- หน้าแรก
- ฉันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอดนักแสดงอัจฉริยะผู้น่าสะพรึง
- บทที่ 142 เลือนหาย (1)
บทที่ 142 เลือนหาย (1)
บทที่ 142 เลือนหาย (1)
[แปลโดยฝีมือ...ยัก.ษา.แปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ\]
[Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย]
[หลังแปลจบ คิดว่าจะมีการเกลาคำเบื้องต้น แก้คำผิด ปรับสำนวนให้สละสลวย เทียบคำต่อคำ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันเสมอมานะครับ]
บทที่ 142 เลือนหาย (1)
แคร็กอิน นั่นคือการถ่ายทำครั้งแรก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ บางทีตอนนี้ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ คงเริ่มถ่ายทำไปแล้ว ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ เริ่มถ่ายทำกันตั้งแต่เช้า แต่มีนักแสดงนำแค่คนเดียวที่ถูกเรียกตัว
คังวูจิน
พูดง่าย ๆ คือคังวูจินเป็นคนเปิดฉากการถ่ายทำ ส่วนนักแสดงนำคนอื่น ๆ รวมถึงรยูจองมินจะตามไปสมทบในช่วงบ่าย จากตารางการถ่ายทำที่ออกมา คังวูจินเริ่มถ่ายทำที่โซลตั้งแต่เช้า และตอนนี้น่าจะกำลังถ่ายทำอย่างขะมักขะมังอยู่ที่ปูยอ
ในบทบาท ‘สิบโทจินซอนชอล’
ไม่ว่ายังไงตอนนี้รยูจองมินก็
"ฮู่ว"
เขาทบทวนบท ‘ร้อยโทชเวยูแท’ ในบทภาพยนตร์ด้วยความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
‘คราวนี้เราเป็นนักแสดงนำเหมือนกัน’
ตอนที่เล่น นิติจิตวิทยา ทั้งเรื่องชื่อเสียงและตำแหน่งนักแสดงนำก็ต่างกันอยู่ แต่คราวนี้เขาแทบไม่ต่างจากคังวูจินเลย แน่นอนว่าในเรื่องของประสบการณ์ รยูจองมินเหนือกว่ามาก แต่แวดวงบันเทิงนั้น ไม่ใช่ที่ที่ตัดสินกันด้วยผลงานที่ผ่านมา
สิ่งเดียวที่สำคัญคือความสนใจจากผู้คน
มองแบบนั้นแล้ว ตอนนี้คังวูจินคือราชาผู้ทรงอิทธิพล คือนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดใน ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ และตัวรยูจองมินเองก็ต้องวางตัวให้ต่ำเข้าไว้ ติดป้ายชื่อให้ตัวเอง
‘ช่างหัวเรื่องรุ่นพี่ ฉันจะเข้าไปในฐานะนักแสดงในฐานะผู้ท้าชิง’
ผู้ท้าชิง สำหรับรยูจองมินแล้ว คังวูจินคือกำแพงที่สูงเกินเอื้อม อย่างน้อยตัวรยูจองมินเองก็คิดแบบนั้น
เพราะงั้น
‘······บอกตามตรง ฉันไม่อยากเจอเขาเลย’
แม้ในขณะเคลื่อนตัวมายังกองถ่าย รยูจองมินก็ยังคงมีความหวาดกลัวผุดขึ้นมามันช่างหนักอึ้งเหลือเกินในเมื่อเขาก็ขึ้นมาถึงจุดสูงสุดแล้ว การเลือกเดินในเส้นทางอื่นก็ย่อมได้ แต่รยูจองมิน...
“แต่ถ้าก้าวข้ามผ่านมันไปได้ บางทีฉัน...”
เขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับขีดจำกัดเผชิญหน้ากับคังวูจินอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าใน『เกาะแห่งผู้สูญหาย』 เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคังวูจิน เขาก็คงจะได้รับทั้งความหวาดกลัวที่จะต้องพ่ายแพ้และความรู้สึกสูญเสีย แต่เพราะ ในตอนนี้ รยูจองมินมีหัวใจของผู้ท้าชิง เขาจึงเลือกที่จะเอาชนะ ไม่ใช่ให้กำลังใจตัวเอง
ใน ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ทั้งสองคนจะต้องเผชิญหน้ากันในการต่อสู้ทางจิตวิทยาที่แตกต่างไปจากเรื่อง 'นิติจิตวิทยา'
‘ร้อยโทชเวยูแท’ แม้จะสงสัย ‘สิบโทจินซอนชอล’ ที่วูจินรับบท แต่ก็พยายามที่จะเชื่อใจ ในขณะที่ ‘สิบโทจินซอนชอล’ กลับหลบเลี่ยง ‘ร้อยโทชเวยูแท’ และแสดงพฤติกรรมที่เลวร้ายไม่ต่างจากสัตว์ประหลาด
ไม่สิมองอีกมุมหนึ่งวายร้ายตัวจริงใน ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ ก็คือ ‘สิบโทจินซอนชอล’ ต่างหาก
‘สิบโทจินซอนชอล’ เป็นตัวละครที่เจ้าเล่ห์และมีความลับมากมายยิ่งกว่ารองหัวหน้าพัค ดังนั้นระดับของเขาก็น่าจะสูงกว่า ในทางกลับกัน ‘ร้อยโทชเวยูแท’ ของรยูจองมินนั้นมีความสามารถด้อยกว่า ‘ยูจีฮยอง’ ใน'นิติจิตวิทยา'ด้วยเหตุนี้รยูจองมินจึงต้องทุ่มเทมากยิ่งขึ้น
ทว่า รยูจองมินกลับยิ้มออกมา
‘ทั้งบท ทั้งเวที เหมาะกับการเป็นการแข่งขันกันดีนี่’
เพราะสถานการณ์มันดูโอเคเลยล่ะ ความปรารถนาอันบริสุทธิ์ ความโลภ ความมุ่งร้าย ความร้อนรน ไม่ว่าคำพูดจะเป็นเช่นไร แต่รยูจองมินก็ตั้งใจแน่วแน่แล้ว
‘ต้องใช้สัตว์ประหลาดตัวนั้น... เพื่อฉันเอง’
ความปรารถนาที่จะทะลุขีดจำกัดการเติบโตของตนเองโดยใช้คังวูจิน
บรรยากาศแบบนี้ไม่ใช่แค่รยูจองมินคนเดียว
ในเวลาเดียวกัน นักแสดงระดับท็อปที่กำลังเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกันส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น คิมอีวอน นักแสดงนำจาก 'วีรบุรุษคืนถิ่น' ภาพยนตร์ที่เพิ่งเข้าฉายและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม
“บุคลิกสองบุคลิกเหรอเนี่ย วูจิน เขาจะแสดงมันออกมายังไงนะ พี่ รีบ ๆ ไปกันเถอะ”
“โธ่เว้ย ก็เหยียบมิดอยู่เนี่ย แต่ฉันก็ค่อนข้างอยากรู้เหมือนกันนะ การแสดงของเจ้าบ้า นั่นที่ทั้งในประเทศและญี่ปุ่นต่างก็พากันคลั่งไคล้”
“เฮ้อ บอกตามตรงก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็อยากรู้อยู่ดี”
ชอนอูชางที่ดูเหมือนกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
“อูชาง บทภาพยนตร์น่ะพักก่อนเถอะ นอนหน่อยไหม?”
“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวขี้แตกพอดี ยิ่งการแสดงของผมห่วยแตกอยู่ด้วย แล้วยังมีคุณวูจินอีก พี่ไม่ได้ดูตอน อ่านบทเหรอครับ แบบนั้นใครจะไปหลับลง!”
