เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330 ตีประตูป้อม

บทที่ 330 ตีประตูป้อม

บทที่ 330 ตีประตูป้อม


บทที่ 330 ตีประตูป้อม

ขณะที่สวิฟเดธกำลังสั่งการให้ทหารสร้างแนวป้องกันอยู่บนกำแพงป้อมปราการ จู่ ๆ มันก็ได้มีผู้เล่นคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า

“พวกบลัดบราเธอร์บุกมาแล้ว!”

สวิฟเดธสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบมองสำรวจไปเพื่อหาศัตรูในทันที

ในเวลาเดียวกันบริเวณผืนป่าที่ห่างจากป้อมปราการไปประมาณ 1 กิโลเมตรก็มีผู้เล่นจำนวนนับไม่ถ้วนเดินออกมาจากป่าอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนสีดำที่มองเห็นได้จากระยะไกล

“นักธนูยิงพลุส่องสว่างในพื้นที่ 30 เมตรรอบกำแพง พวกนักเวทสร้างกำแพงไฟเอาไว้ ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับการรบ” สวิฟเดธตะโกนสั่ง

นักเวททั้ง 20 คนที่ได้เรียนรู้สกิลไฟร์วอลล์เริ่มทำการสร้างกำแพงไฟโดยรอบป้อมปราการ แต่น่าเสียดายที่พวกเขามีจำนวนอยู่น้อยเกินไป กำแพงไฟจึงไม่ค่อยเชื่อมต่อกันอย่างที่ควรจะเป็น

“คิดว่าของแค่นี้จะหยุดพวกเราได้งั้นเหรอ กองกำลังชุดแรกบุกเข้าไปได้เลย” ไป๋ฉือสั่งการพร้อมกับเผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างเยือกเย็น

“ฆ่ามัน!” ไป๋หูนำกองกำลัง 5,000 คนบุกโจมตีด้วยตัวเอง ซึ่งภายในกองกำลังนั้นประกอบไปด้วยนักธนู 1,000 คน, นักเวท 1,000 คน, นักรบ 1,000 คน, นักบวช 1,000 คนและพาลาดิน 1,000 คน

ตามกฎของเกมวิธีเดียวที่จะบุกเข้าไปภายในป้อมปราการได้คือการทำลายประตูเมือง กองทัพนักรบของไป๋หูจึงวิ่งเข้าไปยังประตูเมืองเป็นอันดับแรก

“โจมตีสุดกำลัง! อย่าให้พวกมันเข้าใกล้ประตูเมืองเป็นอันขาด” สวิฟเดธตะโกนสั่ง

บริเวณประตูมีสมาชิกของเดธโซลประมาณ 20,000 คน แต่ภายในนั้นมีนักเวทและนักธนูรวมกันอยู่เพียงแค่ 8,000 คนเท่านั้น และส่วนใหญ่พวกเขาก็เพิ่งจะผ่านเลเวล 20 กันมาได้เพียงแค่ไม่นาน

ผู้เล่นเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นหน้าใหม่ที่ไม่เคยผ่านสงครามขนาดใหญ่แบบนี้มาก่อน เมื่อพวกเขาได้เห็นนักรบทั้ง 1,000 คนบุกเข้ามา พวกเขาก็ทำการใช้สกิลทุกอย่างออกไปอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าพวกเขาจะไม่ยอมหยุดมือจนกว่าจะสังหารนักรบเหล่านี้ได้จนหมด

การโจมตีอย่างมากมายพุ่งลงไปทางด้านล่างอย่างต่อเนื่อง สวิฟเดธจึงมองดูการโจมตีเหล่านี้ด้วยความพึงพอใจ แต่หลังจากเวลาได้ผ่านพ้นไปนานกว่า 10 วินาที เขาก็ได้พบกับปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งคือมันไม่มีศัตรูเสียชีวิตจากการโจมตีของพวกเขาเลยสักคน

นักรบทั้ง 1,000 คนบุกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดพวกเขาก็ได้เริ่มทำการโจมตีเข้าใส่ประตูเมือง

“ทุกคนโจมตีกันแรง ๆ หน่อยสิวะ! พวกแกไม่ได้ใส่อุปกรณ์มาด้วยหรือยังไง” สวิฟเดธตะโกนด้วยความโกรธ

“หัวหน้าพวกเราพยายามเต็มที่แล้วครับ”

“แปลกมาก! ทำไมความเสียหายที่ผมทำได้มันถึงลดลงมาเหลือแค่ 1 ใน 4 ผมว่าเกราะของนักรบพวกนั้นมันไม่น่าจะใช่เกราะปกติ”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

