- หน้าแรก
- นักฆ่าเพลิงโลหิตได้รับสิทธิ์มาเกิดใหม่
- บทที่ 450 สงครามครั้งที่ 5
บทที่ 450 สงครามครั้งที่ 5
บทที่ 450 สงครามครั้งที่ 5
บทที่ 450 สงครามครั้งที่ 5
สำหรับลู่หยางแล้วการทดสอบในด่านนี้เป็นการทดสอบที่ง่ายดายมาก เพราะมันคือด่านที่เอาไว้ทดสอบความสามารถในการใช้งานซันเรมแนนท์ของผู้เล่น
ย้อนกลับไปในชาติก่อนลู่หยางมักจะใช้สกิลนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในตอนที่เขาเก็บเลเวล, การเดินทางข้ามแผนที่หรือการ PK กับผู้เล่นด้วยกัน มันจึงกลายเป็นเวทมนตร์ที่เปรียบเสมือนกับแขนขาของเขา แล้วมันก็เป็นหนึ่งในเวทมนตร์ที่เขาเคยใช้งานได้อย่างชำนาญมากที่สุด
“เริ่มได้!” ราชันย์เพลิงประกาศเริ่มการทดสอบ
ลู่หยางเริ่มใช้สคอร์ชิ่งสปีดเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ 285% จากนั้นเขาก็ใช้ซันเรมแนนท์เพื่อพุ่งไปยังเสาต้นแรกอย่างรวดเร็ว
ร่างของชายหนุ่มกลายเป็นแสงสีแดงเคลื่อนที่ผ่านอากาศ ซึ่งสกิลนี้ก็มีความแตกต่างจากแฟลชที่เป็นการเคลื่อนที่ผ่านมิติ เพราะมันเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ดังนั้นหากผู้เล่นไม่คุ้นชินกับความเร็ว มันก็อาจจะทำให้พวกเขาเกิดอาการเวียนหัวอย่างรุนแรง
“เหลือเวลาอีก 10 วินาที” ราชันย์เพลิงส่งเสียงตะโกน
นี่คือเวลาขั้นต่ำที่ทางระบบกำหนดให้ผู้เล่นปรับตัวเข้ากับซันเรมแนนท์ ซึ่งถ้าหากผู้เล่นสามารถพัฒนาซันเรมแนนท์ไปได้จนถึงเลเวล 20 พวกเขาก็จะสามารถใช้งานสกิลออกมาต่อเนื่องได้ถึง 10 ครั้ง ซึ่งในปัจจุบันลู่หยางก็สามารถใช้งานสกิลออกมาได้ต่อเนื่องถึง 8 ครั้งโดยไม่รู้สึกเวียนหัวเลยแม้แต่นิดเดียว
ชายหนุ่มเคลื่อนที่ผ่านเสาทั้ง 5 ต้นไปยังอีกฝั่งของลำธารได้อย่างง่ายดาย
ระบบ: ผู้เล่นไม่มีอาการผิดปกติ
ระบบ: ด่านแรกระดับ SSS
ระบบ: ด่านที่ 2 ระดับ SSS
ระบบ: ด่านที่ 3 ระดับ SSS
ระบบ: รวมผลการประเมินระดับ SSS
“เจ้าหนุ่ม นายคือผู้ที่มีศักยภาพในการสืบทอดพลังของฉันจริง ๆ ขอแสดงความยินดีด้วยฉันขอมอบเวทมนตร์ทั้ง 3 บทนี้ให้กับนายอย่างเป็นทางการ” ราชันย์เพลิงกล่าวอย่างชื่นชม
ทันใดนั้นร่างของลู่หยางก็ถูกล้อมรอบด้วยสีแดงเพลิง ก่อนที่ในแถบสกิลของเขาจะปรากฏสกิลซันไบด์, ซันชิลด์และซันเรมแนนท์เพิ่มเข้ามา
“ขอบคุณครับท่านอาจารย์ที่สั่งสอน” ลู่หยางกล่าวอย่างเคารพ
“เอาล่ะในเมื่อนายสามารถผ่านบททดสอบทั้ง 3 ด่านได้ในระดับ SSS ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะมอบเวทมนตร์บทพิเศษให้กับนายอีก 1 บท” ราชันย์เพลิงกล่าวด้วยความพึงพอใจ
ซันฟิสท์
ประเภท เวทมนตร์ไฟ
มานาที่ต้องใช้ 500
ระยะ ประชิด
รายละเอียด ปล่อยหมัดเพลิงสร้างความเสียหาย 1,200 + พลังโจมตีเวทและผลักเป้าหมายออกไป 10 เมตรโดยไม่สนใจระดับ
“ขอบคุณมากครับอาจารย์” ลู่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี
ในชีวิตก่อนตอนที่ซันฟิสท์ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรก นักเวทไฟทั้งหมดต่างก็มองว่าสกิลนี้เป็นสกิลที่ไร้ค่า จนกระทั่งการแข่งขันประลองระดับโลกได้ผ่านพ้นไปจนถึงปีที่ 2 มันก็มีผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งสามารถทำความเข้าใจและนำสกิลนี้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แท้ที่จริงแล้วซันฟิสท์เป็นสกิลที่จะต้องนำมาใช้คอมโบร่วมกันกับซันเรมแนนท์, ซันไบด์, ซันชิลด์, เมเทโออิมแพคและสกายเดรสทรอยิงไฟร์ ซึ่งถ้าหากผู้เล่นสามารถใช้สกิลนี้ออกมาได้อย่างถูกจังหวะ มันก็จะสามารถสร้างความเสียหายได้ถึง 1 ใน 3 ของผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว
ย้อนกลับไปในการประลองระดับโลกครั้งที่ 2 เมื่อชีวิตก่อน ผู้เล่นทั้งหมดที่เข้าร่วมการแข่งขันต่างก็มีเลเวลเกือบถึง 150 กันจนหมดแล้วทำให้พลังชีวิตโดยเฉลี่ยของผู้เข้าแข่งขันอยู่ที่หลักแสน เมื่อสกิลนี้สามารถสร้างความเสียหายได้ถึง 1 ใน 3 มันจึงกลายเป็นสกิลที่ทุกคนต้องการเป็นอย่างมาก
เดิมทีซันฟิสท์เป็นสกิลที่เอาไว้ใช้ผลักศัตรูออกไปด้านหลังเพื่อทำการแย่งชิงอุปกรณ์ แต่ทันทีที่สกิลนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ราคาของมันก็พุ่งขึ้นจากไม่กี่สิบเหรียญทองกลายเป็นหลักพันเหรียญทองในชั่วพริบตา และทำให้ผู้มีเงินทุกคนต่างก็พยายามหาซื้อสกิลนี้มาไว้ในการครอบครอง
ย้อนกลับไปในตอนนั้นลู่หยางก็ต้องการสกิลนี้ด้วยเช่นกัน น่าเสียดายที่เขามีเงินไม่พอแต่ในชีวิตนี้เขากลับได้รับมันมาอย่างง่ายดาย
“ไม่ต้องขอบใจฉันหรอก ก่อนหน้านี้นายก็ช่วยจัดการบาร์เน็ตแทนฉันไปแล้ว ถ้าในอนาคตนายต้องการจะพัฒนาความสามารถของเวทมนตร์พวกนี้เพิ่มเติม นายก็สามารถกลับมาหาฉันได้เสมอ” ราชันย์เพลิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลังจากพูดคุยกันจนจบลู่หยางก็เลือกทำการอัปเกรดสกิลที่เพิ่งได้รับมา เพราะหลังจากที่ผู้เล่นมีเลเวล 50 พวกเขาจะสามารถอัปเกรดสกิลได้อย่างละ 1 ระดับ เขาจึงใช้เงิน 10 เหรียญทองเพื่ออัปเกรดสกิลใหม่ทั้ง 4 สกิล
“หากคุณไม่มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติมแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” ลู่หยางกล่าว
ราชันย์เพลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาว่า
“เมื่อไหร่ก็ตามที่นายมีเลเวลถึง 60 และมั่นใจในความสามารถของตัวเองอย่างเพียงพอ ฉันก็หวังว่านายจะเข้าไปในจักรวรรดิออร์คเพื่อสังหารโมชานให้กับฉัน”
“เขาคือใครงั้นเหรอครับ?” ลู่หยางถามด้วยความสงสัย
“ในตอนที่ฉันเข้าไปปราบปรามจักรวรรดิออร์ค มันคือคนที่ทำให้ฉันได้รับบาดเจ็บสาหัส ถ้าหากว่าฉันไม่ถูกมันโจมตีจนได้รับบาดเจ็บแบบนี้ ฉันก็คงจะไม่มีทางถูกบาร์เน็ตทำการสังหาร ความจริงฉันเกลียดมันมากยิ่งกว่าบาร์เร็ตเสียอีก” ราชันย์เพลิงตะโกนด้วยความโกรธแค้น
ระบบ: คุณต้องการช่วยราชันย์เพลิงแก้แค้นโมชานหรือไม่?