แม้กระทั่งฮายูรา ที่เพิ่งมาร่วมงาน 'เกาะแห่งผู้สูญหาย'เป็นคนสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่สวยของเธอกลับจดจ้องไปที่คังวูจิน บทภาพยนตร์ที่อ่าน ใบหน้าของวูจินก็ผุดขึ้นมาในหัวเป็นระยะ
'ในที่สุดก็ได้เห็นแบบชัด ๆ สักที'
เขา 'ดิบเถื่อน' ตามที่ผู้กำกับควอนกีแท็กพูดไม่มีผิด แต่ก็ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด เหมือนกับเธอที่เป็นสายเมธอด ทว่าตอน อ่านบทการแสดงของคังวูจินจะยอดเยี่ยมมาก ทั้งที่การแสดงที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับนักแสดงหน้าใหม่
แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ทั้งหมดที่เขามีอยู่
มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นอีก เจ้าอสูรนี่จะต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ ๆ ฮายูราปล่อยผมที่เคยรวบเอาไว้ ปล่อยให้มันสยายระหว่างที่กำลังเดินทาง เธอเอาแต่คิดถึงคังวูจิน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเห็นภาพเขาชัดเจนอยู่ตรงหน้า
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ
ในที่สุดรถตู้สีขาวที่ฮายูราโดยสารก็มาถึงลานจอดรถขนาดใหญ่ของกองถ่าย ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ มีทีมงานวิ่งกรูเข้ามาหาเธอสองสามคน แต่โดยรอบกลับไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน
ก็น่าจะอยู่กันครบแล้วล่ะ
ตอนนี้คังวูจิน ผู้กำกับควอนกีแท็ก และทีมถ่ายทำต้องอยู่ในป่า นั่นแหละกำลังถ่ายทำกันอยู่แน่ ฮายูรามุ่งหน้าไปยังป่าทันที ไม่นานนักก็พบกับทีมงานเกือบร้อยชีวิตพร้อมอุปกรณ์ถ่ายทำจำนวนมาก
ยิ่งไปกว่านั้น
"แอ็กชั่น"
เธอยังได้ยินเสียงทุ้ม ๆของผู้กำกับควอนกีแท็กที่ดังมาจากหน้าจอมอนิเตอร์ ‘เกาะแห่งผู้สูญหาย’ กำลังถ่ายทำอยู่จริง ๆ เหล่านักแสดงสมทบต่างทุ่มเทให้กับบทบาท ทุกคนสวมชุดทหาร ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเลือดและบาดแผล
บรรยากาศในกองถ่ายมืดทึบ
ด้วยเวลาที่ล่วงเลยบวกกับผ้าดำที่กางบังเอาไว้ ภาพที่ปรากฏบนจอมอนิเตอร์จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศยามค่ำคืน ฮายูราเดินไปยืนอยู่ด้านหลังทีมงาน รยูจองมินและนักแสดงนำคนอื่น ๆ ก็มาถึงแล้วเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นนักแสดงแถวหน้า แต่ตอนนี้พวกเขาก็ไม่ต่างจากคนดูทั่วไป
พวกเขาแค่ทักทายกันด้วยสายตา
เพราะบรรยากาศในกองถ่ายเต็มไปด้วยความตึงเครียดราวกับจะจับต้องได้ ทุกคนสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่าห้ามรบกวนการถ่ายทำ
ทันใดนั้น
"คัท- โอเค วูจินครับ เตรียมตัวฉากต่อไป"
ผู้กำกับควอนกีแท็กผู้อารมณ์ขันเอ่ยเรียก "คังวูจิน" ทันใดนั้นเอง ผู้ช่วยผู้กำกับก็วิ่งพล่านไปทั่ว พร้อมกับตะโกนก้องว่า
“วูจินครับ! สแตนด์บายครับ!”
ร่างของคังวูจินปรากฏกายขึ้นในชุดทหาร สวมหมวกเหล็กอยู่เคียงข้าง ผมของเขาถูกตัดสั้นลงกว่าเดิม แม้จะไม่ได้ยาวมาก่อนหน้านี้ แต่มันก็ทำให้เขาดูเป็นทหารมากขึ้น ใบหน้าของเขาสะอาดสะอ้านกว่านักแสดงคนอื่น ๆ คงเป็นเพราะการแต่งหน้า คังวูจินในสีหน้าเรียบเฉย ยืนสนทนากับผู้กำกับควอนกีแท็กอยู่ใจกลางจุดถ่ายทำที่เต็มไปด้วยกล้อง
นั่นคงเป็นการซ้อมบทพูดของฉากที่จะถ่ายทำ
ในขณะเดียวกัน ฮายูราก็จ้องมองพวกเขาทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
‘ฉากที่เท่าไหร่แล้วนะ?’
