เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 90 หนี้บุญคุณในชาติก่อน

บทที่ 90 หนี้บุญคุณในชาติก่อน

บทที่ 90 หนี้บุญคุณในชาติก่อน


บทที่ 90 หนี้บุญคุณในชาติก่อน

เพียงแค่ 1 นาทีนักเวทไฟภายในทีมก็สามารถสร้างความเสียหายไปได้แล้วมากกว่า 60,000 หน่วย และนี่ก็ยังเป็นผลลัพธ์จากการที่ลู่หยางสั่งให้นักเวทภายในทีมชะลอความเร็วในการโจมตีลง เพราะกลัวว่านักเวทจะสร้างความเกลียดชังจากบอสมากจนเกินไป

“แค่มีลู่หยางอยู่ด้วยการตีบอสมันก็กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ เฉยเลย” ลั่วซืออวี่พูดด้วยสีหน้าสบาย ๆ

“ใช่ มันง่ายกว่าตอนที่เราตีกันเองเยอะเลย” ซิลเวอร์ไลท์แดนซ์พูดเสริม

ระหว่างที่หญิงสาวทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ลูกไฟของซิลเวอร์ไลท์แดนซ์ก็บังเอิญสร้างความเสียหายติดคริติคอล

-526

“โอ้โห” ชิงเฟิงอุทานอย่างตกใจก่อนจะรีบใช้สกิลดึงความเกลียดชังของบอสกลับมาในทันที และในตอนนี้การพยายามควบคุมความเกลียดชังของบอสให้มุ่งเป้ามาที่เขาก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

“ทุกคนเบา ๆ มือกันหน่อย ฉันเกือบจะดึงบอสเอาไว้ไม่ไหวแล้ว” ชิงเฟิงตะโกนโหยหวนเพราะถึงแม้สำหรับคนอื่นการสู้บอสในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ แต่สำหรับตัวตัวแทงค์อย่างเขา มันกลับดูคล้ายกับการตกนรกทั้งเป็น

“ขอโทษค่ะ” ซิลเวอร์ไลท์แดนซ์แลบลิ้นออกมาอย่างซุกซน ท้ายที่สุดอัตราคริติคอลของเธอก็ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ ความเสียหายที่สร้างขึ้นมามันจึงเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ

“เรื่องนี้มันก็เป็นเพราะลู่หยางนั่นแหละ สกิลของเขาสร้างความเสียหายได้มากเกินไป แค่มีเขาอยู่มันก็ทำให้พวกเราเหมือนกับไม่มีความหมายเลย” ลั่วซืออวี่กล่าวพร้อมกับทำแก้มป่อง

นักเวทคนอื่น ๆ ต่างก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย และถึงแม้ว่าบอสที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่จะเป็นบอสในดันเจียนระดับอีปิค แต่ลู่หยางกลับทำให้อีกฝ่ายดูไม่แตกต่างไปจากบอสในดันเจียระดับปกติเลย

ชายหนุ่มทำได้เพียงเผยรอยยิ้มออกไปเป็นคำตอบเท่านั้น และการจะสร้างความเสียหายได้สูงถึงระดับนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเลียนแบบกันได้ง่าย ๆ เลย โชคดีที่เขามีหัวใจแห่งเทพอสูรที่ทำให้สกิลธาตุไฟทุกสกิลมีเลเวลเพิ่มขึ้น 1 เลเวล ประกอบกับสกิลคอมบัสชันเลเวล 2 ที่สามารถเพิ่มโบนัสความเสียหายธาตุไฟได้อีก 150 หน่วย ซึ่งสำหรับนักเวทไฟช่วงต้นเกมแล้วความเสียหายที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ถือว่าเป็นความเสียหายที่สูงมาก

“เอ๊ะ? ทำไมทั้ง ๆ ที่ลู่หยางสร้างความเสียหายได้มากกว่า 500 ตลอด แต่เขากลับไม่ดึงดูดความเกลียดชังของบอสเข้ามาเลย เขาใส่อุปกรณ์อะไรที่ลดความเกลียดชังเอาไว้กันแน่ ทำไมมันดูไม่เหมือนมีอุปกรณ์ไหนช่วยลดความเกลียดชังได้เลย?” ลั่วซืออวี่ถามอีกครั้ง

