- หน้าแรก
- ภรรยาคือลาสบอสงั้นเหรอ
- บทที่ 5 เด็กหนุ่มผู้เป็นที่ชื่นชอบ
บทที่ 5 เด็กหนุ่มผู้เป็นที่ชื่นชอบ
บทที่ 5 เด็กหนุ่มผู้เป็นที่ชื่นชอบ
บทที่ 5 เด็กหนุ่มผู้เป็นที่ชื่นชอบ
ระบบห้างสรรพสินค้าอัปเดตเสร็จสิ้นแล้ว?
สีหน้าของสวีฉางอันเปลี่ยนไป
จู้ผิงเหนียงที่อยู่ข้างๆ เห็นสายตาของสวีฉางอันจ้องมองมาที่นางอย่างเหม่อลอย นางจึงกะพริบตาอย่างสงสัย และมองตามสายตาของสวีฉางอันก็พบว่าเขากำลังมองขาของนางอยู่
“มองอะไร?” จู้ผิงเหนียงทำเสียงไม่พอใจ
“ไม่มีอะไรขอรับ ฉางอันขอบคุณท่านผู้อาวุโสจู้” สวีฉางอันไม่ได้รีบตรวจสอบระบบห้างสรรพสินค้า แต่กลับโค้งคำนับจู้ผิงเหนียงด้วยความเคารพ
สำนักเฉาหยุนเป็นสำนักเซียนที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นชิงโจว การจะได้เป็นศิษย์ฝ่ายในนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการภายในคนหนึ่งของสำนักเฉาหยุน สวีฉางอันรู้ดีว่าแม้ว่าเขาจะเข้าสู่ฝ่ายในได้แล้ว ก็ยังเป็นการยากที่จะพาภรรยาเข้าสำนักได้
แต่จู้ผิงเหนียงทำได้
ไม่เพียงแต่จู้ผิงเหนียงจะช่วยให้เขาเข้าสู่สำนักเซียนได้เท่านั้น แต่ยังดูแลภรรยาของเขาด้วย
บุญคุณนี้ สวีฉางอันจดจำไว้ในใจอย่างแน่นหนา
“ถ้าจะขอบคุณ ก็อย่าขอบคุณข้า ขอบคุณความสามารถของเจ้าที่ทำให้เด็กสาวในยอดเขามู่ยวี่มาพูดดีๆ กับข้าทุกวันเถอะ” จู้ผิงเหนียงพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “เจ้าเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการภายในที่พวกนางชื่นชอบที่สุด เมื่อมีภรรยาอยู่ข้างๆ เจ้าก็จะไม่ฟุ้งซ่านเหมือนตอนนี้แล้ว และยังสามารถรับใช้เด็กสาวที่น่าเป็นห่วงในยอดเขามู่ยวี่ได้อย่างดีขึ้นด้วย”
“เป็นหน้าที่ขอรับ” สวีฉางอันพูดอย่างจริงจัง ในฐานะศิษย์ฝ่ายนอก สถานะปัจจุบันของเขาคือหัวหน้าฝ่ายกิจการภายใน
“ที่ข้าชอบก็คือความจริงจังของเจ้าเนี่ยแหละ” จู้ผิงเหนียงยกมุมปากขึ้นและกัดริมฝีปากเบาๆ “ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าคงไม่ปล่อยเด็กที่น่าสนใจอย่างเจ้าไปง่ายๆ หรอก”
สีหน้าของสวีฉางอันสงบนิ่ง ไม่มีความรู้สึกใดๆ กับคำพูดล้อเล่นของจู้ผิงเหนียง
“ใช่แล้ว ข้าได้ยินเด็กสาวพวกนั้นบอกว่าเจ้าปลูกผลไม้ทิพย์ในสวนหลังบ้านได้รสชาติดีมากหรือ?” จู้ผิงเหนียงโยนถุงผ้าปักลายดอกไม้อันหนึ่งมาให้เบาๆ และพูดว่า “ข้างในนี้มีเมล็ดผลผิวงาม เจ้าเอาไปลองปลูกดูสิ ตอนนี้คนที่มีพรสวรรค์ในการเพาะปลูกมีน้อยลงทุกที ทำให้ข้าหาผลไม้ที่เหมาะสมกินได้ยากขึ้นเรื่อยๆ น่ารำคาญจริงๆ”
“ได้ขอรับ ข้าจะจัดการให้เมื่อกลับไป” สวีฉางอันรับถุงผ้ามาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