รยูจองมินและนักแสดงนำคนอื่น ๆ ต่างจ้องมองคังวูจินเขม็ง เช่นเดียวกับทีมงานกว่าร้อยชีวิต และนักแสดงสมทบ คังวูจินมีออร่าที่ทรงพลังและดึงดูดสายตาอย่างน่าเหลือเชื่อ ทุกคนต่างมองเขาด้วยแววตาแบบเดียวกัน
แววตาที่บ่งบอกว่าจะจับตาดูปัญหาที่ชื่อ 'คังวูจิน' นี้ไม่ให้คลาดสายตา
ในไม่ช้า สถานที่ถ่ายทำก็เปลี่ยนไปตามฉากที่กำลังจะถ่ายทำ นักแสดงบางส่วนเดินออกไป ของประกอบฉากบางอย่างถูกเปลี่ยนแปลง แม้บรรยากาศโดยรวมจะยังคงมืดมน แต่สิ่งของต่าง ๆ กลับแตกต่างออกไป หมวกเหล็กเปื้อนเลือด เสื้อทหารที่กองอยู่บนพื้น และอื่น ๆ ฉากนี้ต้องการนักแสดงเพียงสองคนเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือ ‘สิบโทจินซอนชอล’ ซึ่งรับบทโดยคังวูจิน
ส่วนอีกคนหนึ่งคือ ‘สิบเอกชเว’ รับบทโดยนักแสดงสมทบ
นักแสดงที่รับบทเป็น ‘สิบเอกชเว’ มีรูปร่างเล็กและใบหน้าค่อนข้างแหลม เขาเป็นนักแสดงที่เป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงฝีมือดีในกลุ่มนักแสดงสมทบ ไม่นานนัก ผู้กำกับควอนกีแท็กก็พูดคุยกับ ‘สิบเอกชเว’ และ ‘สิบโทจินซอนชอล’ เสร็จ
-แวบ
เขากลับไปประจำที่พลางพูดกับผู้ช่วยผู้กำกับและทีมงานหลักด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เอาล่ะ เทคแรกสบาย ๆกันก่อน”
ไม่นานนัก
เหล่าทีมงานทั้งหมดต่างขยับเขยื้อนอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาทยอยกันออกไป เหลือเพียงผู้กำกับควอนกีแท็กที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ฮายูรา รยูจองมิน และนักแสดงคนอื่น ๆ ต่างเปล่งประกายวิบวับในดวงตายิ่งกว่าเดิม
จังหวะนั้นเอง
- ตั๊ก!
ทีมงานคนหนึ่งตีสเลทหน้ากล้อง
ฉากที่กำลังจะถ่ายทำนี้คือช่วงเวลาหลังจากที่พวกเขาติดอยู่บนเกาะร้างแห่งนี้มาหลายวัน ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึงสี่นายแล้ว และทหารที่จบชีวิตลงก็ล้วนถูกฆ่าโดยสัตว์ประหลาดที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่า ไม่มีใครแม้แต่จะเคยเห็นหน้าค่าตาของมันเลย รู้เพียงแค่เหล่าทหารถูกมันตัดคอ ฉีกกระชากร่างจนแหลกละเอียด
ทว่าทหารที่เหลือต่างเอาแต่คิดจะหนีเอาชีวิตรอด
พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะจัดการศพของสหายร่วมรบ การหาทางออกจากป่าแห่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่คือโลกหรือไม่ อาหารการกินก็ขาดแคลน หลับตานอนอย่างเป็นสุขก็ทำไม่ได้ ความเครียดและความเหนื่อยล้าสะสมกัดกินจิตใจทหารทุกคนจนถึงขีดสุด พวกเขาแทบไม่ต่างอะไรจากคนหมดอาลัยตายอยาก
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ‘สิบโทจินซอนชอล’ ที่เอาแต่เงียบงันกลับเริ่มขยับตัว
ฉากนี้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับสัญญาณแบบสบาย ๆของผู้กำกับควอนกีแท็ก
“แอ็กชัน”
กล้องเคลื่อนเข้าหา‘สิบเอกชเว’ ที่นั่งกอดเข่าพึมพำกับตัวเอง เขาดูไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่
“เชี่ยเอ๊ย… แม่งเอ๊ย ที่นี่ที่ไหนวะ ไอ้เวรเอ๊ย ใกล้ปลดแล้วแท้ ๆ ดันมาเจออะไรแบบนี้… เชี่ย เชี่ย โอ๊ย เชี่ย เชี่ย เชี่ย”
เขาพึมพำกับตัวเองราวกับกำลังร่ายมนตร์ ขณะนั้นเป็นเวลาสำหรับการพักผ่อนกองกำลัง ‘ร้อยโทชเวยูแท’ ต่างผลัดกันเข้าเวรยามแล้วหาทางพักผ่อนเท่าที่จะทำได้ แต่สิบเอกชเวก็ยังคงเอาแต่จมอยู่กับความรู้สึก
เขาทั้งกระวนกระวายและหงุดหงิด ดูเหมือนว่าเขาพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ในตอนนั้นเอง
- ฟึบ
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านข้างกล้องและศีรษะของสิบเอกชเวหันไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ร่างของใครบางคนปรากฏขึ้นจากความมืดพร้อมกับเสียงแผ่วเบา
“สิบเอกชเวครับ ค-คุณยังไม่นอนเหรอครับ?”