ลู่หยางไม่มีทางเปิดเผยความลับเรื่องนี้ออกไปง่าย ๆ เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ทีมของเขาสามารถพัฒนาแซงหน้าทีมของกิลด์อื่น ๆ

“ความลับ” ลู่หยางตอบ

“โห่” ลั่วซืออวี่และซิลเวอร์ไลท์แดนซ์ต่างก็ทำหน้างอขึ้นมาพร้อมกัน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ลู่หยางไม่ยอมหลงกลความงดงามของพวกเธอ

“ตอนนี้พลังชีวิตของบอสเหลืออยู่น้อยกว่า 20,000 แล้ว นักเวททุกคนหยุดโจมตี 10 วินาทีรอให้ความเกลียดชังของบอสนิ่งก่อนแล้วค่อยเริ่มโจมตีกันอีกครั้ง”

บารอนแคนท์มีจุดเด่นทางด้านพลังโจมตี ซึ่งนอกเหนือจากลู่หยางก็ไม่มีนักเวทคนไหนสามารถรับการโจมตีของบอสเข้าไปได้แม้แต่ครั้งเดียว หากความเกลียดชังของบอสถูกเบี่ยงเบนไปที่กลุ่มนักเวท ในเวลานั้นนักเวททุกคนก็อาจจะถูกสังหารลงไปในพริบตา

พวกลั่วซืออวี่รู้ความเสี่ยงข้อนี้เป็นอย่างดี พวกเธอจึงหยุดรอ 10 วินาทีก่อนที่จะเริ่มโจมตีอีกครั้ง

ขณะเดียวกันชิงเฟิงก็มีเวลาได้พักหายใจ 10 วินาทีจนทำให้เขาสามารถดึงความเกลียดชังของบอสเข้ามาได้อย่างมั่นคง และในตอนนี้ถึงแม้ซิลเวอร์ไลท์แดนซ์จะสร้างความเสียหายคริติคอลได้สองครั้งติดต่อกัน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความเกลียดชังของบอสถูกดึงออกจากเขาไป

ลู่หยางโจมตีอย่างสบาย ๆ ซึ่งหลังจากที่เวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นาน พวกเขาก็สามารถฆ่าบอสได้สำเร็จ โดยสิ่งที่บอสดรอปลงมานั่นก็คือมีดสั้นระดับเงินเลเวล 5 จำนวน 1 ชิ้น

“มีดเล่มนี้จะให้ใครดี?” ลู่หยางถาม

“ผม ๆ”

“ฉัน ๆ”

ผู้เล่นอาชีพโจรทุกคนต่างก็รีบชูมือกันอย่างจ้าละหวั่น

“นี่คือฮิดเดนเบลดเป็นผู้อาวุโสภายในกิลด์ของเรา” ฉือมู่กล่าวแนะนำ

ลู่หยางรู้จักชายคนนี้เป็นอย่างดี เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงหนึ่งในผู้ก่อตั้งพร้อม ๆ กับฉือมู่ และเขาก็ก็ยังเป็นชายชราที่เกิดในยุค 80 อีกด้วย

“ฉันเลเวล 7 แล้วในที่สุดฉันก็จะมีอาวุธระดับเงินเลเวล 5 ใช้สักที” ฮิดเดนเบลดกล่าวอย่างตื่นเต้น

ลู่หยางยิ้มก่อนจะมอบอาวุธให้กับฮิดเดนเบลดและกล่าวว่า

“ทุกคนพักกันก่อน เดี๋ยวพวกเราค่อยเดินทางกันต่อ”

หลังจากพักได้ 2 นาทีสมาชิกภายในทีมก็เดินทางกันอีกครั้ง และเมื่อเทียบกับดันเจียนระดับเอ็กซ์เพิร์ท มอนสเตอร์ในดันเจียนระดับอีปิคก็แค่พลังชีวิตเยอะขึ้นแต่ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

