เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 304 ก้อนเขียว

บทที่ 304 ก้อนเขียว

บทที่ 304 ก้อนเขียว


บทที่ 304 ก้อนเขียว

“นี่คืออุปกรณ์ที่พิเศษมากเลยนะ โดยมันจะแสดงคุณสมบัติที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่อผู้เล่นสวมใส่มันเข้าไปเท่านั้นและมีแต่ผู้สวมใส่ที่มองเห็นมันได้ ส่วนบางชิ้นหลังจากที่สวมใส่มันเข้าไปแล้วผู้เล่นก็ไม่สามารถจะถอดมันออกมาได้ด้วย” ลู่หยางกล่าว

“หา?! แล้วแบบนี้ถ้าคุณสมบัติมันไม่ดีเราจะทำยังไงได้ล่ะคะ?” มู่หยูถาม

“ก็แค่ให้คนอื่นมาฆ่าเราจนอุปกรณ์ดรอปลงไปไง” ลู่หยางตอบ

“โหดร้ายจังเลย” มู่หยูกล่าวพร้อมกับส่ายหน้า เพราะการเสียชีวิตครั้งหนึ่งมันต้องสูญเสียค่าประสบการณ์ถึง 10% ซึ่งมันเป็นค่าถอดอุปกรณ์ที่แพงมากจนเกินไป

“แต่อุปกรณ์ลักษณะนี้มันมีความพิเศษมากเลยนะ แม้บางชิ้นจะมีคุณสมบัติแย่กว่าอุปกรณ์ระดับหิน แต่บางชิ้นมันก็มีคุณสมบัติดีกว่าอุปกรณ์ระดับตำนานได้เหมือนกัน” ลู่หยางกล่าว

ในชาติที่แล้วเคยมีผู้เล่นเสี่ยงโชคกับอุปกรณ์ในลักษณะนี้อย่างมากมาย ซึ่งคนที่โชคดีก็ได้รับอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับอุปกรณ์ระดับตำนานกลับมา ส่วนคนที่โชคร้ายก็วิ่งออกไปฆ่าตัวตายเพื่อบังคับให้อุปกรณ์ร่วงหล่นลงมาจากตัว

“แล้วพวกเราจะจัดการกับอุปกรณ์พวกนี้ยังไงดีคะ?” ฮั่นอิ่งถาม

“พี่ซื้อกระเป๋าเก็บของขนาด 500 ช่องมาด้วย 20 ใบเพื่อเก็บอุปกรณ์มิติพวกนี้โดยเฉพาะ หลังจากพวกเรากลับไปพวกเราค่อยทดลองอุปกรณ์พวกนี้ทีละชิ้น ถ้าเราเจออุปกรณ์ระดับตำนานจริง ๆ ในเวลานั้นเราค่อยมาคิดหาวิธีจัดการกับมันอีกที” ลู่หยางตอบ

“ได้ค่ะ” ฮั่นอิ่งกับมู่หยูพยักหน้ารับ ก่อนที่พวกเธอจะมารับกระเป๋าจากลู่หยางไปช่วยเก็บอุปกรณ์ที่ดรอปอยู่บนพื้น

ห้องทดลองใต้ดินแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลาย ๆ ห้องที่มีความด้านยาวด้านละ 80 เมตรถูกเชื่อมด้วยทางเดินแคบ ๆ ขณะที่อุปกรณ์จากต่างมิติก็ไม่ได้ดรอปลงมาจากบอสจริง ๆ เท่านั้น เพราะบอสตัวปลอมบางส่วนก็ดรอปอุปกรณ์ประเภทนี้มาด้วย ลู่หยางจึงพาสองสาวจัดการมอนสเตอร์ไปตามห้องต่าง ๆ พร้อมกับทำการไล่เก็บอุปกรณ์มาใส่กระเป๋า

ในระหว่างที่นกฟีนิกซ์ของมู่หยูเข้าใกล้ลองโบว์สเกลเลตันตัวหนึ่ง ทันใดนั้นโครงกระดูกที่ถือคันธนูยาวก็ยกแขนขึ้นพร้อมกับยิงลูกธนูไฟเข้าใส่นกฟีนิกซ์

