เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ความคิดเฉินผิงเซิง

บทที่ 11 ความคิดเฉินผิงเซิง

บทที่ 11 ความคิดเฉินผิงเซิง


เป่ยซินอันอยู่ในเขตสือจิ่งซาน แถวนี้มีหมู่บ้านใหญ่ที่สุดอยู่สองแห่ง

แห่งหนึ่งคือเป่ยซินอัน อีกแห่งก็คือหมู่บ้านเก่าโบราณลั่วกู่เฉิง

สำหรับกิจการที่ใหญ่ที่สุดของเขตสือจิ่งซาน แน่นอนว่าคือ Shougang บริษัทระดับโลกที่ติดอันดับ Fortune 500

ครั้งนี้เฉินผิงเซิงจะไปยังชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการบ้านพักพนักงานของ Shougang ที่เริ่มต้นในยุคแรก ๆ

ซูเปอร์มาร์เก็ตผลไม้ที่เพิ่งเปิดใหม่ตั้งอยู่ด้านซ้ายของทางเข้าชุมชนนั้น

ร้านมีหน้าร้านติดกันสี่ห้อง พื้นที่รวม 380 ตารางเมตร และยังมีห้องเก็บความเย็นขนาดใหญ่อีกห้องที่เป็นของตนเอง

สไตล์การตกแต่งทั้งร้านเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกหรูหราอลังการ

แต่ในร้านกลับไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่

ผลไม้ในร้านก็เหลือน้อยมาก พนักงานที่อยู่ก็ทำหน้าตาไร้ชีวิตชีวา

บรรยากาศแบบนี้ ดูก็รู้ว่าร้านใกล้จะปิดกิจการแล้ว

เฉินผิงเซิงเรียกจางเทาให้มาดูด้วยกัน ทั้งคู่ลอยเคว้งอยู่ในปักกิ่งมาสี่ห้าปีแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องคิดอะไรจริงจังให้ตัวเองสักที

เขาได้เบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของร้านจากปากพนักงานในร้าน

พอโทรไป ก็ไม่ผิดคาด เจ้าของร้านเป็นหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง

หลังเรียนจบไม่อยากทำงานประจำ ครอบครัวให้เงินมาเล็กน้อยเพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ มีคนแนะนำว่าร้านผลไม้กำไรดี เขาก็ไปสำรวจอยู่ไม่กี่วันแล้วลงมือทันที

ผ่านไปสามเดือน พนักงานเหนื่อยแทบขาดใจ แต่เจ้าตัวกลับขาดทุนไปหลายแสนหยวน

ครอบครัวรีบเรียกกลับบ้านให้ไปทำงานในบริษัทของบ้านตัวเอง

เพื่อเตรียมสืบทอดกิจการต่อในอนาคต

โอกาสแบบนี้สำหรับคนธรรมดาแทบจะไขว่คว้าไม่ได้ แต่กับคนแบบนั้นกลับเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น

พ่อแม่เขาก็ไม่ได้หวังให้เขารวยจากธุรกิจนี้

แค่อยากให้เขาได้สัมผัสความลำบากของการเริ่มต้นธุรกิจ ให้เข้าใจว่าตอนพ่อแม่สร้างตัวนั้นลำบากแค่ไหน

เฉินผิงเซิงโทรไป ฝั่งนั้นไม่มีความอดทนเลย

“จะเอาร้านก็ได้ หนึ่งล้าน!”

เฉินผิงเซิงถึงกับพูดไม่ออก

นี่มันโก่งราคาชัด ๆ แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น เพราะบ้านเขารวย

เขาไม่ได้รีบร้อนขายร้านนี้เลย

สรุปสั้น ๆ คือ จะขายไม่ขายก็ได้ ขาดทุนอีกหน่อยก็ไม่เดือดร้อน

เฉินผิงเซิงรู้สึกพูดไม่ออกกับคนประเภทนี้ แต่ก็ยังอยากเจรจา เพราะไม่อยากปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ไป

“เอาอย่างนี้ เจอกันคุยกันจะได้ไหม?”

“ช่วงนี้ไม่ว่างเลย เจอได้หลังวันที่ห้า”

ปัง… โทรศัพท์วางสายอย่างไร้มารยาท

“เป็นไง เขาเรียกราคาเท่าไหร่?” จางเทาถามอย่างสนใจ

เฉินผิงเซิงตอบว่า “โก่งราคามาเป็นล้าน เห็นชัดว่าเขาไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน”

“ร้านแบบนี้กล้าเรียกเป็นล้านเลยเหรอ!” จางเทาบ่น มูลค่าจริง ๆ น่าจะอยู่แค่เจ็ดถึงแปดแสนเท่านั้น

“ไปเถอะ กลับก่อน รอให้เขาว่างแล้วค่อยว่ากันใหม่”

