- หน้าแรก
- พ่อบ้าน 10x : เปลี่ยนพ่อค้าสู่มหาเศรษฐี
- บทที่ 11 ความคิดเฉินผิงเซิง
บทที่ 11 ความคิดเฉินผิงเซิง
บทที่ 11 ความคิดเฉินผิงเซิง
เป่ยซินอันอยู่ในเขตสือจิ่งซาน แถวนี้มีหมู่บ้านใหญ่ที่สุดอยู่สองแห่ง
แห่งหนึ่งคือเป่ยซินอัน อีกแห่งก็คือหมู่บ้านเก่าโบราณลั่วกู่เฉิง
สำหรับกิจการที่ใหญ่ที่สุดของเขตสือจิ่งซาน แน่นอนว่าคือ Shougang บริษัทระดับโลกที่ติดอันดับ Fortune 500
ครั้งนี้เฉินผิงเซิงจะไปยังชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการบ้านพักพนักงานของ Shougang ที่เริ่มต้นในยุคแรก ๆ
ซูเปอร์มาร์เก็ตผลไม้ที่เพิ่งเปิดใหม่ตั้งอยู่ด้านซ้ายของทางเข้าชุมชนนั้น
ร้านมีหน้าร้านติดกันสี่ห้อง พื้นที่รวม 380 ตารางเมตร และยังมีห้องเก็บความเย็นขนาดใหญ่อีกห้องที่เป็นของตนเอง
สไตล์การตกแต่งทั้งร้านเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกหรูหราอลังการ
แต่ในร้านกลับไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่
ผลไม้ในร้านก็เหลือน้อยมาก พนักงานที่อยู่ก็ทำหน้าตาไร้ชีวิตชีวา
บรรยากาศแบบนี้ ดูก็รู้ว่าร้านใกล้จะปิดกิจการแล้ว
เฉินผิงเซิงเรียกจางเทาให้มาดูด้วยกัน ทั้งคู่ลอยเคว้งอยู่ในปักกิ่งมาสี่ห้าปีแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องคิดอะไรจริงจังให้ตัวเองสักที
เขาได้เบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของร้านจากปากพนักงานในร้าน
พอโทรไป ก็ไม่ผิดคาด เจ้าของร้านเป็นหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง
หลังเรียนจบไม่อยากทำงานประจำ ครอบครัวให้เงินมาเล็กน้อยเพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ มีคนแนะนำว่าร้านผลไม้กำไรดี เขาก็ไปสำรวจอยู่ไม่กี่วันแล้วลงมือทันที
ผ่านไปสามเดือน พนักงานเหนื่อยแทบขาดใจ แต่เจ้าตัวกลับขาดทุนไปหลายแสนหยวน
ครอบครัวรีบเรียกกลับบ้านให้ไปทำงานในบริษัทของบ้านตัวเอง
เพื่อเตรียมสืบทอดกิจการต่อในอนาคต
โอกาสแบบนี้สำหรับคนธรรมดาแทบจะไขว่คว้าไม่ได้ แต่กับคนแบบนั้นกลับเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น
พ่อแม่เขาก็ไม่ได้หวังให้เขารวยจากธุรกิจนี้
แค่อยากให้เขาได้สัมผัสความลำบากของการเริ่มต้นธุรกิจ ให้เข้าใจว่าตอนพ่อแม่สร้างตัวนั้นลำบากแค่ไหน
เฉินผิงเซิงโทรไป ฝั่งนั้นไม่มีความอดทนเลย
“จะเอาร้านก็ได้ หนึ่งล้าน!”
เฉินผิงเซิงถึงกับพูดไม่ออก
นี่มันโก่งราคาชัด ๆ แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น เพราะบ้านเขารวย
เขาไม่ได้รีบร้อนขายร้านนี้เลย
สรุปสั้น ๆ คือ จะขายไม่ขายก็ได้ ขาดทุนอีกหน่อยก็ไม่เดือดร้อน
เฉินผิงเซิงรู้สึกพูดไม่ออกกับคนประเภทนี้ แต่ก็ยังอยากเจรจา เพราะไม่อยากปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ไป
“เอาอย่างนี้ เจอกันคุยกันจะได้ไหม?”