-10,200

การโจมตีนี้รุนแรงเป็นอย่างมากและการยิงธนูออกมาเพียงแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ร่างของนกฟีนิกซ์ร่วงหล่นลงกับพื้น

ลองโบว์สเกลเลตัน (บอส)

เลเวล 40

พลังชีวิต 97,891/100,000

“พวกเราเจอบอสตัวจริงแล้ว” ลู่หยางกล่าว

“ปกติบอสเลเวล 30 มันมีพลังชีวิต 300,000 หน่วยขึ้นไปไม่ใช่เหรอคะ ทำไมบอสตัวนี้มันถึงมีพลังชีวิตแค่แสนเดียวเอง?” มู่หยูถามอย่างสงสัย

“มันถือว่าเป็นบอสพิเศษที่ปกติจะอยู่ในป้อมปราการของบลัดไทแรนท์” ลู่หยางตอบ

ลองโบว์สเกลเลตันเป็นบอสเลเวล 40 ที่มีพลังชีวิตน้อยที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในบอสที่จัดการได้ยากมากที่สุดอีกด้วย โดยมันเป็นโครงกระดูกที่มีความสูงกว่าผู้เล่นอยู่เล็กน้อยและมีสกิลโจมตีทางกายภาพที่รุนแรงมากคือเรจแอรโรว์ โดยสกิลนี้สามารถสร้างโบนัสความเสียหายได้สูงถึง 3,200 หน่วย

สกิลที่ 2 ของมันคือแรพพิดไฟร์ที่เมื่อเปิดใช้งานจะเป็นการเพิ่มความเร็วในการโจมตีขึ้นอีก 150% จนทำให้แม้แต่ลู่หยางก็ไม่สามารถจะหลบการโจมตีของมันได้พ้นหากเขาเข้าไปภายในระยะ 30 เมตร

สกิลที่ 3 ของบอสมีชื่อว่าสแคทเทอร์ชอท โดยหลังจากใช้สกิลบอสจะโจมตีทุกเป้าหมายภายในรัศมีครึ่งวงกลมด้านหน้า ซึ่งถ้าหากว่าในระยะมีลองโบว์สเกลเลตัน 20 ตัวยืนอยู่ด้วยกัน โครงกระดูกเหล่านี้ก็จะโจมตีมาพร้อม ๆ กับบอส และทำให้แม้แต่นักรบสายป้องกันที่มีสกิลไอร่อนวอลล์และชิลด์วอลล์ก็สามารถทนรับการโจมตีได้เพียงแค่ไม่กี่วินาที

ขณะเดียวกันบลัดเติสตี้ก็กำลังบุกโจมตีป้อมปราการสกายมิสท์ แต่บลัดไทแรนท์กลับกำลังยืนมองลองโบว์สเกลเลตันกว่า 2,000 ตัวภายในลานฝึกอย่างปวดหัว

“ใครมีวิธีดี ๆ ในการจัดการกับพวกมันบ้างไหม?” บลัดไทแรนท์ถาม

เซาธ์โคสท์, เย่กู่ซิง, ดีม่อนบลัด, สโนวี่รีเวอร์และคนอื่น ๆ ต่างก็ก้มหน้าลงอย่างละอายใจ เพราะพวกเขาพยายามทดลองวิธีต่าง ๆ ที่ทุกคนคิดได้แล้ว แต่มันก็ยังไม่มีใครสามารถเจาะทะลุแนวป้องกันของโครงกระดูกนักธนูเหล่านี้ไปได้

“หัวหน้า พวกเราลองเรียกฉู่หานมาดีไหมครับ? บางทีเขาอาจจะมีวิธีการดี ๆ ก็ได้” ดีม่อนบลัดกล่าว

