- หน้าแรก
- ชีวิตสงบหลังเกษียณของประมุขมาร?!!
- บทที่ 90 เป็นเจ้านี่แหละ
บทที่ 90 เป็นเจ้านี่แหละ
บทที่ 90 เป็นเจ้านี่แหละ
สองสิงห์/ผู้แปล
"พวกเจ้ามองข้าทำไม?"
เมื่อเห็นสายตาของอาจี๋และอีกสองคน หวังเย่สีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยว่า
"พวกเจ้าสามคนคงไม่ได้คิดจะให้ข้าเป็นคนส่งมอบป้ายจั่นเทียนให้อวิ๋นถิงกระมัง?"
พูดจบ อาจี๋และอีกสองคนก็พยักหน้าพร้อมกัน สีหน้าและแววตาของพวกเขาแน่วแน่อย่างยิ่ง
ราวกับกำลังบอกหวังเย่ว่า เป็นท่านนั่นแหละ!
"ไม่ใช่นะ...ทำไมต้องเป็นข้าด้วย?" เมื่อเห็นทั้งสามพยักหน้า หวังเย่ก็เอ่ยว่า
"ข้าบีบคั้นสมองวางแผนช่วยพวกเจ้าแก้ปัญหา แต่ผลสุดท้าย คนที่ต้องไปส่งมอบป้ายจั่นเทียนกลับเป็นข้า?"
"นั่นก็แปลว่าข้าต้องทั้งวางแผนทั้งลงมือเอง สุดท้ายก็ยังต้องเป็นข้าอีก?"
"พวกเจ้าสามคนนี่ยังมีความละอายใจอยู่หรือไม่?"
ระหว่างพูด สายตาของหวังเย่ก็เหลือบไปที่อาจี๋
"เถ้าแก่ ท่านเข้าใจข้าเป็นอย่างดี..."
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของหวังเย่ อาจี๋ก็แสดงสีหน้าลำบากใจ เอ่ยว่า
"ข้าเป็นคนหุนหันพลันแล่น หากท่านให้ข้าไป ถ้าข้าต่อสู้กับอวิ๋นถิงขึ้นมาจะทำอย่างไร?"
"โต๊ะเก้าอี้และข้าวของในโรงเตี๊ยมของพวกเรา ล้วนเป็นเงินทั้งนั้นนะ!"
ให้ตายเถอะ…
เมื่อได้ยินคำพูดของอาจี๋ หวังเย่ก็สูดลมหายใจลึก เขาไม่เคยคิดเลยว่า อาจี๋ไอ้หนูเจ้าเล่ห์นี่จะใช้คำพูดของเขาเองมาตอบกลับเขา!
คิดถึงตรงนี้ หวังเย่ก็เหลือบมองไปที่เฉินชง
"เถ้าแก่ ท่านเข้าใจข้าเป็นอย่างดี!" ตอนนี้เฉินชงเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าอยากจะอาสา แต่ข้าเป็นคนโง่เขลาพูดไม่เก่ง รู้แต่วิธีหั่นเนื้อทำอาหาร หากท่านให้ข้าไป ข้าย่อมเทียบไม่ได้กับอาจี๋..."
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ หวังเย่ก็หมดอารมณ์โกรธ
ความซื่อของเฉินชงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน เขาไม่อยากซักไซ้ต่อ
โดยไม่รู้ตัว เขาจึงเหลือบมองไปที่ไป๋ลู่ฮั่น
"เถ้าแก่...ท่านเข้าใจข้าเป็นอย่างดีนะ!" ทันทีที่สายตามองไปที่ไป๋ลู่ฮั่น นางก็รีบเอ่ยขึ้นว่า
"ข้า..."
"หยุด!" ไม่รอให้ไป๋ลู่ฮั่นพูดจบ หวังเย่ก็เอ่ยว่า
"หนึ่ง นังหนูน้อยนี่มีลูกเล่นเต็มท้อง ไม่โง่เขลาแน่นอน!"
"สอง วรยุทธ์ของเจ้าแม้จะสู้อาจี๋ไม่ได้ แต่ก็แข็งแกร่งกว่าพวกเราคนธรรมดา"
"ดังนั้น เจ้ายังมีข้ออ้างอะไรอีก?"
ตอนนี้ หวังเย่ตั้งใจจะตัดความคิดที่จะปัดความรับผิดชอบของไป๋ลู่ฮั่นให้สิ้น
"แต่ข้าเป็นหญิงสาวงดงามราวบุปผานะ!"
ตอบคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยต่อ
"อวิ๋นถิงผู้นี้มาจากสมาคมครองใต้หล้า เผาบ้านปล้นสะดม ไม่มีความชั่วใดที่ไม่ทำ หากเขาเห็นรูปโฉมของข้าแล้วคิดจะลวนลาม มิใช่จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรือ?"
"ข้าว่ายามนี้ต้องพึ่งท่านเถ้าแก่แล้ว!"
"แม้ท่านจะไม่มีวรยุทธ์ แต่ท่านก็มีปัญญาเฉียบแหลมและคล่องแคล่ว อีกทั้งท่านยังมีหน้าตาที่ชอบประจบประแจง ต่อให้อวิ๋นถิงเห็นก็จะไม่มองท่านเป็นครั้งที่สอง"
"และท่านยังเป็นคนขี้ขลาด มีประสบการณ์หนีเอาตัวรอดมากมาย ฝีมือชั้นเยี่ยม ตำแหน่งนี้ท่านเหมาะสมที่สุด..."
พูดจบ หวังเย่ก็ตกตะลึง เขามองสำรวจไป๋ลู่ฮั่นสองสามครั้ง แล้วเอ่ยว่า
"นังหนูน้อยนี่ไร้ยางอาย ช่างมีบางส่วนที่เหมือนกับข้าในสมัยก่อนจริงๆ!"
"ฮ่ะๆ..."
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นก็หัวเราะเบาๆ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ในทันใดนั้น เสียงของหวังเย่ก็ดังขึ้นอีก
"เจ้ามีวรยุทธ์และฉลาดหลักแหลม ที่สำคัญที่สุดคือยังไร้ยางอาย ดังนั้น เจ้าคือตัวเลือกที่ดีที่สุด!"
"คนที่จะส่งมอบป้ายจั่นเทียนให้อวิ๋นถิงครั้งนี้ ไม่มีใครเหมาะไปกว่าเจ้าอีกแล้ว!"
???
พูดจบ ไป๋ลู่ฮั่นก็งงงัน
นางไม่เคยคิดเลยว่า หวังเย่จะตัดสินใจอย่างรวดเร็วเช่นนี้!
"ไม่ใช่นะ เถ้าแก่"
หลังจากตกตะลึงเล็กน้อย ไป๋ลู่ฮั่นมองหวังเย่แล้วเอ่ยว่า
"การตัดสินใจของท่านนี่รวดเร็วเกินไปหรือไม่?"
"ไม่เร็วเลย!"
ระหว่างพูด หวังเย่หยิบป้ายจั่นเทียนจากมืออาจี๋ แล้ววางลงในมือของไป๋ลู่ฮั่นโดยตรง
"เจ้าคือคนที่เหมาะสมที่สุด!"
"พวกเราสามคนเชื่อมั่นในตัวเจ้า!"
พูดจบ หวังเย่ อาจี๋ และเฉินชงต่างยิ้มให้ไป๋ลู่ฮั่น
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ ไป๋ลู่ฮั่นกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หวังเย่ก็ชิงเอ่ยต่อ
"อีกอย่าง หากเจ้าคิดจะหนี พวกเราก็ไม่ห้าม แต่ถึงเวลานั้นพวกเราจะโยนป้ายจั่นเทียนลงบ่อ
แล้วเมื่ออวิ๋นถิงมา ก็จะโยนความผิดให้เจ้า!"
"หากจะตาย ก็ตายด้วยกัน ไม่มีใครทิ้งใคร!"
ระหว่างพูด บนใบหน้าของหวังเย่ก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าไปนอนได้แล้ว!"
พูดจบ หวังเย่ อาจี๋ และเฉินชงก็เดินออกจากห้อง
"ให้ตายเถอะ!"
ขณะที่หวังเย่เดินออกจากห้อง ไป๋ลู่ฮั่นก็ยกป้ายจั่นเทียนในมือขึ้น
"อีกอย่าง!"
ทันทีที่ไป๋ลู่ฮั่นยกป้ายจั่นเทียนขึ้น หวังเย่ก็เดินกลับเข้ามา
"นี่เป็นห้องของข้า ดังนั้นเจ้าควรออกไป"
"และอีกอย่าง หากเจ้าทุบป้ายจั่นเทียน เจ้าจะตายอย่างทรมานยิ่งกว่า..."
