเห็นอะไรไปนะ'
ทันใดนั้น ชเวซองกุนก็นึกขึ้นได้
"อ๊ะ!" เขาร้องอย่างตระหนก มองวูจินด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนจะลูบคลำแขนและร่างกายของวูจินไปทั่ว
"นี่นาย! ไม่เป็นไรได้ยังไง!! ดูดิ! เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?!"
"จะจับอะไรครับ" วูจินเอ่ยอย่างเย็นชา
"ท่านประธาน"
"ตรงนี้ล่ะ? ตรงนี้เป็นไง?"
"ท่านประธาน ผมไม่เป็นไรครับ"
"โอ๊ย! จริง ๆ นายเนี่ย!"
ชเวซองกุนสะบัดปลายผมเปียอย่างหงุดหงิด สายตาคมกริบจ้องมองคนร้ายที่ถูกจับกุมตัวไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยว
“แกเป็นใคร! บอกมา! แกเป็นใคร! สตอล์กเกอร์งั้นรึ?!”
หลายปีก่อน ซเวซองกุนเคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญทำนองนี้มาแล้ว ครั้งนั้นเหยื่อคือฮงฮเยยอน และไม่ใช่แค่เธอ ยังมีคนดังอีกมากมายที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นเรื่องปกติในวงการบันเทิง
ซาแซงแฟน… น่ากลัวเกินกว่าจะทนได้อีกต่อไป
ทันใดนั้นเอง วูจินก็เดินฝ่าวงล้อมคนเข้าไปหาฮวาลินที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว สไตลิสต์กำลังช่วยแต่งหน้าทำผมให้เธอ แต่ดูเหมือนสติของเธอจะล่องลอยไปไกล
วูจินสบตาฮวาลิน เขานิ่งเงียบ ไม่รู้จะเอ่ยคำปลอบโยนใด หรือแม้แต่จะแสดงความเป็นห่วงอย่างไรดี
‘ให้ตายสิ… เวลาแบบนี้ฉันควรพูดอะไรวะเนี่ย ทำไมฉันถึงไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง’
เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไป ไม่แน่ใจว่าคำพูดใดจะสามารถปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำของเธอได้
ในท้ายที่สุด วูจินที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้จึงหันไปทางเหล่าสไตลิสต์
“พาฮวาลินไปที่รถก่อนครับ” เสียงเขาดูเคร่งขรึม
เหล่าสไตลิสต์พยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว พวกเธอกึ่งพยุงกึ่งจูงฮวาลินให้ลุกขึ้นเดินอย่างระมัดระวัง
“คุณฮวาลินครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกเบา ๆ ก่อนที่ฮวาลินจะก้าวขึ้นรถตู้สีขาว
เธอหยุดชะงัก “คะ…”
“ชาแนลอาลัวร์ครับ”
“หา?”