จู้ผิงเหนียงช่วยเหลือเขามากมายขนาดนี้ เขาจะไม่แม้แต่จะยอมทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
“สวีฉางอันน้อย” จู้ผิงเหนียงเอนตัวไปข้างหน้า วางมือทั้งสองข้างบนขา และพูดว่า “บางครั้งข้าก็คิดว่าอุปนิสัยอย่างเจ้าไม่เหมาะที่จะอยู่ในยอดเขามู่ยวี่เลย บางทีสำหนักหรูเหมิน*อาจเป็นที่ที่เจ้าควรไปมากกว่า น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ของพี่สาวกับพวกบัณฑิตเน่าๆ นั้นไม่ค่อยดีนัก จึงช่วยอะไรไม่ได้มาก”
(*สำหนักหรูเหมิน หมายถึงสำนักขงจื๊อ)
สวีฉางอันกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกจู้ผิงเหนียงขัดจังหวะ “แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ต่อไปนี้ ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามเจ้า”
“เรื่องสำคัญ?” สวีฉางอันตกตะลึงเล็กน้อย
จู้ผิงเหนียงช่วยเขาได้มากขนาดนี้แล้วยังไม่เรียกว่าเรื่องสำคัญ แล้วอะไรคือเรื่องสำคัญกัน?
“เรื่องสำคัญก็คือ...” จู้ผิงเหนียงลากเสียงยาว
สวีฉางอันกลั้นหายใจ
จู้ผิงเหนียงก็ถามขึ้นมาทันทีว่า “เจ้ามีแผนจะรับภรรยาน้อยหรือไม่?”
สีหน้าของสวีฉางอันแข็งค้าง
รับภรรยาน้อย?
ใบหน้าที่ค่อนข้างเย็นชาของภรรยาก็ปรากฏขึ้นในใจของสวีฉางอัน ความแข็งกระด้างในคิ้วและดวงตาของเขาก็อ่อนลงมาก เขาส่ายหน้า “ไม่เคยคิดเลย”
“อย่างนั้นหรือ... หึ ภรรยาของเจ้าก็ชิงลงมือก่อนไปแล้ว” จู้ผิงเหนียงโบกมือ “เอาเถอะ เป็นเด็กสาวในร้านให้ข้ามาถามเจ้าน่ะ”
ในสายตาของหญิงสาวในหอคณิกา สวีฉางอันมีความสามารถตั้งแต่ยังหนุ่ม และที่สำคัญคือเขาไม่เคยดูถูกหญิงสาวที่นี่เลย
เพียงแค่นี้ก็ทำให้ไม่เพียงแต่หญิงสาวในร้านเท่านั้น แต่แม้แต่จู้ผิงเหนียงที่เป็นผู้ดูแลและรักหญิงสาวเหล่านั้นเหมือนลูกสาวก็ยังมองสวีฉางอันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เหตุผลที่นางมีความรู้สึกดีๆ กับสวีฉางอันตั้งแต่แรก ก็เพราะเด็กคนนี้ไม่เคยมองหญิงสาวในหอคณิกาด้วยสายตาที่แปลกประหลาด
“ฉางอัน หากเจ้าไม่มีแผนจะรับภรรยาน้อย ข้าจะไปบอกพวกนางตรงๆ แล้วนะ” จู้ผิงเหนียงเตือนสวีฉางอัน “เด็กสาวที่ชอบเจ้าในร้านมีไม่น้อยเลยนะ ตัดใจพวกนางเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ดี”
สวีฉางอันแสดงสีหน้าที่ทำอะไรไม่ถูก
“ข้ารู้แล้ว... จริงสิ เจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ลองฟังเพลงที่ข้าเพิ่งแต่งหน่อยเป็นอย่างไร?” จู้ผิงเหนียงยิ้ม
สวีฉางอันตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็มองสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างยั่วยวนรอบๆ “ผู้อาวุโส ข้า...”