"หากบอกเรื่องนี้กับเทพสืบ ผลลัพธ์ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน ทรมานเหมือนกัน!"
"ข้า..."
ชั่วขณะนั้น ไป๋ลู่ฮั่นรู้สึกราวกับอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
"ตอนนี้ เจ้าไปนอนได้แล้ว"
หวังเย่มองไป๋ลู่ฮั่นตรงหน้าพลางยิ้มเยาะ
"ไอ้หวังเลือดดูด!"
ไป๋ลู่ฮั่นก้าวเท้าเดินก้าวใหญ่ไปยังห้องของตน สาปแช่งเขาด้วยความโกรธ
......
ในเวลาเดียวกัน นอกเมืองจิ่งหลิง ทางออกสู่ลำน้ำ
ผิวน้ำสีดำมืด มองดูให้ความรู้สึกสงบเงียบ
ทันใดนั้น ผิวน้ำอันเงียบสงบก็กระเพื่อม ระลอกคลื่นแผ่วงกว้างออกไป แล้วกระแสน้ำใต้ผิวน้ำก็พุ่งขึ้น
ก่อเป็นคลื่นลูกหนึ่ง
พร้อมกับคลื่นนี้ ร่างหนึ่งก็กระโดดออกมาจากน้ำ ร่อนลงบนฝั่ง
ภายใต้แสงจันทร์อันเย็นเยียบ สามารถมองเห็นได้ราง ๆ ว่าคนผู้นี้คืออวิ๋นถิงที่บาดเจ็บแล้วหนีไปก่อนหน้านี้
ตอนนี้อวิ๋นถิงถูกห่อหุ้มด้วยไอร้อนที่ระเหยขึ้น มองปราดเดียวคล้ายกับเพิ่งเดินออกมาจากซึ้งนึ่ง
สายลมเย็นพัดผ่าน พัดให้ไอร้อนที่ระเหยจากร่างของอวิ๋นถิงกระจายหายไป
มองดู จะเห็นว่ารอบร่างของอวิ๋นถิงมีแสงสีแดงวูบวาบ ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว
"พลังของวิญญาณไฟนี้ช่างรุนแรงเหลือเกิน..."
มองมือของตัวเอง อวิ๋นถิงนึกประหลาดในใจ
"ข้าหลบซ่อนอยู่ใต้น้ำหลายวัน ใช้กระแสน้ำเย็นใต้น้ำเพื่อกดพลังความร้อนที่พลุ่งพล่านในร่างเอาไว้..."
"หากไม่ใช่เพราะทุกครั้งที่ข้าเร่งใช้พละกำลัง พอถึงจุดสำคัญก็เหมือนเจอหน้าผา ก็คงไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ในการปลดปล่อยพลังของวิญญาณไฟ!"
"ปัญหาอยู่ที่ใดกันแน่!?"
ตอนนี้อวิ๋นถิงกำมือแน่น เอ่ยด้วยความคับข้องใจ
และในทันใดนั้น แสงสีแดงน่าสะพรึงกลัวก็แวบผ่านร่างของเขาอีกครั้ง...
"น่าโมโห เพียงแค่จิตใจหวั่นไหวก็ทำให้พลังไฟพลุ่งพล่าน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าก็คงกดพลังของวิญญาณไฟเอาไว้ไม่อยู่!"
"ข้าต้องได้ป้ายจั่นเทียน...เพียงแค่ใช้ป้ายจั่นเทียนเปิดหินขังมังกรในถ้ำหลิงอวิ๋น ข้าก็จะพบอสุรกาย!"
"เมื่อข้าสังหารอสุรกาย ดื่มเลือดของมัน ก็จะเพิ่มพลังขึ้นสิบเท่า อายุยืนยาวออกไปอีกร้อยปี!"
"ถึงตอนนั้นค่อยปลดปล่อยพลังของวิญญาณไฟ พลังของข้าก็จะน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!"
"เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะต้องหาหลู่ชิงฉวนมาคิดบัญชีให้หมดสิ้น!"
ระหว่างพูด อวิ๋นถิงก็ฟาดฝ่ามือออกไป
โครม!
ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นก็ดังขึ้น
น้ำกระเซ็นพุ่งสูงขึ้นท้องฟ้า ดุจสายฝนที่ทะลักลงมา