คังวูจิน หรือ ‘สิบโทจินซอนชอล’ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ สิบเอกชเวถอนหายใจด้วยความโล่งใจก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง
“ตกใจหมด ไอ้เวร เฮ้อ แกนี่ถ้ากลับไปได้ตายแน่”
กล้องเลื่อนไปที่ ‘สิบโทจินซอนชอล’ ซึ่งตอนนี้กำลังขยับเข้าไปใกล้สิบเอกชเวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาคล้ายกระซิบ ดวงตาของเขาฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เป็นไรนะครับ”
“ไม่เป็นไรได้ไงวะ ไอ้โง่เอ๊ย นี่มันที่ไหนเนี่ย แย่ชะมัด เชี่ยเชี่ยเชี่ย”
“…”
‘สิบโทจินซอนชอล’มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันกลับมาหาสิบเอกชเว
“สิบเอกชเวครับ คือลองกินนี้ดูไหมครับ?”
สิบเอกชเวเงยหน้าขึ้นทันที
“กินไอ้นี้เนี่ยนะ เชี่ยมันคืออะไรวะ ไปเจอที่ไหน”
“เอ่อ ข ขอโทษครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่ผมลองกินดูแล้วมันกินได้ครับ”
สิบโทจินซอนชอลขยับเข้าไปใกล้สิบเอกชเวมากขึ้น
"นี่ครับ"
สิบเอกชเวเบิกตากว้าง กล้องจับภาพที่ลำคอของเขาอย่างชัดเจน เขาพยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายสิบเอกชเวก็ยังควบคุมสติของตัวเองไว้ได้
"รายงะ รายงานผู้บังคับกองพันก่อน"
สิบโทจินซอนชอลเหลือบมองรอบ ๆ อย่างร้อนรนเล็กน้อย
"เหลือแค่อันเดียวนะครับ ไม ไม่ต้องถึงขั้นรายงะ รายงานหรอกมั้งครับ ผม ผมกินเลยได้ไหมครับ?"
"ไอ้เวรนี่ แกจะเอาตัวรอดคนเดียวรึไง?"
"หิก ๆ ปะ เปล่าครับ ผมก็เลยจะมาบอกไงครับ"
"…"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่ผู้กำกับควอนกีแท็กจะส่งสัญญาณ
"คัท โอเค ถ่ายเจาะทีละคน"
ฉากเดิมถูกถ่ายซ้ำแบบเดิมเป๊ะ ๆ เป็นเวลาเกือบชั่วโมง ในที่สุดกล้องก็จับภาพด้านหลังของนักแสดงทั้งสอง นี่คือฉากถัดไป คังวูจินกับนักแสดงสมทบคนอื่น ๆ เดินถือปืนอย่างระมัดระวัง พื้นดินเต็มไปด้วยโคลน สิบเอกชเวสบถออกมา
"แม่งเอ๊ย เดินตอนกลางคืนแม่งโคตรน่ารำคาญเลย ไอ้จินโซชิม นี่แกพาฉันหลงทางรึเปล่าเนี่ย"
'จินโซชิม' หรือ 'สิบโทจินซอนชอล' สะดุ้ง กล้องจับภาพของเขาได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุม ทำให้มองไม่เห็นสีหน้าของเขาได้ชัด
"ปะ เปล่าครับ"
"นำไป"
"คือว่า จ่าครับ ผม ผมเจออะไรแปลก ๆ อีกแล้วครับ"
"อะไร"
"มะ ไม่มีอะไรครับ"
สิบเอกชเวฟาดหมวกเหล็กของสิบโทจินซอนชอลอย่างแรง
- ผั๊วะ!