“แม้แต่คำขอเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ก็ไม่ยอมหรือ? ข้าจะไม่บอกภรรยาเจ้าหรอก” จู้ผิงเหนียงยิ้มเล็กน้อย “ถ้าเจ้าคิดว่ามันไม่เพราะ ข้าก็จะแก้ไขอีกหน่อย ช่วยข้าหน่อยสิ”
“ขอรับ” สวีฉางอันทำได้เพียงพยักหน้า และนั่งลงที่โต๊ะเล็กๆ ตรงหน้า
เมื่อเสียงพิณนุ่มนวลดังขึ้น จู้ผิงเหนียงก็ใช้มือนุ่มนวลทั้งสองข้างดีดพิณ และบทเพลงที่ไพเราะก็ค่อยๆ ไหลออกมาจากมือของนาง
ในระหว่างนั้น สวีฉางอันหลับตาลงและเอียงหูฟัง ไม่ได้มองหญิงสาวที่กำลังดีดพิณ แต่ตั้งใจเพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองของพิณเจ็ดสาย
นิ้วของจู้ผิงเหนียงดีดพิณจนเกิดเสียงใสราวกับสายฝนตกกระทบหน้าต่าง และเสียงพิณเจ็ดสายที่ไพเราะราวกับเสียงน้ำพุที่ไหลรินทำให้สวีฉางอันรู้สึกเหมือนเป็นความเพลิดเพลินอย่างแท้จริง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมบุรุษมากมายถึงชอบฟังบทเพลงเช่นนี้
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง
จู้ผิงเหนียงก็เริ่มร้องเพลงคลอเบาๆ
เสียงพิณที่คลอไปกับเสียงร้องที่นุ่มนวลและน่ารักของนางราวกับมือเล็กๆ คู่หนึ่งที่กำลังผลักหัวใจของเขาให้เต้นแรง ยั่วยวนจนไม่อาจบรรยายได้
แต่สวีฉางอันก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ในเวลานี้เขารู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจจากเสียงน้ำพุที่ไหลรินจากบทเพลงพิณ
เมื่อบทเพลงจบลง จู้ผิงเหนียงก็วางมือลงบนสายพิณเพื่อสลายเสียงที่ยังหลงเหลืออยู่ และมองเด็กหนุ่มรูปงามที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาของนางก็ฉายแววความพึงพอใจ
“รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?” จู้ผิงเหนียงถาม
“ไพเราะมากขอรับ” สวีฉางอันพูดอย่างจริงจัง “เป็นบทเพลงพิณที่ไพเราะที่สุดที่ข้าเคยได้ยิน”
“พูดราวกับว่าเจ้าเคยฟังเพลงพิณมาก่อนอย่างนั้นแหละ” จู้ผิงเหนียงโบกมือ และไล่เขาไป “ไปทำธุระของเจ้าเถอะ”
สวีฉางอันพยักหน้า คำนับ และหันหลังเดินจากไป
“…”
จู้ผิงเหนียงเดินไปนั่งตรงที่สวีฉางอันนั่งเมื่อครู่ ใช้นิ้วลากผ่านถ้วยสุราที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย แล้วส่ายหัว
สิ่งที่นางดีดให้สวีฉางอันฟังไม่ใช่บทเพลงพิณธรรมดาๆ แต่เป็น ‘บทเพลงเหมี่ยวอวี่’ ซึ่งเป็นบทเพลงที่สามารถกระตุ้นด้านมืดในจิตใจของผู้อื่นได้สูงสุดเมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่มีระดับการฝึกบำเพ็ญต่ำกว่าตนเอง
แต่สวีฉางอันกลับคงความสงบนิ่งและเพลิดเพลินได้อย่างตลอดเวลา เขากำลังฟัง ‘เสียงน้ำพุ’ เพราะเขามีจิตใจที่บริสุทธิ์
พรสวรรค์ด้านจิตใจเช่นนี้หายากในยุคปัจจุบัน การให้เขาเป็นเพียงหัวหน้าฝ่ายกิจการภายในนั้นเป็นการสิ้นเปลืองพรสวรรค์โดยใช่เหตุ
“ช่างเป็นเด็กที่ดีจริงๆ... ต้องให้คนในสำนักคอยจับตาดูไว้ให้ดี”
จู้ผิงเหนียงใช้นิ้วเคาะบนโต๊ะ จากนั้นก็ถอนหายใจ “เพียงแต่ดูเหมือนจะไม่ฉลาดนัก”
อะไรคือการเขียนคำสั่งกำจัดปีศาจผิด?