พูดว่าจะรอ แต่วันต่อมาเฉินผิงเซิงก็โทรไปอีก

คราวนี้เขาไม่พูดถึงเรื่องขอซื้อร้าน แต่ชวนคุยเรื่องความร่วมมือแทน คุยกันไม่กี่นาทีก็ได้นัดเจอกันในวันรุ่งขึ้น

หากราคาซื้อขายยังเกินหกแสน เขาก็จะไม่สนใจอีกต่อไป

กลับบ้านมาเล่าให้ภรรยา ซ่งเหยียนซีฟัง เธอถึงกับใจเสีย

ค่าเซ้งโอนร้านราคาแรงระดับเงินล้าน มันเกินกำลังของครอบครัวนี้ไปมาก

คงต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป

แต่เฉินผิงเซิงกลับดึงเธอมานั่งที่โซฟาตัวเล็ก ก่อนพูดว่า “เธอไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ฉันก็ยังคิดว่าโอกาสร้านนี้ดีมาก พรุ่งนี้เจอเจ้าของร้านแล้วจะลองคุยอีกที...”

เขาหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนถามว่า “เหยียนซี เธอคิดว่าคนแบบนั้นเปิดร้านผลไม้ทำไมกัน?”

เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย!

ถ้าเป็นพวกเธอเปิดร้านผลไม้ แน่นอนว่าเพื่อหาเงินอยู่แล้ว แต่ดูท่าทางหนุ่มเจ้าของร้านคงไม่ใช่เพื่อหาเงินแน่ ๆ

หรือว่า... ซ่งเหยียนซีมีความคิดบางอย่าง “คุณว่าที่เขาทำเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองหรือเปล่า?”

“อืม” เฉินผิงเซิงพยักหน้า “น่าจะเป็นแบบนั้น อยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่าไม่ต้องพึ่งพ่อแม่หรือญาติพี่น้องก็ทำอะไรได้สักอย่าง หรือไม่ก็แค่เพื่ออวดเพื่อนก็เป็นได้”

เรื่องแบบนี้สำหรับพวกเขาแล้วเข้าใจได้ยากมาก บางครั้งถึงกับรู้สึกว่าตลกด้วยซ้ำ

ก็ในเมื่อใช้เงินของที่บ้าน ใช้ทรัพยากรของครอบครัวมาลงทุนทำธุรกิจ สุดท้ายกลับทำไปเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ต้องพึ่งที่บ้านก็ทำได้ มันจะไม่ตลกได้ยังไง?

แต่นี่แหละคืออาการทั่วไปของบรรดาลูกคุณหนูที่อยากลงมือทำธุรกิจเอง สวยหรูในนามว่าอยากก้าวข้ามรุ่นพ่อแม่

แต่สุดท้าย... กาลเวลาจะเป็นเครื่องผู้พิสูจน์

ลูกคนรวย ถ้าไม่ลงมือทำธุรกิจ ก็ถือว่าเป็นลูกที่ดีคนหนึ่งเลย

ซ่งเหยียนซียังคงสงสัย เธอเกาศีรษะอย่างงง ๆ แล้วถามอย่างอยากรู้ว่า “ที่รัก ถึงเจ้าหนุ่มคนนั้นจะคิดแบบนั้น แต่มันเกี่ยวอะไรกับการที่เราจะขอซื้อร้านเขาล่ะ?”

“เกี่ยวสิ แถมเกี่ยวมากด้วย”

เฉินผิงเซิงอธิบายว่า “เธอลองคิดดู ร้านผลไม้ของเขาอยู่หน้าทางเข้าชุมชน คนเข้าออกเยอะมาก ถ้าไม่เปิดร้านผลไม้ จะเปิดเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ก็ต้องทำเงินได้แน่ ๆ”

“เรารู้ข้อนี้ ฝั่งที่ทำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องรู้เหมือนกัน เพราะงั้นพวกเขาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของเรา”

“ถ้าเขายกกิจการร้านผลไม้ให้พวกเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตพวกนั้นไป เท่ากับประกาศให้โลกรู้ว่าเขาล้มเหลวในการทำธุรกิจ จุดมุ่งหมายที่อยากพิสูจน์ตัวเองก็กลายเป็นเรื่องตลกไปเลย”

“อืม... ฟังแบบนี้ก็ใช่จริง ๆ ด้วย!”