เหล่าบรรดาผู้เล่นที่อยู่บนกำแพงไม่ได้รู้ตัวเลยว่านักรบโล่ทั้ง 1,000 คนที่บุกในแนวหน้าไม่เพียงแต่จะเปิดใช้งานสกิลไอร่อนวอลล์เท่านั้น แต่พวกเขายังถูกโยงด้วยสกิลซาเครดซีลของพาลาดินด้วย

สกิลซาเครดซีลจะทำการดูดซับความเสียหาย 50% ของเป้าหมายไปยังพาลาดินที่ใช้งานสกิล ดังนั้นทุก ๆ ครั้งที่นักรบโล่ทั้ง 1,000 คนที่อยู่แนวหน้าได้รับความเสียหาย พวกเขาก็จะถ่ายโอนความเสียหายบางส่วนไปยังพาลาดินทั้ง 1,000 คนที่อยู่บริเวณกองหลัง

ด้วยเหตุนี้เองมันจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักรบในแนวหน้าถึงมีความถึกมากนัก เพราะด้วยผลจากสกิลไอร่อนวอลล์และซาเครดซีลรวมกัน มันก็ทำให้พวกเขาได้รับความเสียหายเพียงแค่ 1 ใน 4 จากความเสียหายเดิม

ไป๋ฉือมองดูสถานการณ์ทางด้านหน้า ก่อนที่เขาจะหันไปพูดกับเซเว่นคิลที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า

“ไอ้พวกนี้มันกระจอกชะมัด รู้แบบนี้ฉันน่าจะให้น้องสามมาบุกด้านหน้าพร้อมกับพวกเราไปเลย”

“ไม่น่าเชื่อว่าคนที่แบล็คบลัดทิ้งเอาไว้เฝ้าป้อมปราการจะไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้ ผมว่าอีกไม่นานป้อมปราการก็คงจะตกเป็นของเราแล้วล่ะ” เซเว่นคิลกล่าว

ไป๋ฉือหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนที่เขาจะส่งข้อความไปหาไป๋หูที่อยู่ในแนวหน้า

“น้องสองบุกเข้าไปเต็มกำลังพยายามทำลายประตูหลักของป้อมปราการให้ได้ ฉันคิดว่าน้องสามน่าจะอ้อมไปเสียเที่ยวแล้วล่ะ”

“ทีมระยะไกลกดดันพวกบนกำแพงเอาไว้” ไป๋หูตะโกนสั่งการกองกำลังนักเวทและนักธนู

“ส่วนนักรบโจมตีกำแพงเต็มกำลัง”

นักธนู 1,000 คนและนักเวท 1,000 คนขยับเข้าไปใกล้กำแพง จากนั้นพวกเขาก็เริ่มจู่โจมเข้าใส่ศัตรูที่ป้องกันป้อมปราการ

ในพริบตาเดียวพื้นที่บริเวณบนกำแพงก็ถูกกวาดล้างเป็นวงกว้าง ซึ่งมันก็ช่วยลดแรงกดดันของเหล่าบรรดานักรบได้ในทันที

เมื่อสวิฟเดธสังเกตเห็นพรรคพวกของตัวเองเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก เขาจึงตะโกนสั่งการออกไปว่า

“ไอ้พวกตาเซ่อ! โจมตีไปที่กองหลังของพวกมันสิวะ แล้วพวกแกโจมตีตัวแทงค์อยู่ทำไม ฆ่าพวกนักเวทกับนักธนูของพวกมันก่อน”

คำสั่งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทำให้ผู้เล่นบนกำแพงเต็มไปด้วยความสับสน และเนื่องจากพรรคพวกของตัวเองที่เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากทำให้พวกเขาไม่สนใจคำสั่งของสวิฟเดธอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ถึงแม้พวกเขาจะถูกโจมตีจากนักเวทและนักธนูจากด้านล่าง แต่พวกเขาก็ยังคงมุ่งหน้าโจมตีไปที่กองทัพนักรบเพราะกลัวว่านักรบเหล่านั้นจะทำลายประตูเมืองเข้ามาหาพวกเขาได้

สวิฟเดธมองลูกน้องของตัวเองที่ไม่สนใจคำสั่งด้วยความโกรธ แต่เขาก็คงจะไม่สามารถไปลงโทษทุกคนในช่วงเวลานี้ได้ เขาจึงส่งข้อความไปที่ผู้บังคับบัญชาที่ดูแลประตูทางทิศตะวันออก, ทิศตะวันตกและทิศใต้ว่า

“สถานการณ์ของพวกนายเป็นยังไงบ้าง?”

