- หน้าแรก
- ชีวิตสงบหลังเกษียณของประมุขมาร?!!
- บทที่ 99 การเปลี่ยนแปลงวิธีการ
บทที่ 99 การเปลี่ยนแปลงวิธีการ
บทที่ 99 การเปลี่ยนแปลงวิธีการ
สองสิงห์/ผู้แปล
เมื่อเห็นเทพสืบนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น อาจี๋ก็ขมวดคิ้ว
เขาหันไปมองหวังเย่พลางเอ่ยว่า
"เทพสืบยังไม่ตื่นหรือ?"
"ยังไม่ตื่น!" เมื่อได้ยินคำถาม หวังเย่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า
"เขานอนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ตื่นมาเลย..."
"เทพสืบคนนี้ก็ไม่เก่งเท่าไหร่นี่นา!" เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเย่ อาจี๋ก็เอ่ยขึ้นว่า
"ถูกอวิ๋นถิงซัดจนสลบไปเหมือนกัน แต่ทำไมเฉินชงกับเด็กน้อยตื่นกันหมดแล้ว แต่เขากลับยังนอนตายอยู่ตรงนี้?"
"ไอ้อาจี๋ เจ้านี่มันกินหญ้าคาเข้าไปรึไง พูดจามันเหลวไหลไร้สาระ!"
เมื่ออาจี๋พูดออกมาเช่นนั้น เฉินชงที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า
"เขาต่อสู้กับอวิ๋นถิงอย่างหนักหน่วงมาตั้งนาน สภาพของเขาย่อมสาหัสกว่าพวกเรา หมดสติไปนานก็เป็นเรื่องธรรมดา..."
"ใครจะเหมือนเจ้าล่ะ ใช้แรงไปไม่มาก พอหลับตาปุ๊บก็สลบไปนานกว่าพวกข้าเสียอีก..."
"เฮ้ย!"
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินชง อาจี๋ก็เอ่ยขึ้นว่า
"ข้าสงสัยจริงๆ ว่าทำไมไอ้เฉินชงมันนี่ชอบพูดจาทำเรื่องหมั่นไส้นัก เหมือนเอาเกลือมาโรยแผล ยิ่งฟังยิ่งแสบ ยิ่งได้ยินยิ่งทนไม่ไหว!"
"เจ้าเข้าข้างใครกันแน่ห๊ะ?"
"เจ้าลืมเรื่องที่เขาสงสัยว่าเจ้าใช้มีดทำครัวฆ่าคนไปแล้วเหรอ?"
"นั่นมันคนละเรื่องกัน อย่าเอามาปนกัน" เฉินชงมองอาจี๋พลางกล่าวว่า
"ตอนที่อวิ๋นถิงบุกมายังไงเขาก็ออกมาสู้ให้พวกเรา เราไม่ควรทำเช่นนี้"
"เอาละ เอาละ..." เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หวังเย่โบกมือแล้วกล่าวว่า
"อย่าเถียงกันไปมาเลยน่า!"
"อาจี๋กับเฉินชง พวกเจ้าสองคนช่วยกันหามเทพสืบไปพักในห้องซะ!"
"อย่านะ!"
ทันใดนั้น อาจี๋ก็ร้องตะโกนขึ้นมา
"อย่าอะไร?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเย่ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
"เจ้าจะทิ้งให้เทพสืบนอนอยู่บนพื้นแบบนี้เลยเหรอ?"
"ไม่ใช่ ไอ้เฒ่าขี้งก..."
อาจี๋มองหวังเย่ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้า
"ท่านไม่อยากรู้หรือว่าเทพสืบจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ถ้าเจอกับสถานการณ์เมื่อกี้?"
!!!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่เคยคิดเลย ว่าไอ้หมอนี่กล้าที่จะเล่นลูกไม้กับเทพสืบ
"ฟังดูไม่เลวเลยนะ..." เมื่อได้ยินคำพูดของอาจี๋ หวังเย่ลูบคางแล้วกล่าวว่า
"แต่ว่า แบบนี้มันจะเหมาะสมหรือ?"
