เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 301 การตัดสินใจของฮั่นจง

บทที่ 301 การตัดสินใจของฮั่นจง

บทที่ 301 การตัดสินใจของฮั่นจง


บทที่ 301 การตัดสินใจของฮั่นจง

“เยี่ยมไปเลย แบบนี้พวกเราก็จะเพิ่มกำลังการผลิตอุปกรณ์ได้อีกเยอะมาก” ไป๋เหลิงกล่าว

รอบนี้พวกเขาได้บลูปริ้นไอเท็มต่าง ๆ ไปเยอะมาก และมันก็น่าจะเพียงพอให้ผู้เล่นสายอาชีพทำการเรียนรู้อีกนับร้อยคน

“หากพวกเรายังคงพัฒนาในอัตรานี้ต่อไป อีกไม่ถึง 8 วันพวกเราก็น่าจะมีอุปกรณ์ระดับทองเพียงพอสำหรับ 10,000 คนแล้ว” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าว

“หัวหน้า คุณพอจะมีบลูปริ้นอุปกรณ์ของนักบวช, นักธนู, วอลอคกับพาลาดินสายสนับสนุนไหมครับ? พวกน้อง ๆ ภายในทีมเริ่มออกมาบ่นบ้างแล้วว่าพวกเขาไม่มีอุปกรณ์ใหม่ ๆ ให้เปลี่ยนเหมือนกับคนอื่นเลย” ไป๋เหลิงถาม

“พวกเราก็โดนถามเหมือนกันครับ” พวกฉิงชางพูดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

ความจริงแล้วลู่หยางก็พอจะมีข้อมูลเรื่องบลูปริ้นอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่บ้าง แต่บลูปริ้นอุปกรณ์ของนักบวชมันดรอปจากป้อมปราการของฉงป้า ส่วนบลูปริ้นอุปกรณ์ของวอลอคและนักธนูดรอปภายในป้อมปราการของบลัดไทแรนท์ ซึ่งสองคนนี้ไม่มีทางยอมขายบลูปริ้นมาให้กับพวกเขาอย่างแน่นอน

“เดี๋ยวฉันจะลองหาทางดูก็แล้วกัน” ลู่หยางกล่าว

ตอนนี้การบุกเบิกป้อมปราการของทางฝั่งมนุษย์ไม่มีกิลด์ไหนมีความก้าวหน้าเหนือกว่าบลัดบราเธอร์อีกแล้ว การพยายามหาบลูปริ้นเพิ่มจากทางฝั่งของมนุษย์จึงกลายเป็นเรื่องยากลำบากเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามมันก็ต้องอย่าลืมว่าบลูปริ้นอุปกรณ์ของผู้เล่นไม่จำเป็นจะต้องมาจากป้อมปราการเพียงอย่างเดียว

“อีก 2 วันเดี๋ยวฉันจะออกไปทำธุระข้างนอก ช่วงนี้ทุกคนก็ช่วยกันเคลียร์พื้นที่กันให้ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่บุกเข้าไปถึงเขตด้านในเมืองตอนนั้นให้รีบติดต่อมาหาฉัน แล้วถ้าหากทีมไหนทำผลงานได้เป็นอย่างดี ฉันก็จะมีของรางวัลพิเศษให้กับทีม ๆ นั้นด้วย” ลู่หยางกล่าว

“ของรางวัลอะไรครับ?” ทุกคนต่างก็มองไปยังลู่หยางด้วยความตื่นเต้น เพราะจากสิ่งที่ลู่หยางได้ทำมาทุกอย่างที่ชายหนุ่มบอกว่าพิเศษต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงได้จริง ๆ

ลู่หยางเผยรอยยิ้มพร้อมกับหยิบคทาเมจิกวอร์ด - ดีม่อนเฟลมออกมาจากกระเป๋าและทำการแชร์ค่าสถานะของมันให้ทุกคนได้ดู

“นี่ไงของรางวัลพิเศษ”

“โอ้โห! นี่มันคทาของนักเวทไฟระดับตำนาน” เอ็ม 16 ร้องตะโกนและอยากจะวิ่งเข้าไปหยิบคทาชิ้นนี้มาไว้ในครอบครอง

