เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 162 รางวัลจากราชา

บทที่ 162 รางวัลจากราชา

บทที่ 162 รางวัลจากราชา


บทที่ 162 รางวัลจากราชา

สกายเดรสทรอยิงไฟร์

ประเภท เวทมนตร์ธาตุไฟ

มานาที่ต้องใช้ 50

เวลาร่าย ทันที

ระยะ 100 เมตร

รายละเอียด ปล่อยเพลิงสวรรค์ไปยังตำแหน่งเป้าหมายที่กำหนด หลังจากเวลาผ่านไป 2 วินาที เพลิงสวรรค์จะตกลงมาที่ตำแหน่งนั้นสร้างความเสียหาย 300 หน่วยให้กับเป้าหมายทั้งหมดในรัศมี 10 เมตร โดยความเสียหายจะถูกแบ่งเฉลี่ยให้กับเป้าหมายทั้งหมดในพื้นที่

ในชาติก่อนตอนที่สกิลนี้ถูกเปิดเผยออกมาใหม่ ๆ มันก็เป็นหนึ่งในสกิลที่ถูกผู้เล่นวิจารณ์อย่างหนัก ท้ายที่สุดการต้องรอให้สกิลแสดงผลถึง 2 วินาทีมันก็ถือว่าสกิลนี้เป็นสกิลที่เชื่องช้ามากเกินไป เพราะเวลา 2 วินาทีกว่าที่สกิลจะแสดงผลเป้าหมายก็คงจะวิ่งหนีไปไหนต่อไหนแล้ว

ต่อมาผู้เล่นก็ได้ค้นพบประโยชน์ของสกิลนี้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะนักเวทไฟชั้นยอดที่สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของศัตรูได้ล่วงหน้าทำให้สกิลนี้ถูกยกย่องขึ้นมากลายเป็นสกิลระดับเทพ

ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถในการใช้สกิลนี้ยังเป็นตัวชี้วัดว่านักเวทคนไหนคือนักเวทชั้นยอด และในชาติก่อนลู่หยางก็ชอบใช้สกิลนี้มากที่สุด

เมื่อศัตรูเหลือพลังชีวิตนิดเดียวและคิดว่าตัวเองสามารถหนีรอดออกจากระยะการโจมตีได้แล้ว พวกเขาก็จะไม่ทันระวังตัวและถูกเพลิงสวรรค์พุ่งลงมาสังหาร การได้ทำลายความหวังของศัตรูในช่วงเวลาแบบนั้นมันก็เป็นความรู้สึกดีที่เหนือเกินกว่าคำบรรยาย

ลู่หยางทำการเรียนรู้สกิลในทันทีและด้วยผลของหัวใจแห่งเทพอสูร มันจึงทำให้สกายเดรสทรอยิงไฟร์ถูกอัปเกรดเป็นเลเวล 2 โดยอัตโนมัติ พลังโจมตีพื้นฐานของเวทมนตร์จึงเพิ่มขึ้นเป็น 500 หน่วย และเมื่อได้รวมกับพลังโจมตีเวทของเขาแล้วสกิลนี้ก็สามารถสังหารผู้เล่นบางคนได้ในคราวเดียว

ชายหนุ่มเอาน้ำยาส่วนที่เหลือมาเก็บไว้ในกระเป๋า จากนั้นเขาก็รอจนคูลดาวน์ของสกิลวนกลับมาทั้งหมดแล้วทำการสังหารมอนสเตอร์ไปตลอดทั้งทาง

หลังกลับมายังเมืองซาโรสได้สำเร็จ ร่างของลู่หยางก็กลายเป็นสีแดงเพลิงเพราะสำหรับเขาแล้วมันก็ไม่มีที่ไหนปลอดภัยกว่าวิหารเทพอสูรอีกแล้ว

“ลูกพี่ พวกเราจะออกไปพักแล้วนะครับ” เสี่ยวเหลียงส่งข้อความมาหา

“ฉันก็กำลังจะออกพอดีเลย รอฉันแป๊บหนึ่งเดี๋ยวฉันไปช่วยจัดการเรื่องที่นอน” ลู่หยางตอบ

“โอเค ได้ครับ” เสี่ยวเหลียงตอบ

ลู่หยางกดคลิกออกจากเกม ซึ่งหลังจากรอสักครู่เขาก็ถอดหมวกเกมออกจากหัว

พวกเสี่ยวเหลียงก็กำลังถอดหมวกเกมออกด้วยเช่นกัน ระหว่างนั้นมู่ยี่ก็หันมามองลู่หยางก่อนที่จะกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้น

“พี่ลู่หยาง เกมนี้โคตรสนุกเลย!”