ลู่หยางตั้งใจไม่สั่งการสมาชิกภายในทีมมากเกินไป โดยให้สมาชิกภายในทีมทำการโจมตีเหมือนกับในตอนที่พวกเขาลงดันเจียนในระดับเอ็กซ์เพิร์ท ซึ่งการทำแบบนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัยว่าเขาไม่เคยมีประสบการณ์ผ่านดันเจียนแห่งนี้มาก่อน

ลั่วซืออวี่, ซิลเวอร์วูฟและคนอื่น ๆ คอยสังเกตลู่หยางตลอดทาง ท้ายที่สุดพวกเขาก็คือผู้เชี่ยวชาญที่มีความทะนงตัว การที่ลู่หยางช่วยพวกเขาผ่านดันเจี้ยนยิ่งกระตุ้นความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะ และพวกเขาก็คิดแค่ว่าชายหนุ่มมีอุปกรณ์กับสกิลที่ดีกว่าตัวเองเท่านั้น แต่ทางด้านฝีมือพวกเขาไม่ได้มีอะไรด้อยกว่าเลย

หลังจากเดินผ่านประตูขนาดใหญ่ของประสาทรัตติกาลนิรันดร์ ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับพ่อบ้านอัลเฟร็ดภายในห้องโถงขนาดใหญ่

อัลเฟร็ด

เลเวล 10

พลังชีวิต 80,000/80,000

อัลเฟร็ดมีหนวดเคราเต็มใบหน้า, ร่างกายมีขนาดสูงใหญ่มากกว่า 2 เมตร ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นรองแม่ทัพภายในกองทัพของดยุกยูริส ซึ่งอาวุธภายในมือของเขาคือค้อนคู่ และถึงแม้ว่าเขาจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอันเดดแต่รูปลักษณ์ภายนอกของอัลเฟร็ดก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยรวมเขายังคงดูเหมือนพ่อบ้านผู้สูงศักดิ์อยู่เช่นเดิมมีเพียงแต่ผิวหนังที่ดำคล้ำขึ้นจากเดิมเล็กน้อย

“อาจารย์ ในตอนที่พวกเราลงดันเจียนระดับเอ็กซ์เพิร์ทพวกเราก็เกือบจะแพ้ให้กับอัลเฟร็ดมาครั้งหนึ่งแล้ว บอสตัวนี้มีสกิล 4 แบบ สกิลแรกคือการเพิ่มความเสียหาย 100% และลดประสิทธิภาพในการฟื้นฟูของเป้าหมายลง 50%”

“สกิลที่ 2 คือการอัญเชิญวิญญาณรับใช้ ซึ่งวิญญาณรับใช้พวกนี้จะไม่สนใจสกิลดึงดูดของผมเลยแม้แต่น้อย หากเราไม่รีบกำจัดพวกมันลงไปจำนวนของพวกมันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และพวกมันก็ยังมีพลังโจมตีสูงมากถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสกิลที่น่ารำคาญมากเลยทีเดียว”

“สกิลที่ 3 คือการปล่อยพิษแบบสุ่มเข้าใส่ผู้เล่นคนหนึ่งในรัศมี คนที่ติดพิษจะเสียเลือดวินาทีละ 80 หน่วยเป็นเวลา 5 วินาที ยิ่งไปกว่านั้นมันยังปล่อยสกิลนี้ควบคู่กับสกิลแรกทำให้นักบวชภายในทีมทำงานได้ลำบากมาก เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าควรจะโฟกัสการฮีลไปที่ใครก่อนดี”

“สกิลที่ 4 คือการฮีลตัวเอง ซึ่งทุกครั้งที่บอสเสียเลือดเกิน 10% มันจะใช้สกิลฮีลตัวเองขึ้นมา 1 ครั้ง” ชิงเฟิงอธิบายความยากลำบากที่พวกเขาได้เผชิญหน้ากับบอสในครั้งก่อน