“แค่พลังโจมตีอย่างเดียวคทานี่ก็เพิ่มพลังโจมตีเวทได้มากกว่า 600 หน่วยแล้ว” โคลด์วิลโลว์กล่าวด้วยสีหน้าอันประหลาดใจ

“มันไม่ได้มีดีแค่แรงอย่างเดียวนะ แต่คนที่ครอบครองคทาสามารถเข้าสู่สถาบันเวทมนตร์เพื่อเรียนรู้เวทมนตร์ไฟประเภทเผาไหม้ได้เป็นกรณีพิเศษ ฉันขอบอกได้เลยว่าคนที่เปลี่ยนอาชีพเป็นเบิร์นนิ่งเมจมีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าสเปซทีฟเลย” ลู่หยางกล่าว

“ถ้าพวกเราเปลี่ยนอาชีพไปแล้วพวกเรายังจะเปลี่ยนอาชีพซ้ำได้อีกงั้นเหรอคะ?” โคลด์วิลโลว์ถาม

“ได้สิ” ลู่หยางตอบ

“หัวหน้าผมอยากได้!” เอ็ม 16 กล่าวด้วยท่าทางอันออดอ้อน

“ฉันก็อยากได้เหมือนกัน” โคลด์วิลโลว์กล่าวพร้อมกับทำตาแป๋ว

หลังจากอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานานนิสัยขี้เล่นของเอ็ม 16 ก็ถูกเปิดเผยออกมา แม้แต่คนที่มีนิสัยเย็นชาอย่างโคลด์วิลโลว์ก็เริ่มเปิดใจให้กับพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ

“ถึงจะมาอ้อนฉันมันก็ไม่ได้ผลหรอก ช่วงนี้ก็มาแข่งกันว่าใครสามารถฆ่ามอนสเตอร์ได้มากที่สุดแล้วฉันจะมอบคทาชิ้นนี้ให้กับทีม ๆ นั้น แล้วพวกนายค่อยไปจัดสรรรางวัลภายในทีมกันเอง” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“คืนนี้ไม่ต้องนอนกันแล้วโว้ย!” เอ็ม 16 กล่าวก่อนจะรีบลุกพลวดขึ้นไปในทันที

“เอ็ม 16 จะรีบไปไหน? นายไม่รู้จักคำว่าเลดี้เฟิร์สเลยหรือไงหา!” โคลด์วิลโลว์ร้องตะโกนก่อนที่จะลุกขึ้นวิ่งตามไป

“ใจเย็น ๆ เดี๋ยวฉันจะช่วยเธอเอาคทานั่นมาให้ได้” บิทเทอร์เลิฟกล่าวหลังจากเห็นโอกาสได้ทำคะแนน

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปสิ” โคลด์วิลโลว์กล่าว

“ทุกคน! พวกเราไปฆ่ามอนสเตอร์กันเถอะ” โคลด์วิลโลว์โบกมือออกคำสั่งให้สมาชิกภายในทีมที่ยังไม่ออกไปพักเริ่มบุกตะลุยไล่ล่าสังหารมอนสเตอร์กันต่อ

“ฉิงชางขอโทษนะแต่คราวนี้คทาชิ้นนั้นมันต้องเป็นของทีมฉัน” บิทเทอร์เลิฟกล่าว

“ฉันก็ต้องขอโทษเหมือนกัน แต่คทานั่นมันต้องเป็นของพวกฉันโว้ย” ฉิงชางโต้กลับก่อนที่จะเรียกรวมพลทีมของตัวเองด้วยเหมือนกัน

ไป๋เหลิงกับเซี่ยหยู่เว่ยหันมามองหน้ากันก่อนที่พวกเขาจะต่างคนต่างวิ่งกลับไปนำทีมของตัวเอง ท้ายที่สุดถึงแม้ทั้งคู่จะไม่ใช่นักเวทไฟแต่ภายในทีมของพวกเขาก็มีนักเวทไฟอยู่ไม่น้อย ทุกคนจึงตั้งใจที่จะนำคทาชิ้นนี้มามอบให้เป็นของขวัญลูกน้องภายในทีมของตัวเอง

ในเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตารอบ ๆ ตัวของลู่หยางก็ไม่เหลือใครอีกต่อไป เขาจึงทำได้เพียงแต่ตะโกนเข้าไปในแชทกลุ่มว่า

“แข่งกันดี ๆ นะไม่ต้องทะเลาะกัน”

เช้าวันรุ่งขึ้นลู่หยางก็ยังไม่เข้าเกม เพราะเมื่อวันก่อนฮั่นจงกับหลู่จ้าวหยู่ได้ไปหาคนมาเพิ่มถึง 208 คนเรียบร้อยแล้ว ในฐานะของเจ้าของสตูดิโอลู่หยางจึงต้องมาทักทายทุกคนด้วยตัวเองพร้อมกับพาทุกคนไปยังหอพักที่เขาได้ซื้อมาใหม่

หอพักนี้เป็นหอพัก 3 ชั้นที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนนด้านนอกสุดของโรงงานเหล็กที่ถูกทิ้งร้าง บริเวณหน้าหอพักมีสนามบาสเกตบอลให้ทุกคนได้ออกกำลังกันตามสบาย และถึงแม้ตัวอาคารจะไม่ค่อยสูงแต่ในพื้นที่แต่ละชั้นก็มีห้องอยู่มากถึง 36 ห้อง

ลู่หยางได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ชั้น 1 ให้กลายเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ โดยการทุบผนังห้องเพื่อทำให้ทั่วทั้งพื้นที่กลายเป็นลานกว้างทั้งหมด หลังจากนั้นเขาก็ทำการตกแต่งง่าย ๆ และแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซนต่างประเภทของช่างภายในเกม ซึ่งประกอบไปด้วยช่างตีเหล็ก, ช่างตัดเย็บ, ช่างฟอกหนังและช่างอัญมณี

พื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3 ยังคงเป็นหอพักอยู่เช่นเดิม แต่ได้มีการแบ่งให้พื้นที่ชั้น 2 เป็นพื้นที่ของหอพักชายและพื้นที่ชั้น 3 เป็นพื้นที่ของหอพักหญิง

ท้ายที่สุดก่อนการรับสมัครพนักงานใหม่ในครั้งนี้ พวกเขาก็ปรึกษากันแล้วว่าทักษะการตัดเย็บและทักษะการฟอกหนังไม่ค่อยเหมาะกับผู้เล่นชายมากนัก พวกเขาจึงรับสมัครผู้หญิงที่มีทักษะการปักครอสติสมาทั้งหมด 80 คน

เพื่อบริหารจัดการสมาชิกรุ่นใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ลู่หยางจึงได้พาพวกฮั่นจงและสมาชิกอีกกว่า 60 คนที่ได้เข้ามาทำงานในก่อนหน้านี้มาอยู่ในหอพักแห่งใหม่ด้วย โดยฮั่นอิ่งรับผิดชอบดูแลพวกผู้หญิง ขณะที่เสี่ยวเหลียง, หลู่จ้าวหยู่และเฉินเฟิงคอยดูแลพื้นที่ในแต่ละโซนแล้วมีฮั่นจงคอยดูแลภาพรวมอีกที

หลังจากที่ทุกคนย้ายของเข้าหอพักใหม่เรียบร้อยแล้ว ลู่หยางก็ได้สั่งให้คนงานติดป้ายตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่เอาไว้บนกำแพงชั้นที่ 3 ว่า

สตูดิโอบลัดบราเธอร์

สัญลักษณ์ของสตูดิโอคือแขน 2 ข้างที่นำมาเกี่ยวกันเอาไว้จนแน่น ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความสามัคคีประดุจดั่งพวกเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