“รีบไปเรียกมันมาเร็วเข้า!” บลัดไทแรนท์กล่าวพร้อมกับโบกมือ

หลังจากสงครามกับบลัดบราเธอร์จบลง ฉู่หานก็ถูกลดตำแหน่งไปเป็นเพียงแค่หัวหน้าทีมขนาดเล็ก ขณะเดียวกันเขาก็นำทีมบุกตามคำสั่งของคนอื่น ๆ และตายภายใต้เงื้อมมือของลองโบว์สเกลเลตันมาแล้วถึง 5 ครั้งทำให้เขากำลังอารมณ์เสียอยู่พอดี

“รีบตามฉันมาเร็วเข้า ตอนนี้มันเป็นโอกาสของนายแล้ว” ดีม่อนบลัดวิ่งเข้ามาหาฉู่หานอย่างตื่นเต้น

“มีอะไรเหรอ?” ฉู่หานถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ตอนนี้ไม่มีใครคิดหาวิธีจัดการโครงกระดูกพวกนี้ได้เลย แต่ฉันรู้ว่านายจะต้องมีวิธีการดี ๆ แน่ หากนายวางแผนพาทีมจัดการโครงกระดูกพวกนี้ได้หมด บางทีหัวหน้าอาจจะคืนตำแหน่งแม่ทัพให้กับนายก็ได้” ดีม่อนบลัดกล่าว

ฉู่หานพยักหน้าก่อนที่จะเดินตามชายตรงหน้าไปยังห้องบัญชาการ

“หัวหน้า ผมมาแล้วครับ” ฉู่หานกล่าวอย่างนอบน้อม

“ตอนนี้กิลด์ของเรายังหาวิธีจัดการกับโครงกระดูกพวกนี้ไม่ได้ นายพอจะมีวิธีจัดการกับพวกมันไหม?” บลัดไทแรนท์ถาม

“มีครับ แต่มันอาจจะต้องใช้ทักษะที่สูงหน่อย” ฉู่หานกล่าว

ตอนแรกบลัดไทแรนท์แค่ลองถามไปเท่านั้น ไม่คิดว่าฉู่หานจะมีแผนการอยู่จริง ๆ

“เราต้องทำยังไง? รีบอธิบายมาเร็วเข้า” บลัดไทแรนท์ถาม

“พวกเราแค่ต้องส่งนักรบที่มีสกิลยั่วยุหมู่ออกไป 30 คนและให้พวกเขาผลัดกันใช้สกิลยั่วยุกันคนละที หากคนกลุ่มนี้สามารถประสานงานกันได้เป็นอย่างดี ลองโบว์สเกลเลตันจะไม่มีโอกาสได้ยิงธนูออกมาเลยแม้แต่ดอกเดียว” ฉู่หานอธิบาย

เมื่อได้ฟังแนวคิดจากฉู่หาน ทุกคนก็สามารถจินตนาการภาพตามได้ในทันที

“มันมีวิธีแบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย?!” ดีม่อนบลัดกล่าวอย่างตื่นเต้น

“รีบไปออกคำสั่งให้ทุกคนเตรียมตัวเร็วเข้า ส่วนฉู่หานอยู่ที่ห้องบัญชาการ หลังจากนี้นายจะได้รับหน้าที่ในการบุกเบิกป้อมปราการโดยเฉพาะ” บลัดไทแรนท์ตะโกนสั่ง

“ได้ครับ” ฉู่หานตอบ

ในดันเจียน

ลู่หยางใช้วิธีในลักษณะเดียวกันกับฉู่หานเพียงแต่เขาได้แปลงร่างเป็นอสูรเพลิงเพื่อที่จะใช้สกิลควบคุมอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางด้านมู่หยูกับฮั่นอิ่งและนกฟีนิกซ์ทั้ง 2 ตัวก็คอยโจมตีอยู่ใกล้ ๆ

บอสตัวนี้มีพลังป้องกันและพลังชีวิตที่น้อยมากอยู่แล้ว ในที่สุดมันก็ถูกสังหารในเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 2 นาที

“พี่ พวกเราได้บลูปริ้นของนักธนูมาด้วย” มู่หยูพูดอย่างดีใจ

บลูปริ้น: เกราะอกนักล่า (ระดับทอง)

ลู่หยางพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดว่า “พวกเรารีบไปต่อกันเถอะ”