ซ่งเหยียนซีเริ่มเข้าใจทันที เพราะสามีอธิบายได้ชัดเจน

“ที่รัก คุณหมายความว่า เราต้องใช้จุดอ่อนตรงนี้ของเขา มาเจรจาให้ได้ร้านผลไม้นั่นในราคาต่ำ ๆ ใช่ไหม”

“อืม” เฉินผิงเซิงพยักหน้า “ก็ต้องดูว่าเขาให้ค่ากับหน้าตาตัวเองแค่ไหน”

วันต่อมา ตรงกับวันที่ 4 ปีใหม่

เฉินผิงเซิงมาตามเวลานัด พร้อมกับซ่งเหยียนซี มาที่ร้านน้ำชาหรูแห่งหนึ่งในย่านสือจิ่งซาน

เขามาตรงเวลามาก แต่เจ้าของร้านคนนั้นกลับไม่เหมือนกัน

ให้รอกว่า 30 นาที กว่าจะเดินช้า ๆ เข้ามาในชุดใส่แว่นกันแดด จากสีหน้าแทบดูไม่ออกเลยว่าเขากำลังล้มเหลวในธุรกิจ

พอเขานั่งลงก็พูดขึ้นทันทีว่า “มีเวลาคุยแค่ 10 นาที รีบว่ามา ฉันต้องรีบไปงานเลี้ยงรุ่นแล้ว”

เฉินผิงเซิงก็ไม่พูดมาก เข้าเรื่องเลยว่า “พวกเราอยากเช่าร้านของคุณเพราะจะขายผลไม้เหมือนกัน ถ้าคุณตกลงให้เราเช่าซื้อ ไม่พูดถึงผลประโยชน์อื่น อย่างน้อยเพื่อนฝูงและครอบครัวคุณก็จะไม่รู้ว่าคุณล้มเหลว” (บอกเช่าเพราะเหมือนรักษาหน้าเจ้าของเดิม)

“หมายความว่ายังไง?” เจ้าของร้านหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย

เฉินผิงเซิงอธิบายว่า “เราจะรับร้านไปแบบเงียบ ๆ ไม่เปลี่ยนชื่อร้าน ไม่เปลี่ยนการตกแต่ง ภายนอกจะบอกว่าคุณยังเป็นเจ้าของร้าน เราเป็นแค่พนักงานของคุณ ถ้าร้านนี้กลับมาทำกำไรได้ ผมเชื่อว่าคุณก็จะมีหน้ามีตาในสายตาคนรอบตัวอีกครั้ง”

โธ่... นี่มันแทงใจดำเข้าเต็ม ๆ

ถ้าไม่ใช่เพราะโดนครอบครัวบีบ เขายอมขาดทุนเดือนละหลายหมื่นก็ไม่ยอมปล่อยร้านหรอก

หน้าตาสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด

ตอนเปิดร้านนี้ เขาก็เคยคุยโม้ไปทั่ว ในฐานะลูกคนรวยที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ถ้าเปิดร้านได้ไม่ถึง 3 เดือนแล้วต้องเลิก มันจะไม่เป็นเรื่องขำขันไปทั่วหรือไง

อีกอย่าง บ้านเขาก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

“ว่ามาเลย จะเอายังไง”

“สามแสน”

“สามแสน?”

หลี่เจ๋อหาวขมวดคิ้ว รู้ตัวดีว่าตอนเรียกหนึ่งล้านนั้นพูดเกินไป แต่จริง ๆ แล้วราคาประมาณเจ็ดแปดแสนก็มีคนสนใจมาก

แต่เจ้านี่กล้าพูดสามแสน นี่คิดว่าเขาโง่หรือยังไง?

เฉินผิงเซิงพูดด้วยความจริงใจว่า “คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมแค่คิดว่าเรื่องหน้าตาของคุณมีค่ามาก ไม่ควรต้องเสียไปเพราะเงินแค่นิดเดียว และที่สำคัญที่สุดคือ ผมมีแค่สามแสนจริง ๆ ไม่มีมากกว่านี้แล้ว”

“ตกลง!”

แทบไม่ลังเล หลี่เจ๋อหาวตอบรับทันที เพราะคำพูดของเฉินผิงเซิงมันโดนใจเขาสุด ๆ

ใครคือหลี่เจ๋อหาว? ในบรรดาลูกคนรวย เขาก็จัดว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียง

เรื่องหน้าตานี่ ถ้าให้ตีราคา คงต้องนับเป็นหลักล้าน

ขาดทุนแค่ไม่กี่แสนแต่กู้หน้าคืนมาได้ แบบนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มที่สุดแล้ว

ความคิดเขาไม่เหมือนคนทั่วไปจริง ๆ แต่ถ้าเฉินผิงเซิงล้มเหลวขึ้นมา

ก็จะเหลือแค่หลักการเดียว คือ ใครให้ราคาสูงกว่าก็จะขายให้คนนั้น

ไม่มีการลังเลใด ๆ อีกแล้ว

( ปล: พอดีวันนี้ผมป่วย ถ้ายังไงร่างกายโอเคขึ้นหรือไหวจะทยอยแปลลงเพิ่มนะครับ ขอบคุณครับ)

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 11 ความคิดเฉินผิงเซิง

คัดลอกลิงก์แล้ว