“ฉันเหมือนกับกำลังฝันไปเลยที่พวกเราสามารถเปิดบริษัทได้จากการเล่นเกมแบบนี้” ฮั่นจงพูดกับลู่หยางอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ตอนนี้ทุกอย่างมันยังเพิ่งเริ่มเองครับ ต่อไปพวกเราจะรับคนมามากขึ้น และสมาชิกภายในสตูดิโอของเราจะไม่ได้มีแต่ผู้เล่นสายอาชีพ แต่มันจะมีผู้เล่นสายแข่งขันเข้ามาอยู่ภายในสตูดิโอของพวกเราด้วย”

“ท้ายที่สุดเกม ๆ นี้มันก็จำเป็นจะต้องแย่งชิงทรัพยากรกันตลอดเวลา ดังนั้นพวกเราจะต้องพร้อมเข้าร่วมสงครามไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตาม” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับนึกถึงศูนย์บัญชาการของลิ่วเจียในชาติที่แล้วที่อีกฝ่ายมีอาคารขนาดใหญ่อยู่ถึง 3 หลังและอาคารแต่ละหลังสามารถรองรับผู้คนได้นับพันคน

“ฉันเชื่อว่านายทำได้ ในกลุ่มเด็ก ๆ ที่ฉันรับมาในครั้งนี้มีขอทานอยู่ด้วย 12 คน ถึงแม้พวกเขาจะอายุยังน้อยแต่พวกเขาก็มีความตั้งใจ ฉันเลยอยากจะลองฝึกฝนพวกเขาด้วยตัวเอง” ฮั่นจงกล่าว

ลู่หยางไม่เคยสนใจภูมิหลังของแต่ละคนมาก่อน เพราะเขาเชื่อใจในคนที่อาจารย์ได้รับสมัครมา อย่างไรก็ตามคำพูดของฮั่นจงมันก็ทำให้เขานึกสิ่งอื่นขึ้นมาได้ว่า

“อาจารย์ นี่คุณตัดสินใจจะอยู่กับพวกเราแล้วใช่ไหมครับ?”

“อือ” ฮั่นจงกล่าวพร้อมกับพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

ในฐานะทหารรับจ้างที่ต้องหลบหนีการไล่ล่ามาโดยตลอด ฮั่นจงจึงมาขอความช่วยเหลือโดยแทบที่จะไม่เหลือเงินติดตัวใด ๆ เลย แต่ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเขาและลูก ๆ จะมีความสุขได้ขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังสามารถหาเงินได้โดยไม่ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายเหมือนดังในอดีตอีกด้วย

นอกจากนี้พวกฮั่นอิ่งยังไม่เพียงแต่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในทุก ๆ วัน แต่ลู่หยางยังหาครูสอนพิเศษมาเพิ่มพูนความรู้ให้กับเด็ก ๆ เพื่อที่อย่างน้อยทุกคนจะได้มีความรู้ติดตัวเอาไว้บ้าง

นอกเหนือจากการแก้แค้นให้ภรรยา ฮั่นจงก็ไม่มีเป้าหมายจะทำอะไรอีก อย่างไรก็ตามจากคำแนะนำของลู่หยางตัวเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องลงมือแก้แค้นด้วยตัวเอง ดังนั้นแทนที่เขาจะต้องเสียเวลาหมกมุ่นกับการแก้แค้นสู้เขาเอาเวลามาคอยดูแลลูก ๆ ทั้ง 3 คนและหาเงินไปจ้างนักฆ่ามาแก้แค้นแทนภรรยาแบบนั้นมันก็ฟังดูโอเคเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้เองฮั่นจงจึงตัดสินใจทุ่มเทช่วยเหลือลู่หยางอย่างสุดความสามารถและเด็ก ๆ ทั้ง 12 คนที่เขาได้รับมาในครั้งนี้ก็ถือเป็นก้าวแรกในแผนการที่เขาได้วางเอาไว้

เย้ ๆ อาจารย์อยู่ด้วยกันน๊า แต่ท้าย ๆ นี่หมายถึงอะไรกันนแน่ ฮั่นจงรับอุปการะเด็กทีเดียว 12 คนเลยเหรอ?

จบบทที่ บทที่ 301 การตัดสินใจของฮั่นจง

คัดลอกลิงก์แล้ว