"อะไรของแกไอ้โง่ ตอบมาสิวะ"
“เอ่อ คือว่า จริง ๆ แล้ว ตอนกลางวัน ที่นายพลสั่งให้มาสำรวจรอบ ๆ น่ะจำได้ไหม?”
“อืม”
“ผมเจอผลไม้ นั่นตอนนั้นแหละ”
“ว่าไงนะ?”
“คือ ผมเด็ดผลไม้อยู่ แล้วทำหล่นไปลูกนึง ตรงนั้นไง ตรงหน้าผา นั่นแหละ ผลไม้ นั่นมันหายไปแล้ว”
“... ว่าไงนะ? นี่แกเล่นตลกอะไรเนี่ย?”
สิบเอกชเวหยุดชะงัก กล้องจับภาพเขาไว้ในเฟรมแบบครึ่งตัว ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนถอยหลังออกไป ในไม่ช้า สิบโทจินซอนชอลก็ชี้ไปที่ใดที่หนึ่ง
“ตรงนั้นครับ ตรงขอบหน้าผา ผมทำหล่นตรงนั้น แล้วมันก็หายวับไปเลย”
“จริงดิ? แล้วผลไม้น่ะ?”
“ผลไม้ลูกใหญ่ นั่นไงครับ”
“ฉันไม่เห็นมีอะไรเลย”
“ผมเอาไปซ่อนไว้ใต้ดินแล้ว”
“ไอ้บ้า! โกหกหรือเปล่าเนี่ย?”
“คือ ผม ผมก็ไม่อยากจะเชื่อ เลยลองเอาหินปาลงไปดู แล้วมันก็หายไปเลย”
สิบเอกชเวรู้สึกงุนงง ไอ้หมอนี่มันพูดเรื่องบ้าอะไรกันแน่? แต่สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดก็คือ การที่เขาต้องมาติดอยู่บนเกาะบ้า ๆ นี่ต่างหาก ในตอนนั้นเอง เสียงของสิบโทจินซอนชอลที่กำลังเดินเข้าไปใกล้ขอบหน้าผาก็พลันดังขึ้น
“พวกเรามาที่นี่โดยผ่านถ้ำมา ไม่ใช่เหรอครับ? ผมว่า ข้างใต้นี่มันอาจจะเป็นทางเข้าออกก็ได้นะครับ อ่า นี่ผมแค่คิดเล่น ๆ นะ”
ทางเข้าออก? ดวงตาของสิบเอกชเวเบิกกว้าง กล้องก็จับภาพนั้นเอาไว้ ไม่นาน สิบเอกชเวก็เดินเข้าไปใกล้ ๆ สิบโทจินซอนชอลที่กำลังมองลงไปข้างล่าง
มืดสนิท
มองไม่เห็นอะไรเลย เพราะเป็นเวลากลางคืน ในตอนนี้อาจจะเงียบสงบ แต่หลังจากนี้จะมีเสียงคลื่นซัดฝั่งแทรกเข้ามา แล้วสิบเอกชเวก็ขมวดคิ้ว
“ตรงไหน”
“ตรงนั้น ไม่เห็นเหรอครับ?”
“เออ-จะเห็นอะไรวะ บ้าหรือไง?”