“คุณถามถึงน้ำหอมอยู่ไม่ใช่เหรอครับ?” วูจินทำท่าทางเหมือนชี้ไปที่ข้อมือของฮวาลิน ก่อนจะล้วงขวดน้ำหอมขนาดพกพาออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท แล้วฉีดลงบนข้อมือเรียวบางของเธอเพียงเล็กน้อย
“น้ำหอมครับ ชาแนลอาลัวร์ กลิ่นโปรดของผม”
วูจินจ้องมองฮวาลินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปทางซเวซองกุน ทิ้งให้ฮวาลินยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอมองตามแผ่นหลังกว้างอย่างเหม่อลอย
เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถตู้ได้ ฮวาลินก็ยกข้อมือขึ้นมาใกล้จมูก สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยเข้าไปลึก ๆ
“หอมจัง…” เธอพึมพำกับตัวเอง
ราวกับมีมนต์วิเศษ กลิ่นหอมหวานละมุนช่วยปลอบประโลมหัวใจที่หวาดกลัวให้สงบลงได้บ้าง
ย้อนกลับไป…
ความโกลาหลครอบคลุมทั่วลานจอดรถใต้ดินหลังเหตุการณ์ระทึกขวัญ ตำรวจชุดใหญ่ถูกเรียกมายังที่เกิดเหตุ มือของคนร้ายถูกพันธนาการด้วยฝีมือของรปภ. ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับกายก็ยังยากเย็น เหลือเพียงลมหายใจรวยรินเป็นเครื่องยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อครู่เงียบสงัดลงแล้ว
ชเวซองกุน ผู้จัดการส่วนตัวรูปร่างสูงโปร่ง รวบผมยาวรุงรังอย่างลวก ๆ ก้าวตรงมายังผู้จัดการของฮวาลิน ที่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยรูปร่างอ้วนท้วน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นครับเนี่ย”
ร่างท้วมสะดุ้งสุดตัว ผสมปนเปกับความตกใจ ความรำคาญใจ และความรู้สึกผิด ก่อนจะตอบกลับเสียงอ่อย
“ขะ ขอประทานโทษครับ คุณซองกุน คงจะเป็นพวกแฟนคลับโรคจิตหรือพวกสตอล์กเกอร์ของฮวาลินน่ะครับ”
“อ่า-”
“ช่วงนี้อะไร ๆ มันก็ดูน่ากลัวไปหมด เมื่อไม่นานมานี้ก็มีจดหมายแปลก ๆ ส่งมาที่บริษัท แน่นอนว่าเรื่องแฟนคลับโรคจิตหรือสตอล์กเกอร์เป็นเรื่องปกติสำหรับไอดอลอย่างฮวาลิน หรือวง ‘Elani’ อยู่แล้วล่ะครับ แต่ไม่คิดว่าจะมีพวกโรคจิตถึงขั้นพกมีดพุ่งเข้ามาแบบนี้”
น้ำเสียงแผ่วเบาลงเมื่อจบประโยค ผู้จัดการร่างท้วนกัดฟันกรอดอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะหันขวับไปทางวูจิน
“วูจิน ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม”
“ครับ ผมไม่เป็นอะไร”
เมื่อได้รับคำยืนยัน ผู้จัดการร่างท้วมก็โค้งศีรษะให้วูจินอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากจริง ๆ นะครับ ถ้าไม่มีวูจิน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวมันจะบานปลายขนาดไหน หากวูจินรู้สึกเจ็บปวดหรือมีอาการผิดปกติตรงไหนภายหลัง รบกวนรีบแจ้งผมทันทีเลยนะครับ”
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
ผู้จัดการรูปร่างท้วมผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ทว่าเพียงชั่วครู่ก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงหันกลับไปเอ่ยถามวูจินอีกครั้ง
“ว่าแต่คุณวูจิน คุณทำแบบนั้นได้ยังไงครับ”
“หืม?”
“ก็นั่นน่ะสิครับ ตอนที่คุณจับคนร้าย แล้วก็...” ผู้จัดการทำท่าทางเลียนแบบตอนที่วูจินใช้มือเพียงข้างเดียวเหวี่ยงคนร้ายจนสลบไป
“…”
'ถ้าฉันบอกว่า 'อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ ก็ฉันได้รับพลังวิเศษมาจากมิติว่างเปล่าน่ะสิ' มันจะดูแปลกไปไหมนะ' วูจินครุ่นคิดในใจ ก่อนจะตัดบทสนทนาด้วยการชี้ไปยังคนร้ายที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
“ว่าแต่... พวกเราน่าจะค้นตัวคน ๆ นี้ดูก่อนดีกว่าไหมครับ?”
“หา?”
“เผื่อเขาขับรถมาด้วยน่ะครับ ถ้าขับรถมาข้างในก็น่าจะมีหลักฐานอะไรบ้างล่ะ”
“อ๊ะ!”
ดวงตาของผู้จัดการเบิกกว้าง เขารีบค้นกระเป๋าของคนร้ายที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น และก็พบกุญแจรถจริง ๆ ซะด้วย ทันใดนั้นคังวูจินก็ชี้ไปที่มุมสุดของลานจอดรถด้วยปลายนิ้ว
“ลองกดดูสิ”
- ติ๊ด!
เสียงสัญญาณกันขโมยดังขึ้นจากทิศทางใดสักแห่ง เป็นรถยนต์คันเล็กสีเทาที่จอดอยู่มุมลานจอดรถ ภายในรถพบข้าวของมากมาย สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือโปสเตอร์และสินค้าของฮวาลินที่วางอยู่เต็มเบาะหลัง และกล้องที่เมมโมรี่เต็มไปด้วยรูปภาพของฮวาลิน ผู้จัดการรูปร่างท้วมโกรธขึ้นมาทันทีที่เห็นสภาพภายในรถ
“ไอ้สารเลวนี่!!!”
เหล่าการ์ดต้องช่วยกันรั้งตัวผู้จัดการที่พุ่งเข้าหาคนร้ายเอาไว้ ในขณะที่สถานการณ์วุ่นวาย วูจินที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ ก็สรุปความคิดของตัวเอง
'คนเห็นเหตุการณ์คงไม่เยอะใช่มั้ยนะ'
จากนั้นก็พูดกับชเวซองกุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างแผ่วเบาว่า
“ท่านประธานครับ เรื่องในครั้งนี้ผมขอไม่พูดถึงผมได้ไหมครับ?”
"ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตน่ะครับ มันไม่ใช่เรื่องดีอะไร"
จริง ๆ แล้ววูจินไม่เคยคิดที่จะใช้ 'ศิลปะการต่อสู้' ที่ติดตัวเขามา นอกจากการแสดง และไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ความคิดของคังวูจินในตอนนี้ก็เรียบง่ายมาก
'เดี๋ยวได้มีกลิ่นของความเข้าใจผิดลอยฟุ้งมาอีก'
เขารู้สึกได้ว่าถ้าไม่ระวัง มันอาจจะเกิดความเข้าใจผิดแบบอื่น ๆ ตามมาอีก รอบตัวเขาก็เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดมากพออยู่แล้ว แม้จะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้มันแย่ลงไปกว่านี้ ถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา คนรู้จักของเขาคงต้องรุมถามเขาไม่หยุดแน่ ๆ
พูดง่าย ๆ ก็คือมันน่ารำคาญ นั่นแหละ
ยังไงซะ คังวูจินก็ลำบากและต้องดิ้นรนอยู่แล้ว ปล่อยไปเถอะ ไม่ต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปกว่านี้เลยจะได้สบายใจขึ้นหน่อย
แค่คิดแบบนี้เท่านั้นเอง
แต่วูจินไม่รู้หรอกว่า ชเวซองกุนที่มองเขาอยู่นั้น กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
'······เรื่องน่ากลัวแบบนี้ คงไม่ปลื้มที่จะเอามาสร้างชื่อเสียงหรอกมั้ง'
ชเวซองกุนละสายตาจากวูจิน มองสำรวจไปทั่วลานจอดรถ เพดานติดตั้งกล้องวงจรปิด มีรถจอดอยู่หลายคัน
'เรื่องพยานหรือกล้องวงจรปิด คงต้องให้ทางฮวาลินคุยกันเอง แต่รถพวกนี้คงจัดการยากหน่อย'
อย่างไรก็ตาม ถ้าคังวูจินไม่ต้องการ ชเวซองกุนก็คงต้องยอมและจัดการตามนั้น
'······เอาล่ะ ในเมื่อวูจินบอกแบบนี้ ก็น่าจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ'