“ช่วงนี้ไม่ว่างเลย เจอได้หลังวันที่ห้า”
ปัง… โทรศัพท์วางสายอย่างไร้มารยาท
“เป็นไง เขาเรียกราคาเท่าไหร่?” จางเทาถามอย่างสนใจ
เฉินผิงเซิงตอบว่า “โก่งราคามาเป็นล้าน เห็นชัดว่าเขาไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน”
“ร้านแบบนี้กล้าเรียกเป็นล้านเลยเหรอ!” จางเทาบ่น มูลค่าจริง ๆ น่าจะอยู่แค่เจ็ดถึงแปดแสนเท่านั้น
“ไปเถอะ กลับก่อน รอให้เขาว่างแล้วค่อยว่ากันใหม่”
พูดว่าจะรอ แต่วันต่อมาเฉินผิงเซิงก็โทรไปอีก
คราวนี้เขาไม่พูดถึงเรื่องขอซื้อร้าน แต่ชวนคุยเรื่องความร่วมมือแทน คุยกันไม่กี่นาทีก็ได้นัดเจอกันในวันรุ่งขึ้น
หากราคาซื้อขายยังเกินหกแสน เขาก็จะไม่สนใจอีกต่อไป
กลับบ้านมาเล่าให้ภรรยา ซ่งเหยียนซีฟัง เธอถึงกับใจเสีย
ค่าเซ้งโอนร้านราคาแรงระดับเงินล้าน มันเกินกำลังของครอบครัวนี้ไปมาก
คงต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป
แต่เฉินผิงเซิงกลับดึงเธอมานั่งที่โซฟาตัวเล็ก ก่อนพูดว่า “เธอไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ฉันก็ยังคิดว่าโอกาสร้านนี้ดีมาก พรุ่งนี้เจอเจ้าของร้านแล้วจะลองคุยอีกที...”
เขาหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนถามว่า “เหยียนซี เธอคิดว่าคนแบบนั้นเปิดร้านผลไม้ทำไมกัน?”
เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย!
ถ้าเป็นพวกเธอเปิดร้านผลไม้ แน่นอนว่าเพื่อหาเงินอยู่แล้ว แต่ดูท่าทางหนุ่มเจ้าของร้านคงไม่ใช่เพื่อหาเงินแน่ ๆ
หรือว่า... ซ่งเหยียนซีมีความคิดบางอย่าง “คุณว่าที่เขาทำเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองหรือเปล่า?”
“อืม” เฉินผิงเซิงพยักหน้า “น่าจะเป็นแบบนั้น อยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่าไม่ต้องพึ่งพ่อแม่หรือญาติพี่น้องก็ทำอะไรได้สักอย่าง หรือไม่ก็แค่เพื่ออวดเพื่อนก็เป็นได้”
เรื่องแบบนี้สำหรับพวกเขาแล้วเข้าใจได้ยากมาก บางครั้งถึงกับรู้สึกว่าตลกด้วยซ้ำ
ก็ในเมื่อใช้เงินของที่บ้าน ใช้ทรัพยากรของครอบครัวมาลงทุนทำธุรกิจ สุดท้ายกลับทำไปเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ต้องพึ่งที่บ้านก็ทำได้ มันจะไม่ตลกได้ยังไง?
แต่นี่แหละคืออาการทั่วไปของบรรดาลูกคุณหนูที่อยากลงมือทำธุรกิจเอง สวยหรูในนามว่าอยากก้าวข้ามรุ่นพ่อแม่
แต่สุดท้าย... กาลเวลาจะเป็นเครื่องผู้พิสูจน์
ลูกคนรวย ถ้าไม่ลงมือทำธุรกิจ ก็ถือว่าเป็นลูกที่ดีคนหนึ่งเลย
ซ่งเหยียนซียังคงสงสัย เธอเกาศีรษะอย่างงง ๆ แล้วถามอย่างอยากรู้ว่า “ที่รัก ถึงเจ้าหนุ่มคนนั้นจะคิดแบบนั้น แต่มันเกี่ยวอะไรกับการที่เราจะขอซื้อร้านเขาล่ะ?”
“เกี่ยวสิ แถมเกี่ยวมากด้วย”
เฉินผิงเซิงอธิบายว่า “เธอลองคิดดู ร้านผลไม้ของเขาอยู่หน้าทางเข้าชุมชน คนเข้าออกเยอะมาก ถ้าไม่เปิดร้านผลไม้ จะเปิดเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ก็ต้องทำเงินได้แน่ ๆ”
“เรารู้ข้อนี้ ฝั่งที่ทำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องรู้เหมือนกัน เพราะงั้นพวกเขาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของเรา”
“ถ้าเขายกกิจการร้านผลไม้ให้พวกเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตพวกนั้นไป เท่ากับประกาศให้โลกรู้ว่าเขาล้มเหลวในการทำธุรกิจ จุดมุ่งหมายที่อยากพิสูจน์ตัวเองก็กลายเป็นเรื่องตลกไปเลย”
“อืม... ฟังแบบนี้ก็ใช่จริง ๆ ด้วย!”