“สิ่งที่ยากที่สุดในการเผชิญหน้ากับบอสตัวนี้คือสกิลปล่อยพิษ ตอนนี้พวกเราลงดันเจียนระดับอีปิค พิษของมันน่าจะทำให้เราเสียเลือดประมาณวินาทีละ 120 หน่วย ด้วยการฟื้นฟูจากนักบวชภายในทีมของเราตอนนี้มันก็อาจจะยังไม่เพียงพอ พวกเราควรจะเปลี่ยนนักบวชเข้ามาภายในทีมเพิ่มดีไหม?” ฉือมู่ถาม

พลังเวทของนักบวชภายในทีมอยู่ที่ประมาณ 70 หน่วยและถึงแม้มันจะรวมกับพลังเวทพื้นฐานของสกิลฮีลแล้ว แต่พวกเขาก็สามารถใช้สกิลฟื้นฟูได้ครั้งละประมาณ 90 หน่วยเท่านั้น อย่างไรก็ตามการโจมตีด้วยค้อนคู่ของอัลเฟร็ดสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่า 400 หน่วย ซึ่งมันก็หมายความว่านักบวชจำเป็นจะต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดไปด้วยการรักษาชิงเฟิง เพื่อไม่ให้ตัวแทงค์ของพวกเขาเสียชีวิตลง

อย่างไรก็ตามหากในระหว่างนั้นอัลเฟร็ดใช้สกิลปล่อยพิษออกมา ผู้เล่นที่ไม่ใช่อาชีพสายป้องกันคนอื่น ๆ ก็จะต้องเสียชีวิตลงไปอย่างแน่นอน

หากเป็นก่อนหน้านี้พวกเขาก็คงจะไม่กล้าแตะต้องบอสตัวนี้เลย เพราะถ้าหากนักบวชภายในทีมน้อยเกินไป พวกเขาก็จะไม่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตของสมาชิกภายในทีมได้ทัน อย่างไรก็ตามการเพิ่มนักบวชเข้ามาเป็นจำนวนมากก็หมายถึงการนำผู้เล่นสายโจมตีออกไป และถ้าหากว่าความเสียหายที่พวกเขาทำได้มีไม่มากพอ มันก็หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถฆ่าบอสได้เหมือนกัน

แต่ในตอนนี้พวกเขามีนักเวทที่สามารถสร้างความเสียหายได้สูงมากอย่างลู่หยางอยู่ในทีมแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถสับเปลี่ยนผู้เล่นบางส่วนเพื่อนำนักบวชเข้ามาเพิ่มได้

ลั่วซืออวี่และซิลเวอร์ไลท์แดนซ์ต่างก็แสดงสีหน้าลำบากใจ แต่พวกเธอก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีเพียงแค่พวกเธอไม่อยากให้ลูกน้องของตัวเองถูกเปลี่ยนตัวออกไป

“ไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนตัวหรอก ผมก็มีสกิลฮีลเหมือนกัน” ลู่หยางกล่าว

“หา? นายฮีลได้ด้วยเหรอ?” ลั่วซืออวี่ถามอย่างประหลาดใจ และแน่นอนว่าสมาชิกคนอื่น ๆ ภายในทีมก็กำลังมองไปที่ลู่หยางอย่างไม่อยากจะเชื่อด้วยเช่นกัน

“น้องชายถามจริง ๆ เถอะว่านายได้อาชีพลับมาหรือเปล่า?” ฉือมู่ถาม

“ไม่ใช่ครับ”

“แล้วทำไมคุณถึงมีสกิลฮีลได้ล่ะ?” หัวหน้านักบวชที่มีชื่อว่าดิสพลินถาม

ลู่หยางยักไหล่ ก่อนที่เขาจะยกนิ้วที่สวมแหวนขึ้นมาโชว์

“ลูกน้องคนหนึ่งให้แหวนวงนี้ผมมา มันทำให้ผมสามารถใช้สกิลฮีลเลเวล 1 ได้ ตอนนี้ผมมีพลังเวทอยู่ 247 หน่วย เอาเป็นว่าผมคอยดูแลตัวแทงค์คนเดียวก็น่าจะได้นะ”

ทุกคน: “...”