"ถึงยังไงเขาก็ช่วยเราสู้กับอวิ๋นถิง..." พูดพลางหวังเย่ก็หันไปมองเฉินชง
"เฉินชง เจ้าว่าไง?"
"จริงๆ แล้ว..."
เมื่อเห็นหวังเย่หันมามอง เฉินชงก็เบือนหน้าไปมองเทพสืบที่นอนอยู่บนพื้นแล้วกล่าวว่า
"หลังการต่อสู้ที่ดุเดือด มีบรรยากาศสนุกๆ สักหน่อยก็ไม่เสียหาย..."
"เห็นไหม เห็นไหม ข้าว่าแล้วเชียว!"
ก่อนที่เฉินชงจะพูดจบ อาจี๋ก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"ไอ้เฉินชงมันทำเป็นหน้าซื่อ แต่ใจคด ความจริงแล้วมีแต่ความร้ายกาจซ่อนไว้ในใจ เต็มไปด้วยแผนการชั่วร้าย!"
"ข้า..."
เมื่อได้ยินคำพูดของอาจี๋ สีหน้าของเฉินชงก็เปลี่ยนไป เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
"เอาละ เมื่อตัดสินใจแล้วก็อย่าเสียเวลา!"
หวังเย่เอ่ยขึ้นว่า
"เทพสืบมีความละเอียดอ่อนและสังเกตการณ์เฉียบคม วิธีการหลอกอาจี๋เมื่อกี้คงใช้ไม่ได้แน่ เราต้องเปลี่ยนวิธีการ..."
"เปลี่ยนอย่างไร?"
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเย่ ทุกคนก็ตั้งใจฟังทันที
"เริ่มจากรายละเอียดก่อน..."
หวังเย่ครุ่นคิดสักครู่แล้วกล่าวว่า
"อาจี๋ เจ้าไปถอดสลักประตูออก แล้วเปิดประตูทิ้งไว้..."
......
ในความมืดมัว เทพสืบถูกปลุกให้ตื่นโดยสายลมเย็น
เขาพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรงราวกับพลังทั้งหมดถูกดูดออกไป
การปะทะกับอวิ๋นถิงอย่างดุเดือดทำให้แม้แต่กระบี่ดูดวิญญาณในมือ ยังถูกฟันขาดเป็นสองท่อน
ในสภาพเช่นนี้ การที่ร่างกายอ่อนแรงก็เป็นเรื่องปกติ...
เมื่อค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เทพสืบพบว่าประตูใหญ่ด้านข้างเปิดอ้าออกกว้าง
เมฆทะมึนบนท้องฟ้าสลายไปแล้ว แสงจันทร์อันหนาวเย็นสาดส่องเข้ามาจากภายนอก มองดูแล้วหนาวเหน็บราวกับน้ำค้างแข็ง
"ที่นี่... คือโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวหรือ?"
อาศัยแสงจันทร์อันหนาวเย็นนี้ เทพสืบมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน
ตรงหน้าคือห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลว แต่ไม่มีเสียงใดๆ เลย เงียบสงัดผิดปกติ
"ข้าไม่ใช่โดนอวิ๋นถิงซัดจนสลบไปหรอกหรือ?"
เมื่อเห็นโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวตรงหน้า เทพสืบสูดลมหายใจลึก ในหัวความคิดกลับยุ่งเหยิงอย่างยิ่ง
"เหตุใดข้าจึงมานอนอยู่ตรงนี้?"
"อวิ๋นถิงพ่ายแพ้หนีไปแล้ว และเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นคนพาข้าเข้ามาที่นี่กระนั้นหรือ?"
"แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุใดถึงมีเพียงข้าคนเดียว?"
คิดมาถึงตรงนี้ เทพสืบก็เอ่ยออกมา
"เถ้าแก่หวัง?"