“แน่นอนอยู่แล้ว นี่มันคือเกมที่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของมนุษยชาติได้เลยนะ” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับลูบหัวน้องชายเบา ๆ

มู่ยี่พยักหน้ารับอย่างแรงและเขาก็เชื่อคำพูดของลู่หยางอย่างสนิทใจ

ลู่หยางพิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าและได้พบว่าตอนนี้บ้านของเขามันเริ่มจะคับแคบมากจนเกินไปแล้ว

“ฮั่นอิงกับมู่หยูไปนอนในห้องด้วยกัน ส่วนพวกเราพวกผู้ชายนอนกันบนพื้น ตอนนี้ทุกคนช่วยอดทนกันไปก่อนนะ หลังจากหาเงินได้พวกเราค่อยย้ายกันไปอยู่บ้านที่ใหญ่กว่านี้” ลู่หยางกล่าว

“ลูกพี่ ความจริงอยู่ด้วยกันแบบนี้มันก็อบอุ่นดีนะครับ” เสี่ยวเหลียงกล่าว

“ใช่ครับ อย่างน้อยการอยู่ที่นี่มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีบ้าน” ฮั่นเฟยกล่าว

เด็ก ๆ ไม่มีใครอยากจะแยกออกจากกัน เมื่อลู่หยางได้ฟังคำพูดของทุกคนมันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจ เพราะเมื่อก่อนเขาก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยเหมือนกัน ขอแค่ได้อยู่กับมิตรสหายที่ดีต่อกันแค่นั้นมันก็มีความสุขมากแล้ว

ความรู้สึกแบบนี้อาจจะเป็นความรู้สึกที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าอะไรคือมิตรภาพที่แท้จริง มีเพียงคนที่ได้สัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะรู้ว่าความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากแค่ไหน

“เอาล่ะเรื่องย้ายบ้านค่อยคุยกันวันหลัง ตอนนี้พวกเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเล่นเกมกันต่อ”

“ครับ/ค่ะ” ทุกคนตอบพร้อมกัน

หลังอาบน้ำแต่งตัวฮั่นอิงกับมู่หยูก็กลับเข้าไปในห้องอย่างมีความสุข ขณะที่พวกผู้ชายแบ่งกันนอนบนโซฟาและนอนบนพื้น

เช้าวันรุ่งขึ้นมู่ยี่ขยี้ตาตื่นนอนและพบว่าพวกลู่หยางที่นอนข้าง ๆ ไม่อยู่แล้ว เด็กหนุ่มจึงมองไปรอบ ๆ ก่อนที่จะเห็นทุกคนกำลังออกกำลังกายโดยมีฮั่นจงคอยให้คำแนะนำอยู่ใกล้ ๆ

“ทำไมพวกพี่ถึงมาออกกำลังกายกันหมดเลยครับ?” มู่ยี่เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับเอ่ยปากถาม

“น้องชายอยากจะเข้าร่วมกับพวกเราด้วยไหมล่ะ?” เสี่ยวเหลียงกล่าวและถึงแม้บนใบหน้าของเขามันจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่คำพูดของเขามันกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

“ได้ครับ” มู่ยี่ตอบโดยไม่ได้รู้เลยว่าการฝึกของพวกลู่หยางเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากแค่ไหน

“อาจารย์ช่วยดูมู่ยี่ให้หน่อยได้ไหมครับ ถ้าหากร่างกายเขาเหมาะสมก็ช่วยฝึกพิเศษให้กับเขาเลย” ลู่หยางกล่าว

ฮั่นจงสังเกตมู่ยี่อยู่สักพัก ก่อนที่เขาจะพูดว่า

“ร่างกายถือว่าสมส่วนดี เดี๋ยวฉันจะลองวางแผนการฝึกให้กับเขาก็แล้วกัน”

ฮั่นเฟยขยิบตาให้มู่ยี่พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า

“น้องชาย คราวนี้นายซวยแล้วล่ะ”

ตอนแรกมู่ยี่ยังไม่เข้าใจคำพูดของฮั่นเฟยมากนัก แต่เขาก็เข้าใจคำพูดนั้นหลังจากเวลาได้ผ่านพ้นไปเพียงแค่ไม่นาน เพราะการฝึกของฮั่นจงมีความเข้มงวดมาก นอกจากนี้เนื่องมาจากเขามีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรง การฝึกจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

หลังออกกำลังกายกันจนเสร็จทุกคนก็อาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะสวมหมวกเพื่อกลับเข้าไปภายในเกม

ลู่หยางลงไปเคลียร์ดันเจียนวิหารออสมานอีกหนึ่งรอบ ก่อนที่จะกลับไปยังเมืองเซนต์กอลล์และได้พบว่าเมืองหลวงที่เคยคึกคักในวันนี้กลับมีบรรยากาศที่ตึงเครียด