“ได้ครับ ผมจะทำตามคำขอของคุณอย่างแน่นอน” ลู่หยางตอบกลับอย่างหนักแน่น
“ฉันแนะนำว่าหากนายต้องการจะไปจัดการกับโมชาน นายก็ควรจะพาคนไปด้วยเป็นจำนวนมาก เอาเป็นว่าฉันจะรอฟังข่าวดีจากนายก็แล้วกัน” ราชันย์เพลิงกล่าว
หลังจบบทสนทนาลู่หยางก็เทเลพอร์ตไปยังเมืองเซนต์กอลล์ โดยในตอนนี้มันเป็นเวลาบ่ายโมงครึ่งแล้วเขาจึงเปลี่ยนโหมดเข้าสู่โหมดนักศึกษาเพื่อทำการเริ่มเรียนช่วงบ่าย
การเรียนดำเนินต่อไปจนถึง 15:30 น. ลู่หยางจึงได้กลับไปยังเมืองเซนต์กอลล์อีกครั้ง
ติ๊ด ๆ ๆ
เสียงระบบดังแจ้งเตือนว่ามีคนกำลังเชิญเขาเข้าสู่พื้นที่พิเศษ เมื่อลู่หยางเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู เขาก็ได้พบว่ามันเป็นคำเชิญจากถูเฟิง
ชายหนุ่มกดตอบรับคำเชิญอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะไปปรากฏตัวในพื้นที่พิเศษที่มีพวกฉิงชางรวมตัวรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“มีอะไรงั้นเหรอ?” ลู่หยางถาม
“เราเพิ่งได้รับข่าวมาว่าฉือมู่, ฉงป้า, โซลออฟอีเทอนิตี้, บลัดไทแรนท์และแบล็คบลัดตกลงกันแล้วว่าไม่ว่าพวกเราจะเคลื่อนที่ไปทางไหน พวกเขาก็จะนำกองกำลังบุกโจมตีพวกเราในทันที ตอนนี้พวกเขาสามารถรวบรวมผู้เล่นเลเวล 30 ได้แล้วประมาณ 100,000 คน” ถูเฟิงกล่าว
“ตอนนี้พวกเรามีกำลังพลในเมืองเซนต์กอลล์เท่าไหร่?” ลู่หยางถาม
“นับเฉพาะผู้เล่นเลเวล 30 ขึ้นไปกองกำลังของเรามีอยู่ 40,000 คนค่ะ” เซี่ยหยู่เว่ยตอบ
“ของฉันมี 20,000 คน” เจียงเจ๋อกล่าว
“ของผมก็มี 20,000 คนเหมือนกัน” ซุนหยูกล่าว
“รวมทั้งหมดเป็น 80,000 คนสินะ จำนวนของพวกเรามีน้อยกว่าพวกเขาประมาณ 20,000 คน ถ้ารวมพวกผู้เล่นที่มีเลเวลน้อยกว่า 30 ความแตกต่างของกองกำลังก็น่าจะมากกว่านี้” ลู่หยางคำนวณภายในใจ
“หัวหน้าให้พวกเรากลับไปดีไหมครับ?” ไป๋หูเสนอ
“ใช่ครับ พวกเรากลับไปจัดการเรื่องในเมืองเซนต์กอลล์ก่อนแล้วค่อยมาจัดการเรื่องในเมืองซีเอ็มเพอเรอร์กันทีหลัง” บิทเทอร์เลิฟกล่าวอย่างเห็นด้วย
“ขอโทษด้วยนะ แต่ฉันเพิ่งได้รับข่าวมาว่าตอนนี้มีหลายกิลด์ใหญ่ในเมืองซีเอ็มเพอเรอร์กำลังรวมตัวกันเพื่อท้าทายพวกเรา หากเราถอนกำลังออกไปมันคงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาแน่ ๆ” โจวเทียนหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเคร่งเครียด
ทันใดนั้นทุกคนในห้องประชุมต่างก็เริ่มวิตกกังวลขึ้นมา
“พวกมันมีกำลังพลเท่าไหร่?” ไป๋เหลิงหันไปถามโจวเทียนหมิง
“หากนับเฉพาะกองกำลังเลเวล 30 ขึ้นไปพวกเขาก็มีกองกำลังอยู่ประมาณ 50,000 คน แม้ในตอนนี้ 3 กิลด์ใหญ่นั้นกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา แต่ถ้าพวกเราไม่แสดงอำนาจพวกเขาก็คงจะรวมตัวกันมาโจมตีพวกเราในอีกไม่นาน” โจวเทียนหมิงตอบ
ความตึงเครียดภายในห้องประชุมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถ้าหากพวกเขาดึงกำลังเสริมจากเมืองซีเอ็มเพอเรอร์ไปช่วยเมืองเซนต์กอลล์ พวกเขาก็อาจจะเสียพื้นที่ในเมืองซีเอ็มเพอเรอร์ไปด้วยเหมือนกัน
ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเลอยู่นั่นเอง ลู่หยางก็ได้พูดขึ้นมาว่า
“ทุกคนไม่จำเป็นจะต้องกังวล ถูเฟิงช่วยตรวจสอบให้ชัดเจนทีว่าฉือมู่กับฉงป้ากำลังจะโจมตีมาจากทางไหน?”
“พวกเขาจะโจมตีมาจากทางทิศตะวันออก” ถูเฟิงตอบ
ลู่หยางพยักหน้ารับพร้อมกับกล่าวว่า
“พวกเราไม่จำเป็นจะต้องดึงกำลังเสริมกลับมาหรอก เชื่อฉันเถอะว่าแผนเก่าของพวกเรายังคงใช้การได้อยู่”