คำพูดนี้ดังก้องไปทั่วโรงเตี๊ยม แต่กลับไม่มีการตอบรับใดๆ เห็นเช่นนี้ เทพสืบก็หรี่ตาลง แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เมื่อเกิดเรื่องผิดปกติย่อมต้องมีเบื้องหลัง เกิดเหตุการณ์บางอย่างแน่นอน
โดยสัญชาตญาณ เทพสืบควานหาอาวุธที่ด้านหลัง แต่กลับพบว่าว่างเปล่า
ใช่แล้ว กระบี่ดูดวิญญาณถูกอวิ๋นถิงฟันขาดไปแล้ว จึงไม่อยู่กับตัว
พร้อมกันนั้น เขาก็ลูบเชือกเหล็กมังกรที่เอว
ผลปรากฏว่าแค่สัมผัสก็ทำให้ร่างของเทพสืบแข็งค้างไป
เพราะเขาพบว่าเชือกเหล็กมังกรที่เอวหายไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่เสื้อผ้าบนร่างก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าธรรมดา!
เกิดอะไรขึ้น!?
เมื่อรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติทั้งหมดนี้ ดวงตาของเทพสืบเบิกกว้าง เขามองไปรอบๆ เขาก็พบว่าไม่ไกลจากตัวเขา มีคนสี่คนนอนแน่นิ่งอยู่!
คนทั้งสี่คนนี้ก็คือหวังเย่และคนอื่นๆ!
ยามนี้แสงจันทร์เย็นยะเยือก ราตรีหนาวเย็นดุจสายน้ำ การเห็นภาพเช่นนี้โดยไม่ทันตั้งตัว แม้แต่เทพสืบเองก็อดตกใจไม่ได้
"เถ้าแก่หวัง?!" เทพสืบร้องเรียก
แต่คำตอบที่ได้รับยังคงเป็นความเงียบงัน
"อาจี๋? คุณหนูไป๋? เฉินชง?"
เมื่อเห็นว่าหวังเย่ไม่ตอบ เทพสืบก็เรียกคนอื่นต่อ แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ
หรือว่า...
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เทพสืบสะท้านใจ เขาก็ค่อยๆ เข้าไปใกล้ทั้งสี่คน
ในตอนนี้ เทพสืบจึงเห็นรูปร่างของทุกคนอย่างชัดเจน
ทั้งสี่คนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับคนตาย
เทพสืบ ค่อยๆยื่นมือไปแตะที่ลำคออาจี๋ เขาต้องการดูว่าอาจี๋ยังมีชีพจรอยู่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่มือของเขากำลังจะสัมผัสอาจี๋ ดวงตาของอาจี๋ก็เบิกโพลงขึ้นมาทันที!
ตามมาด้วย ร่างของอาจี๋ที่ลุกพรวดขึ้นยืนตรง มองเทพสืบตรงหน้าแล้วกล่าวว่า
"คืนชีวิตข้ามา!"
!!!
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เทพสืบก็ตกใจ
โดยสัญชาตญาณ เขากระโดดถอยไปด้านหลัง
แต่เนื่องจากเขาต่อสู้กับอวิ๋นถิงมาอย่างหนักจนร่างกายหมดเรี่ยวแรง เท้าจึงอ่อนแรง เขาล้มลงนั่งกับพื้นทันที
ขณะที่ล้มลงนั่ง เทพสืบมองอาจี๋พลางกล่าว
"เจ้าเป็นใครกันแน่ กล้าดีอย่างไรมาเล่นลูกไม้ที่นี่!?"
"เล่นลูกไม้?" อาจี๋กล่าว
"นี่คือกระจกส่องวิญญาณแห่งยมโลก ส่องบาปกรรมทั้งหมดในชาติก่อนของเจ้า!"
"เจ้าไล่ล่าคนร้ายจนทำให้ชาวโรงเตี๊ยมเมี่ยวเซียนโหลวทั้งสี่ต้องตาย เจ้ายอมรับหรือไม่ยอมรับ?!"
น้ำเสียงของอาจี๋ทรงพลังและน่าเกรงขาม ฟังแล้วชวนให้นึกถึงยมทูตแห่งปรโลก
เมื่อได้ยินคำพูดของอาจี๋ ร่างของเทพสืบก็ชะงัก เขาตกตะลึงอยู่กับที่...