ผู้คนบนท้องถนนต่างก็กำลังเดินอย่างเร่งรีบราวกับว่ามันกำลังมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญเกิดขึ้น

ลู่หยางไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้ เขาจึงถือสัญลักษณ์ของหัวหน้าเผ่าเดินทางไปยังห้องโถงของพระราชา

ภายในห้องโถงของพระราชาถูกปูด้วยพรมสีแดงกลางห้องโถงและมีขุนนางยืนเรียงรายกันสองข้างทาง โดยในปัจจุบันกษัตริย์แห่งเมืองเซนต์กอลล์กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์และปรึกษากับเหล่าบรรดาขุนนางที่อยู่ด้านล่าง

“เราต้องส่งกองกำลังไปทำลายกลุ่มใต้ดินของพิกก์ให้ได้ เราไม่ควรปล่อยให้มันขยายอิทธิพลอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นสักวันหนึ่งพวกมันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามสำหรับเรา” แม่ทัพลูบิสกล่าว

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เห็นด้วยกับสงครามในครั้งนี้ แต่พิกก์อยู่ห่างไกลจากพวกเรามาก การส่งกองกำลังไปที่นั่นไม่ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดเลย นอกจากนี้กองกำลังของพิกก์ยังมีความแข็งแกร่งสูงมาก บางทีพวกเราอาจจะยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้” เสนาธิบดีกล่าว

“ถ้างั้นเราก็ส่งกองทัพศักดิ์สิทธิ์ไปสิ” แม่ทัพลูบิสกล่าว

“ไม่ได้ กองทัพศักดิ์สิทธิ์จะต้องคอยปกป้องวิหารศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น เราจะไม่ส่งพวกเขาไปยุ่งกับเรื่องอื่นเป็นอันขาด” นักบวชชุดขาวขลิบทองกล่าว

“แล้วพวกเราจะปล่อยให้พวกมันขยายอำนาจไปเรื่อย ๆ งั้นเหรอ? หากพวกมันแข็งแกร่งขึ้นแล้วเราจะอธิบายกับประชาชนว่ายังไง” แม่ทัพลูบิสกล่าวอย่างโกรธเคือง

เหล่าบรรดาขุนนางทำได้เพียงแค่ส่ายหน้า ขณะที่ราชากอลล์ยังคงแสดงสีหน้าอย่างกังวล เมื่อลู่หยางเห็นการเจรจามาถึงทางตันเขาก็ตัดสินใจแสดงตัวในทันที

“นักเวทฝึกหัด? นายมาทำอะไรที่นี่” แม่ทัพลูบิสหันไปแสดงความโกรธใส่ลู่หยาง

ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ซึ่งในตอนแรกเขาไม่รู้ว่าจะทำภารกิจนี้อย่างไร แต่สถานการณ์ในปัจจุบันมันก็ทำให้เขาเริ่มมั่นใจขึ้นมาแล้ว

“ผมได้สังหารพิกก์ลงไปแล้วและนี่ก็คือป้ายประจำตัวของเขา ต่อจากนี้ไปเผ่าพันธุ์ของเขาย่อมไม่สามารถคุกคามพวกเราได้เป็นเวลานาน” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับหยิบสัญลักษณ์ของหัวหน้าเผ่าออกมาจากกระเป๋า

แม่ทัพลูบิสวิ่งเข้ามาหาลู่หยางอย่างตื่นเต้น ก่อนที่เขาจะหยิบสัญลักษณ์ของหัวหน้าเผ่าไปทำการตรวจสอบ

“นี่มันเป็นของจริง” แม่ทัพลูบิสกล่าวพร้อมกับหัวเราะ

แววตาของราชากอลล์เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่เขาจะพูดว่า

“นักเวทฝึกหัด นายชื่อว่าอะไรแล้วนายทำเรื่องนี้สำเร็จได้ยังไง?”

“ผมชื่อลู่หยางครับ…” ลู่หยางเริ่มเล่าเรื่องการสังหารพิกก์ให้ราชากอลล์ฟังอย่างละเอียด

ราชากอลล์พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ก่อนที่เขาจะเริ่มเอ่ยคำชมเชย

“คราวนี้นายได้ช่วยพวกเราจัดการกับภัยคุกคามที่ร้ายแรงเพื่อเป็นการตอบแทนนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป นายสามารถเข้ามาซื้อของจากเจ้าหน้าที่คลังแสงของราชสำนักได้ตลอดเวลา”

ระบบ: คุณได้ทำการส่งมอบสัญลักษณ์ของหัวหน้าเผ่า ได้รับค่าชื่อเสียงจากเมืองเซนต์กอลล์ 300 หน่วย

คุณปลดล็อคฉายาซิลเวอร์แฮนด์

จบบทที่ บทที่ 162 รางวัลจากราชา

คัดลอกลิงก์แล้ว