ถ้าไม่สนใจอะไรเลยแล้วฉวยโอกาสจากเรื่องนี้ ป่านนี้คงได้ดิบได้ดีไปแล้ว แต่การกระทำที่ดูจงใจเกินไปคงไม่เป็นผลดีกับคังวูจินในตอนนี้หรอก เสียดายก็เสียดายอยู่หรอกนะ
‘เรื่องความสัมพันธ์กับฮวาลิน อาจจะพลาดก็ได้นะ’
เมื่อคำนวณทุกอย่างในใจเรียบร้อย ชเวซองกุนก็หันกลับมามองหน้าวูจินอีกครั้ง
“เข้าใจแล้ว เรื่องหลังบ้านฝากฉันเอง เดี๋ยวฉันไปบอกกับทางนั้นเอง แต่เรื่องนี้น่าจะกลายเป็นข่าวใหญ่ บริษัทของฮวาลินเองก็คงต้องจัดการอะไรหลายอย่าง รวมถึงต้องออกมาเตือนสังคมด้วย เป็นการย้ำเตือนให้คนทั่วไปตระหนักถึงเรื่องแบบนี้”
“ไม่เป็นไรครับ”
“โอเค งั้นวูจินไปนั่งรอในรถก่อน”
ผ่านไปไม่กี่นาที ตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุ ในระหว่างนั้น ชเวซองกุนก็ขึ้นรถตู้ฝั่งข้างคนขับไป ภายในรถมีเพียงคังวูจินที่กำลังก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถืออยู่ เพราะคนอื่น ๆ อยู่ข้างนอกกันหมด ไม่นาน ชเวซองกุนก็สบตากับวูจินที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“เฮ้อ วูจิน เรื่องราวก็เกือบจะเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“อย่างนั้นเหรอครับ?” วูจินเงกหน้าขึ้นมอง
เมื่อได้ยินคำถาม ชเวซองกุนก็ถอนหายใจหนักขึ้น
“เอาตรง ๆ นะ ฉันดีใจมากที่ฮวาลินไม่เป็นอะไร แต่สำหรับฉันแล้ว วูจินสำคัญกว่า รู้ไหม?”
'ซึ้งจังโว้ย' วูจินพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกตื้นตัน ก่อนจะตอบกลับไปเสียงเบา
“ครับ คุณผู้จัดการ”
“คราวหน้าใช้ฉันเป็นโล่กำบังเถอะ ร่างกายฉันเจ็บปวดยังไงก็ดีกว่าเห็นวูจินบาดเจ็บ เป็นร้อยเท่า เข้าใจไหม?”
วูจินได้แต่รับฟังแบบขอไปที เพราะยังไงเรื่องแบบนั้นก็ไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว
“แล้วเรื่องราวเป็นยังไงบ้างครับ”
"ก็คงเป็นไปตามนั้นแหละ หลักฐานมันชัดเจนขนาดนั้น ฝั่งฮวาลินเองก็พร้อมจะจัดการกับไอ้สตอล์กเกอร์นั่นอย่างหนัก ส่วนเรื่องข่าว คงออกเร็วสุดพรุ่งนี้ อย่างช้าไม่เกินมะรืนนี้หรอก เรื่องที่นายบอก ฉันก็บอกไปหมดแล้ว แต่ผู้จัดการฝั่งโน้นบอกว่าต้องรายงานให้ประธานบริษัทสื่อบันเทิงJMLเขารู้ก่อน ประธานบริษัทนั่นน่ะ คนดี เรื่องนั้นฉันจัดการเองได้ ไม่ต้องห่วง"
"ครับ คุณผู้จัดการ"
ชเวซองกุนนิ่งเงียบไป อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งราวกับลังเลใจที่จะเอ่ยถาม ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวอย่างจนปัญญา แล้วจึงเปิดปากพูดด้วยสีหน้าสิ้นหวัง
"แต่ว่า... นายทำแบบนั้นได้ยังไง?"
"แบบไหนครับ"
"ก็นายจัดการไอ้บ้านั่นได้ยังไงล่ะ"
"อ๋อ..."