สวีฉางอันไม่แม้แต่จะใช้สมองคิดว่าบนยอดเขามู่ยวี่จะมีเด็กสาวที่โง่เขลาเช่นนี้ได้อย่างไร ศิษย์พี่หญิงของเขาจงใจเลือกเสือตาเขียวที่อ่อนแอตัวหนึ่ง ยอมรับโทษปรับหินวิญญาณด้วยตัวเอง เพื่อจะหาทางส่งโอสถไคหยวนที่สวีฉางอันต้องการอย่างเร่งด่วนให้เขา
และยังจงใจเลือกยอดเขาที่อยู่ใกล้สวีฉางอันที่สุด และคำนวณไว้แล้วว่านางจะต้องเป็นคนตามเช็ดตามล้างให้พวกนางอย่างแน่นอน
ที่สำคัญคือ สวีฉางอันกลับฆ่าเสือตาเขียวตัวนั้นจริงๆ คาดว่าในใจของเขามีแต่ภรรยาที่อยู่บ้าน จึงไม่ได้คิดมากอะไร
จู้ผิงเหนียงไม่สามารถประเมินแผนการที่ดูไร้เดียงสาและไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ของศิษย์หญิงได้ แต่สวีฉางอันที่ไม่สามารถมองออกได้แม้แต่แผนการที่ไร้เดียงสาเช่นนี้... กลับสามารถแต่งงานได้ คิดอย่างไรก็คงเป็นเพราะภรรยาของเขาริเริ่มเองกระมัง
จู้ผิงเหนียงเม้มปากยิ้ม
แม้ว่าสวีฉางอันจะแสดงอย่างชัดเจนว่ารักเพียงภรรยาของเขาคนเดียว แต่จู้ผิงเหนียงก็ยังไม่พร้อมที่จะให้เด็กสาวในร้านของนางตัดใจ
นางอยากเห็น... ว่าภรรยาที่น่าเบื่อ ไร้อารมณ์ และเป็นเพียงคนธรรมดาที่ชิงลงมือก่อนของสวีฉางอัน จะสามารถผูกมัดหัวใจของสามีของนางไว้ได้หรือไม่?
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ประตูห้องของจู้ผิงเหนียงก็ถูกเตะเปิดออก นางเลิกคิ้วขึ้นและพูดอย่างโกรธเคืองว่า “เจ้าเด็กบ้า ทำไมเสียงดังขนาดนี้?”
เด็กสาวโผเข้าสู่อ้อมกอดของจู้ผิงเหนียงอย่างน่าสงสาร เงยหน้าขึ้นและเม้มปากพูดว่า “น้าถง ลูกเสือที่เพิ่งซื้อมาถูกคนฆ่าแล้ว ดูจากพลังดาบแล้วต้องเป็นคนของสำนักน้าแน่ๆ!”
มุมปากของจู้ผิงเหนียงกระตุกเล็กน้อย นางเหลือบมองไปในทิศทางที่สวีฉางอันจากไป
ช่างเป็นคนดีจริงๆ ลงมือได้อย่างแม่นยำยิ่งนัก