ระยะเวลาการแปลงร่างเป็นอสูรเพลิงมีอยู่เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ภายในช่วงเวลานี้ชายหนุ่มจึงอยากจะสังหารลองโบว์สเกลเลตันให้ได้มากที่สุด

หลังจากนั้นพวกเขาก็เคลียร์มอนสเตอร์ไปอีก 4 ห้อง ซึ่งภายในมอนสเตอร์กลุ่มนั้นมีลองโบว์สเกลเลตันอยู่ถึง 8 ตัวและมีลองโบว์สเกลเลตันที่เป็นบอสตัวจริงอยู่ 1 ตัว แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ดรอปบลูปริ้นลงมา

“น่าเสียดายจริง ๆ” ลู่หยางกล่าวหลังจากที่เขากลายร่างกลับมาเป็นมนุษย์

“พวกเราเสียเวลากับพวกลิชคิงและไวท์บอร์มากเกินไปหน่อย” มู่หยูกล่าว

“ช่างมันเถอะ พวกเรามานั่งพักกันแล้วเดี๋ยวค่อยกลับไปสู้กันต่อ” ลู่หยางกล่าวโดยมี 2 สาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ทั้ง 3 กำลังนั่งพักอยู่นั้น จู่ ๆ มันก็มีลูกบอลสีเขียวอ้วนกลมกระโดดไปมาท่ามกลางฝูงมอนสเตอร์ ซึ่งในระหว่างที่มันกำลังกระโดดไปกระโดดมาอยู่นั้น มันก็ถูกเจ้าอสูรตัวหนึ่งเตะจนกระเด็นออกไปไกล

“น่ารักจัง” มู่หยูรีบวิ่งเข้าไปหาก้อนกลมสีเขียวที่ถูกเตะกระเด็นมาไม่ห่างจากพวกเขามากนัก

เมื่อลู่หยางได้เห็นก้อนกลมที่กระเด็นมา เขาก็รีบตะโกนออกไปอย่างตกใจว่า

“มู่หยูรีบกลับมาเร็วเข้า!”

“มีอะไรเหรอคะ?” มู่หยูถามอย่างไม่เข้าใจขณะยืนนิ่งอยู่กับที่

“นั่นคือบอสตัวสุดท้ายของแผนที่นี้ แม้แต่พี่ก็สู้กับมันไม่ได้หรอกนะ” ลู่หยางกล่าว

“ไอ้ก้อนเขียวนี่คือบอสเหรอคะ?!” มู่หยูถามอย่างตกใจขณะมองดูก้อนกลมที่กำลังกลิ้งเข้ามาใกล้

“รีบกลับมาเร็วเข้า อย่าให้มันสังเกตเห็นเธอเด็ดขาด!” ลู่หยางตะโกน

“ค่ะ” มู่หยูกล่าวก่อนที่จะรีบวิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นทั้ง 3 ก็ถอยห่างออกไปจากก้อนกลมประมาณ 50 เมตรพร้อมกับพยายามซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงเพื่อดูสถานการณ์

“พี่ มันคือตัวอะไร? ทำไมมันถึงดูไม่ค่อยน่ากลัวเลย?” มู่หยูถาม

“เธอลองดูนี่ก็แล้วกัน” ลู่หยางกล่าวก่อนที่เขาจะสั่งให้นกฟีนิกซ์บินเข้าไปใกล้ก้อนกลม

ทันทีที่นกฟีนิกซ์บินเข้าไปในระยะ 30 เมตร ดวงตาของก้อนกลมก็จ้องไปที่นกฟีนิกซ์ในทันที จากนั้นมันก็มีแสงสีเขียวสว่างวาบอย่างฉับพลันพร้อมกับตัวเลขที่ทำให้ทุกคนอ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึง

-99,999

น่ารักแบบนี้เอามาเป็นสัตว์เลี้ยงได้ไหม? หลอกศัตรูให้ตายใจคงสนุกน่าดู

จบบทที่ บทที่ 304 ก้อนเขียว

คัดลอกลิงก์แล้ว