"แบบนี้มันก็ดูเหมือนฉันเพี้ยน ๆ อยู่นะ? วูจิน นาย... นายนั่นแหละ เอ่อ แบบ... เป็นสายลับหรือเปล่า... โธ่เอ๊ย จริง ๆ นะ นี่มันอะไรกันเนี่ย"
ได้ยินคำถาม วูจินก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เอ๊ะ? อะไรนะครับ? สายลับ? เกือบไปแล้ว เกือบหลุดคอนเซ็ปต์ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขอเก็บอาการไว้ก่อนดีกว่า คิดไปคิดมา คำถามของเขามันก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก
'มันก็ดูเป็นแบบนั้นได้เหมือนกันนะ?'
ทั้งเก่งหลายภาษา แถมยังรู้ภาษามืออีก บวกกับพรสวรรค์ด้านการแสดงขั้นเทพที่พร้อมทุ่มเททั้งชีวิต และความสามารถที่เพิ่งแสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้ รวมถึงวิชาต่อสู้ด้วยนะ แล้วนิสัยเย็นชาของคังวูจินล่ะ? แม้แต่เรื่องราวในอดีตก็ยังเป็นปริศนา
'ว้าว นี่มันอะไรกันเนี่ย? นี่มันเซ็ตติ้งพระเอกหนังสายลับชัด ๆ!'
ก็นะ มันชวนให้คิดแบบนั้นจริง ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ยิ่งตอกย้ำให้ต้องปิดเป็นความลับ วูจินจึงตอบปฏิเสธอย่างจริงใจ
"ไม่ใช่ครับ ไม่เลย"
"ฮ่า ๆ ๆ ก็ ๆ ๆ ลืม ๆ ไปเถอะ ถือว่าฉันพูดไปเรื่อยแล้วกัน"
"ผมก็แค่เป็นนักแสดง ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านั้นหรอกครับ"
"เออ ว่าแต่เมื่อกี้ นายจัดไอ้บ้านั่นอยู่หมัดได้ยังไงวะ? ถึงจะแป๊บเดียวก็เถอะ······ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะเว้ย"
วูจินเลือกที่จะตอบความจริง
"ตอนเด็ก ๆ ผมเรียนฮับกิโดน่ะครับ"
"······ฮับกิโด? เรียน?"
จริงอยู่ที่คังวูจินเคยเรียนฮับกิโดตอนเด็ก ๆ ชเวซองกุนทำได้แค่ยอมรับคำตอบที่ไม่น่าเชื่อถือนี้
"อ่า ก็ได้ ฮับกิโด ก็ได้ ฮับกิโดสินะ ฮับกิโด เออ ๆ ฮับกิโดก็ฮับกิโด"
จะไปพยายามทำความเข้าใจก็คงเปล่าประโยชน์
รุ่งเช้าวันใหม่ 3 ธันวาคม ภายในห้องประชุมห้องหนึ่ง
ชเวซองกุนในชุดสูทสีดำปรากฏกายขึ้น ผิดวิสัยชายหนุ่มที่มักชื่นชอบการแต่งกายสบาย ๆ แต่วันนี้กลับดูเคร่งขรึมเป็นทางการ
เบื้องหน้าเขา
"ฮ่า ๆ หนังของผมนี่มันช่างเป็นที่พูดถึงจริง ๆ นะครับ"
ผู้กำกับอัลกาบก ชายร่างท้วมผมขาวสั้นเอ่ยขึ้น แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น รอบ ๆ ยังประกอบไปด้วยตัวแทนบริษัทภาพยนตร์และพนักงานคนอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง
นั่นหมายความว่า ที่แห่งนี้คือที่นัดหมายเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง ‘ปลิง’ นั่นเอง
แต่ไร้วี่แววของคังวูจิน เหตุผลน่ะหรือ ง่ายมาก ตอนนี้วูจินติดภารกิจ และที่นี่ก็จะพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมา ถึงแม้วูจินจะแสดงความสนใจอยากร่วมงานใน ‘ปลิง’ แต่นั่นเป็นเพียงการยืนยันด้วยวาจาเท่านั้น ดังนั้นที่นี่จึงเป็นการยืนยันสัญญาอย่างเป็นทางการของคังวูจิน รวมถึงค่าตัวของเขาด้วย