ซ่งเหยียนซีเริ่มเข้าใจทันที เพราะสามีอธิบายได้ชัดเจน
“ที่รัก คุณหมายความว่า เราต้องใช้จุดอ่อนตรงนี้ของเขา มาเจรจาให้ได้ร้านผลไม้นั่นในราคาต่ำ ๆ ใช่ไหม”
“อืม” เฉินผิงเซิงพยักหน้า “ก็ต้องดูว่าเขาให้ค่ากับหน้าตาตัวเองแค่ไหน”
วันต่อมา ตรงกับวันที่ 4 ปีใหม่
เฉินผิงเซิงมาตามเวลานัด พร้อมกับซ่งเหยียนซี มาที่ร้านน้ำชาหรูแห่งหนึ่งในย่านสือจิ่งซาน
เขามาตรงเวลามาก แต่เจ้าของร้านคนนั้นกลับไม่เหมือนกัน
ให้รอกว่า 30 นาที กว่าจะเดินช้า ๆ เข้ามาในชุดใส่แว่นกันแดด จากสีหน้าแทบดูไม่ออกเลยว่าเขากำลังล้มเหลวในธุรกิจ
พอเขานั่งลงก็พูดขึ้นทันทีว่า “มีเวลาคุยแค่ 10 นาที รีบว่ามา ฉันต้องรีบไปงานเลี้ยงรุ่นแล้ว”
เฉินผิงเซิงก็ไม่พูดมาก เข้าเรื่องเลยว่า “พวกเราอยากเช่าร้านของคุณเพราะจะขายผลไม้เหมือนกัน ถ้าคุณตกลงให้เราเช่าซื้อ ไม่พูดถึงผลประโยชน์อื่น อย่างน้อยเพื่อนฝูงและครอบครัวคุณก็จะไม่รู้ว่าคุณล้มเหลว” (บอกเช่าเพราะเหมือนรักษาหน้าเจ้าของเดิม)
“หมายความว่ายังไง?” เจ้าของร้านหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย
เฉินผิงเซิงอธิบายว่า “เราจะรับร้านไปแบบเงียบ ๆ ไม่เปลี่ยนชื่อร้าน ไม่เปลี่ยนการตกแต่ง ภายนอกจะบอกว่าคุณยังเป็นเจ้าของร้าน เราเป็นแค่พนักงานของคุณ ถ้าร้านนี้กลับมาทำกำไรได้ ผมเชื่อว่าคุณก็จะมีหน้ามีตาในสายตาคนรอบตัวอีกครั้ง”
โธ่... นี่มันแทงใจดำเข้าเต็ม ๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะโดนครอบครัวบีบ เขายอมขาดทุนเดือนละหลายหมื่นก็ไม่ยอมปล่อยร้านหรอก
หน้าตาสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด
ตอนเปิดร้านนี้ เขาก็เคยคุยโม้ไปทั่ว ในฐานะลูกคนรวยที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ถ้าเปิดร้านได้ไม่ถึง 3 เดือนแล้วต้องเลิก มันจะไม่เป็นเรื่องขำขันไปทั่วหรือไง
อีกอย่าง บ้านเขาก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว
“ว่ามาเลย จะเอายังไง”
“สามแสน”
“สามแสน?”
หลี่เจ๋อหาวขมวดคิ้ว รู้ตัวดีว่าตอนเรียกหนึ่งล้านนั้นพูดเกินไป แต่จริง ๆ แล้วราคาประมาณเจ็ดแปดแสนก็มีคนสนใจมาก
แต่เจ้านี่กล้าพูดสามแสน นี่คิดว่าเขาโง่หรือยังไง?
เฉินผิงเซิงพูดด้วยความจริงใจว่า “คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมแค่คิดว่าเรื่องหน้าตาของคุณมีค่ามาก ไม่ควรต้องเสียไปเพราะเงินแค่นิดเดียว และที่สำคัญที่สุดคือ ผมมีแค่สามแสนจริง ๆ ไม่มีมากกว่านี้แล้ว”
“ตกลง!”
แทบไม่ลังเล หลี่เจ๋อหาวตอบรับทันที เพราะคำพูดของเฉินผิงเซิงมันโดนใจเขาสุด ๆ
ใครคือหลี่เจ๋อหาว? ในบรรดาลูกคนรวย เขาก็จัดว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียง
เรื่องหน้าตานี่ ถ้าให้ตีราคา คงต้องนับเป็นหลักล้าน
ขาดทุนแค่ไม่กี่แสนแต่กู้หน้าคืนมาได้ แบบนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มที่สุดแล้ว
ความคิดเขาไม่เหมือนคนทั่วไปจริง ๆ แต่ถ้าเฉินผิงเซิงล้มเหลวขึ้นมา
ก็จะเหลือแค่หลักการเดียว คือ ใครให้ราคาสูงกว่าก็จะขายให้คนนั้น
ไม่มีการลังเลใด ๆ อีกแล้ว
( ปล: พอดีวันนี้ผมป่วย ถ้ายังไงร่างกายโอเคขึ้นหรือไหวจะทยอยแปลลงเพิ่มนะครับ ขอบคุณครับ)
(จบบท)