-ฉับ
คังวูจิน ไม่สิ สิบโทจินซอนชอลก้าวฉับ ๆ สีหน้าแววตาที่แฝงไปด้วยความมืดมนนั้นดูบิดเบี้ยวอย่างประหลาด ก่อนจะเอ่ยบทพูดออกมา
“แป๊บนึงนะ ผมขอไปเก็บผลไม้ใต้ดินก่อน ตรงนั้นล่ะ ใช่เลย”
“บ้าไปแล้ว เรอะ มืดตื๋อแบบนี้จะไปเห็นอะไร- เอ๊ะ เมื่อกี้ตรงนั้นเหมือนอะไรขยับไปใช่มั้ย”
“คลื่นมั้งครับ”
“ไม่ใช่คลื่นหรอก”
กล้องค่อย ๆ ซูมออกจากใบหน้าของสิบโทจินซอนชอล แสงจันทร์สาดส่องเพียงเลือนรางเผยให้เห็นสีหน้าที่แปลกประหลาด ความขลาดเขลาที่เคยปรากฏเมื่อครู่พลันมลายหายไป
ก้าวเท้าอีกครั้ง
ราวกับแสงจันทร์ไม่อาจส่องถึง ใบหน้าของสิบโทจินซอนชอลท่อนบนจมอยู่ในความมืด เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากเท่านั้น
ฟันขาวสะอาดเรียงราย ไม่สิ เขากำลังยิ้มกว้างจนเห็นฟันต่างหาก
แม้ใบหน้าจะมืดมิด แต่รอยยิ้มของเขากลับกว้างขึ้นเรื่อย ๆ รอยยิ้มที่ไร้เดียงสา ทว่าความแตกต่างระหว่างใบหน้าที่มืดมนกับรอยยิ้มนั้นช่างขัดแย้งกันอย่างที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น
‘บ้าจริง รู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ในเกาะแห่งผู้สูญหายเลยแฮะ รอยยิ้มแห่งความสุขแบบนั้นมันโผล่ออกมาจากหน้าเขาได้ยังไงกัน’
‘แค่รอยยิ้มเดียวก็อธิบายตัวละครได้ครบถ้วน’
‘การกำกับก็ส่วนหนึ่ง แต่การแสดงของคุณวูจิน- ถ้าได้ดูบนจอใหญ่ ๆ คงขนลุกน่าดู’
ไม่ต่างจากที่นักแสดงอย่างรยูจองมินและฮายูราคิด รอยยิ้มที่ดูมีความสุข แต่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวของคังวูจินนั้นส่งผลกระทบต่อฉากอย่างรุนแรง
แต่แล้วก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น
เสียง "ฟึบ" ดังขึ้นพร้อมกับที่ใบหน้าของสิบโทจินซอนชอลหายวับไปกับตา สิบเอกชเวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวยังคงมองลงไปด้านล่างพลางพูดว่า
“เฮ้ แก ดูสิ ๆมีอะไรบางอย่างจริง ๆ ด้วย”
คังวูจิน หรืออาจจะเป็นสิบโทจินซอนชอล ตอบกลับมาจากความมืดว่า
“งั้น ลองโยนอะไรลงไปดูเป็นไงครับ?”
“หา ให้โยนอะไรลงไปล่ะ”
ทันใดนั้น น้ำเสียงของสิบโทจินซอนชอลก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนหยาบคายและดุดัน
“ก็แกนั่นแหละ”
สิบเอกชเวสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันขวับไปมอง
“ไอ้บ้า เมื่อกี้กล้าพูดไม่สุภาพกับฉันเหรอ······ แกอยู่ไหนเนี่ย”
กล้องจับภาพไปที่เบื้องหน้าสายตาของสิบเอกชเว ฉายให้เห็นป่าทึบมืดมิด เงียบสงัดและไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ความเงียบงันนั้นชวนให้ขนลุกเกรียวกราว เสียงของสิบโทจินซอนชอลดังขึ้นอีกครั้งจากที่ไหนสักแห่ง
“เหอะ ๆ พูดไม่สุภาพงั้นเหรอ ดูท่าจะยังไม่รู้ตัวสินะ”
“······อะไรวะ?”
สิ้นคำถาม
-ผัวะ!
สิบโทจินซอนชอลก็พุ่งออกมาจากความมืดมิดอย่างกะทันหัน ใบหน้าเปื้อนยิ้มแห่งความสุขล้นปรี่ ภาพนั้นถูกบันทึกไว้ในกล้องอย่างชัดเจน
เขาผู้นั้น
-ผลัก!
ผลักสิบเอกชเวอย่างไม่ลังเล เพียงแค่ 1 วินาที สิบเอกชเวก็หายวับไปสิบโทจินซอนชอลมองลงไปยังหน้าผาเบื้องล่างพยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ฟันขาวสะอาดลอยเด่นท้าทายความมืด
รอยยิ้มแห่งความสะใจ
“ใครมันจะไปพูดสุภาพกับศพวะ ไอ้โง่”
จบ