ชเวซองกุนจึงยิ้มรับอย่างสุภาพตามมารยาทธุรกิจพลางตอบ
"ผมค่อนข้างตกใจครับคุณซิมฮันโฮ นี่นะ อยู่ ๆ ก็เห็นข่าวโดยไม่ทันตั้งตัวเลย"
"นั่นสินะ ฉันเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมีนักข่าวอยู่ที่ร้านอาหารนั่น" ผู้กำกับอันกาบกหัวเราะรอยเหี่ยวย่นอย่างรู้กัน
หลังจากพูดคุยอย่างเป็นพิธีเรียบร้อย ชเวซองกุนจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นประเด็น
"ผู้กำกับซิมฮันโฮ คุณวูจิน... เขาคิดจริงจังหรือเปล่าครับ หรือว่าเป็นแค่เรื่องที่นักข่าวแต่งขึ้น"
"ฉันกับเจ้าซิมฮันโฮน่ะสนิทกันมาก การเจอกันครั้งนั้นไม่ใช่แค่กินข้าวกันเฉย ๆ นะ CEO ชเวก็รู้นี่ แน่นอนว่าฉันให้บทภาพยนตร์กับซิมฮันโฮไปแล้ว"
"อย่างนั้นหรือครับ ถ้าอย่างนั้นกับคุณซิมฮันโฮ ก็คงจะเล่าเรื่องของคุณวูจิน ให้ฟังแล้วสินะครับ"
"ฉันเล่าไปหมดแล้วครับ รวมถึงเรื่องที่เขาได้รับข้อเสนอให้เล่นหนังเป็นเรื่องที่สองด้วย"
ทันใดนั้น ชเวซองกุนก็แอบยิ้มเยาะในใจ
'ให้ตายสิ ทำไมต้องเล่าเรื่องนั้นด้วย?! เรื่องนั้นมันต้องให้ฝั่งซิมฮันโฮเป็นฝ่ายเริ่มก่อนสิ!'
ทว่า ผู้กำกับอันกาบกกลับไม่ได้ใส่ใจอะไร เขายังคงรักษารอยยิ้มอย่างใจเย็นไว้
"เอาล่ะ งั้นเราเริ่มกันเลยดีกว่านะครับ"
ผู้กำกับอันกาบกหันไปมองผู้บริหารค่ายหนัง ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดขึ้น
"อย่างแรกเลย เชิญดูนี่ก่อน"
แฟ้มใสถูกส่งไปยัง ชเวซองกุน
"นี่คือข้อเสนอค่าตัวของวูจินที่ทางเราเสนอให้ เราอยากให้มาตกลงกันให้เรียบร้อยในวันนี้เลย"
"ครับ ขอผมดูก่อนนะครับ"
ชเวซองกุน ผู้ไว้ผมหางม้า มองตัวหนังสือมากมายในเอกสาร ทว่าใจความสำคัญมีอยู่ว่า
-คังวูจิน/ ค่าตัว: 150 ล้านวอน/ ส่วนแบ่งรายได้หลังจากหนังทำกำไรคิดเป็น 100 วอน ต่อจำนวนผู้ชมหนึ่งคน
"!!"
ค่าตัวคงที่ 150 ล้านวอน บวกกับส่วนแบ่งรายได้อีก 100 วอนต่อผู้ชมหนึ่งคน ถ้าคำนวณคร่าว ๆ หากมีผู้ชมมากกว่า 5 ล้านคน วูจินจะได้รับเงินรวมทั้งหมดเกินกว่า 600 ล้านวอน มันคือจำนวนเงินที่ชวนให้ล่อตาล่อใจยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงได้เพียงปีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานเรื่อง ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ค่าตัวของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
นี่นับว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ทว่า...
‘ยังสามารถผลักดันให้สูงกว่านี้ได้อีก’
ชเวซองกุนแน่ใจว่าเขาสามารถต่อรองค่าตัวของวูจิน ให้สูงขึ้นไปได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน
(จบ)