“ทุกอย่างปกติดี ไม่มีปัญหาอะไร” ผู้บัญชาการจากทั้ง 3 ประตูส่งคำตอบกลับมาพร้อม ๆ กัน

คำตอบของอีกฝ่ายทำให้สวิฟเดธถถอดหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นเขาก็ได้พิจารณากองกำลังของไป๋ฉืออีกครั้งและได้พบว่ากองกำลังนี้มีสมาชิกเพียงแค่หมื่นกว่าคน ซึ่งมันก็น่าจะเป็นกองกำลังของสามพี่น้องตระกูลไป๋ที่เอาชนะกำลังเสริมของสกายซอร์ทมาได้

“กองกำลังของพวกมันพึ่งปะทะกับกองกำลัง 40,000 คนของพวกเราไป กองกำลังที่เหลือของพวกมันคงไม่น่าจะแข็งแกร่งเท่าไหร่ ดูท่าพวกมันไม่น่าจะมีกำลังเหลือมากพอที่จะแบ่งทัพออกไปได้แล้ว” สวิฟเดธพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

“นายช่วยนำกองกำลัง 10,000 คนมาช่วยประตูทางเหนือหน่อย” สวิฟเดธส่งข้อความไปหาผู้บัญชาการประตูทิศใต้

“ได้ครับ” ออไนท์ ผู้ซึ่งเป็นผู้บัญชาการประตูทางทิศใต้ตอบรับคำสั่ง ก่อนที่เขาจะนำกองกำลังไปยังประตูทิศเหนือ

ขณะเดียวกันไป๋เหลิงที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ก็สังเกตเห็นเหล่าบรรดาทหารรักษาการณ์บนกำแพงที่เริ่มเคลื่อนที่จากไป เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเย็นชาพร้อมกับพึมพำขึ้นมาเบา ๆ ว่า

“ช่างเป็นกองทัพที่ไร้ระเบียบจริง ๆ”

“ทหารทางประตูทิศใต้เคลื่อนกำลังไปช่วยประตูทางทิศเหนือแล้ว” ไป๋เหลิงส่งข้อความไปถึงไป๋ฉือและไป๋หู

“เฮ้น้องสาม! นายต้องเร่งมือหน่อยนะ ตอนนี้ฉันกำลังจะทำลายประตูเมืองทางทิศเหนือได้แล้ว” ไป๋หูตอบกลับมาอย่างสบาย ๆ

“พวกมันกระจอกขนาดนั้นเลยเหรอ?” ไป๋เหลิงตอบกลับอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“กองทัพของพี่ใหญ่ยังไม่ได้เคลื่อนไหวเลย ฉันอาศัยกองกำลังแค่ 5,000 คนก็กดดันพวกมันจนต้องเรียกกองกำลังเสริมได้แล้ว แต่ประตูเมืองแข็งแกร่งมาก ฉันเลยยังบุกเข้าไปภายในป้อมปราการไม่ได้” ไป๋หูกล่าว

“โอเค อีก 2 นาทีเดี๋ยวฉันจะรีบบุกเข้าไป” ไป๋เหลิงตอบ

หลังจากปิดหน้าต่างสนทนาแล้ว ไป๋เหลิงก็หันไปสั่งหัวหน้าทีมทั้ง 5 คนที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า

“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม อีก 2 นาทีพวกเราจะเริ่มบุก”

“ครับ!”

เวลา 2 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไป๋เหลิงจึงส่งเสียงตะโกนพร้อมกับชูดาบขึ้นไปบนฟ้า

“ทุกคนบุก!!”

“ฆ่ามัน”

นักรบและพาลาดิน 5,000 คนพร้อมใจกันลุกขึ้นจากพุ่มไม้ จากนั้นพวกเขาก็ชูอาวุธขึ้นไปบนท้องฟ้าและพุ่งตัวออกไปจากแนวป่า

ตอนแรกทหารที่รักษาการณ์ 500 คนอยู่บนกำแพงคิดว่าตัวเองคงไม่มีอะไรให้ต้องทำ แต่ในขณะที่พวกเขากำลังสงสัยว่าสถานการณ์ทางทิศเหนือจะเป็นยังไง มันก็มีเสียงตะโกนของศัตรูดังขึ้นมาห่างจากพวกเขาไปไม่ไกลมากนัก

“ชิบหายแล้ว!” ผู้เล่นที่นำทีมรักษาการณ์บนกำแพงป้อมปราการอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อได้เห็นกองกำลังของไป๋เหลิงที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมาจากแนวป่า

แตกแน่ ๆ

จบบทที่ บทที่ 330 ตีประตูป้อม

คัดลอกลิงก์แล้ว