พวกซิลเวอร์วูฟแทบที่จะกระอักเลือดออกมาจากปาก เมื่อได้ยินว่านักเวทคนนี้มีพลังเวทสูงถึง 247 หน่วย

นี่พวกเขายังเล่นเกมเดียวกันอยู่ไหม?

“อาจารย์บอกพวกเราหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณถึงมีพลังเวทสูงขนาดนั้น?” ลั่วซืออวี่เดินเข้ามาถามด้วยแววตาอันออดอ้อน

ซิลเวอร์ไลท์แดนซ์และผู้เล่นสายเวทคนอื่น ๆ ก็กำลังรอฟังคำตอบจากลู่หยางด้วยเช่นกัน

“มันเกี่ยวกับภารกิจลับที่ผมบังเอิญได้รับมา” ลู่หยางตอบพร้อมกับเผยรอยยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก

“ภารกิจลับ?” ทุกคนต่างก็อุทานด้วยดวงตาอันเป็นประกาย เพราะการพูดถึงภารกิจลับมันก็มักจะตามมาด้วยของรางวัลมหาศาล

“ใช่ ผมได้ภารกิจรับจากผู้อาวุโสคนหนึ่งภายในเมือง คุณตาคนนั้นบอกว่าผมต้องห้ามบอกความลับกับคนที่ชื่อว่าลั่วซืออวี่อย่างเด็ดขาด” ลู่หยางกล่าวด้วยท่าทางที่จริงจัง

“...” ทุกคนอึ้ง

ลั่วซืออวี่รู้สึกอับอายจนหน้าแดง ก่อนที่เธอจะจ้องมองไปยังลู่หยางด้วยความไม่พอใจ

“นี่นายกล้าหลอกฉันงั้นเหรอ!”

ทุกคนต่างก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาอย่างสนุกสนาน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นลั่วซืออวี่แสดงปฏิกิริยาแบบนี้ ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเธอกำลังโกรธอยู่จริง ๆ

ลู่หยางส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เขาจะแอบส่งข้อความไปหาหญิงสาว

เมื่อลั่วซืออวี่ได้เห็นข้อความจากลู่หยาง เธอก็แสดงท่าทางมึนงงออกมาชั่วขณะก่อนที่เธอจะพูดว่า

“ช่างเถอะ! วันนี้ฉันไม่เอาเรื่องกับนายก็ได้”

เหตุการณ์นี้ทำให้พวกชิงเฟิงค่อนข้างที่จะแปลกใจ เพราะโดยปกติลั่วซืออวี่ขึ้นชื่อเรื่องความซุกซนและความเจ้าเล่ห์ แต่ในตอนนี้ทั้ง ๆ ที่เธอโดนแกล้งแต่เธอกลับเลือกที่จะไม่ตอบโต้

“อาจารย์ คุณนี่เป็นไอดอลของผมจริง ๆ คุณทำแบบนี้ได้ยังไง” ชิงเฟิงถาม

“สาวสวยมักจะใจกว้างเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว พวกเราไปตีมอนสเตอร์ต่อกันเถอะ” ลู่หยางพูดเปลี่ยนเรื่อง

ความจริงแล้วลู่หยางแอบบอกวิธีผ่านภารกิจลับให้กับลั่วซืออวี่ ซึ่งภารกิจนั้นมีของรางวัลล้ำค่ามากพอสมควร ท้ายที่สุดในชาติก่อนแม้หญิงสาวคนนี้จะอยู่ภายใต้คำสั่งของฉือมู่ แต่เธอก็เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ลู่หยางเอาไว้และแน่นอนว่าเธอก็เคยแกล้งลู่หยางเอาไว้ด้วยเช่นกัน

สาเหตุที่ชายหนุ่มระวังลั่วซืออวี่ก็เพราะว่าในครั้งนั้นเขาถูกเธอแกล้งจนหงุดหงิด การแกล้งเธอกลับในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการแก้แค้นกับตัวเธอในชาติก่อน ส่วนการบอกภารกิจลับก็ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เธอเคยหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้กับเขา

เต๊าะสาวเก่งจริง ๆ พ่อคู๊ณณณณ

จบบทที่ บทที่ 90 หนี้บุญคุณในชาติก่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว