- หน้าแรก
- ชีวิตสงบหลังเกษียณของประมุขมาร?!!
- บทที่ 52 มีคนมา
บทที่ 52 มีคนมา
บทที่ 52 มีคนมา
ในขณะที่หวังเย่รู้สึกจนปัญญา ไป๋ลู่ฮั่นได้มองดูกริชบนหลังของหลี่ไหวคง
จากนั้น ใบหน้างดงามของนางก็แสดงความตกใจ เอ่ยว่า
"กริชนี้มีคมเรืองแสงสีฟ้า ชัดเจนว่าชุบพิษร้ายแรง หากไม่รักษาให้ทันเวลา ชีวิตของคนผู้นี้จะอยู่แค่พรุ่งนี้เช้า!"
"พวกเจ้าใจร้ายถึงเพียงนี้จริงๆ หรือ จะปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้!?"
ระหว่างพูด น้ำเสียงของไป๋ลู่ฮั่นกังวานมีพลัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรม
"คุณหนูที่รัก!"
เห็นท่าทางของไป๋ลู่ฮั่น หวังเย่รู้สึกจนปัญญาถึงที่สุด เขามองดูไป๋ลู่ฮั่น แล้วเอ่ยว่า
"ยุทธภพก็เป็นเช่นนี้แหละ เมื่อตัดสินใจออกโลดแล่นในยุทธภพ การถูกแทง ถูกวางยาพิษจนตาย
นี่ไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ?"
"พวกเราเพียงเปิดร้านทำการค้าเพื่อความสงบ ไม่ได้มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่จะถือกระบี่ท่องยุทธภพ
ปราบชั่วสร้างสันติสุข"
"ขอท่านได้โปรดเห็นใจ อย่าสร้างเรื่องให้ยุ่งยากขึ้นอีกเลย!"
"ไม่ได้!"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นก็เอ่ยต่อ
"ปกติท่านโลภเงินชอบสตรีก็ช่างเถอะ แต่ในยามสำคัญกลับเลือดเย็นเช่นนี้!"
"รวมถึงเจ้าด้วย!"
พูดจบ ไป๋ลู่ฮั่นก็หันหน้าไปมองอาจี๋ที่อยู่ข้างๆ
"เจ้าฝึกอิทธิฤทธิ์พุทธมามากมาย สุดท้ายกลับเห็นคนตายจะไม่ช่วยเช่นนี้!"
"พวกเจ้าไม่ช่วยคนผู้นี้ ก็ให้ข้าช่วยเอง!"
พูดจบ ไป๋ลู่ฮั่นก็ยื่นมือมาแย่งชิงหลี่ไหวคงไป
"เฮ้ย เจ้านี่ช่างไม่รู้จักดีร้ายจริงๆ!"
ได้ยินคำพูดของไป๋ลู่ฮั่น อาจี๋ก็ขมวดคิ้วเอ่ยว่า
"คนยุทธภพฝ่ายมืดช่วงนี้พากันมารวมตัวที่เมืองจิ่งหลิง ตอนนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนชั่วร้ายจากฝ่ายมืด?"
"แต่เจ้าก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าเขาไม่ใช่คนดี!"
ได้ยินดังนั้น ไป๋ลู่ฮั่นก็เอ่ยว่า
"หากเขาเป็นคนฝ่ายธรรมะ พวกเราเห็นคนตายไม่ช่วย จะไม่เป็นการทำลายชีวิตเขาหรือ!?"
"เฮ้ย..."
พูดออกมาแค่นี้ อาจี๋ก็สูดลมหายใจลึกๆ เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง
ฮี่ๆๆๆ
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นดังมาต่อเนื่อง
"วางใจเถอะ พวกเจ้าไม่ต้องทะเลาะกันแล้ว!"
!!!
คำพูดนี้ดังออกมา ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นก็ตกใจสุดขีด
ต่างหันหน้าไปตามเสียง เห็นชายผู้หนึ่งสวมชุดผ้าสีคราม สวมหน้ากากรักษัส*ลงมาอยู่บนหลังคา
"พวกเจ้าทั้งหมดนี่ คืนนี้ต้องตายหมด!"
สำนักโลซัต!
ทันทีที่เห็นหน้ากากบนใบหน้าของชายผู้นั้น หวังเย่ก็คิดในใจ
สำนักโลซัตเป็นสำนักในยุทธภพฝ่ายมืด ทำงานรับจ้างฆ่าคนเพื่อแลกเงิน
"สาวน้อยคนนี้ไม่เลว ปากพูดเรื่องยุทธ์ธรรมเป็นอันดับแรก รอข้าสักครู่จะถอดเสื้อผ้านางออกมาลองชิมของสดๆ ดูสักหน่อย!"
ในขณะที่หวังเย่กำลังครุ่นคิดในใจ อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
หันหน้าไปมอง เห็นภิกษุรูปร่างกำยำถือไม้เท้าทองเหลืองยืนอยู่บนหลังคา กำลังมองดูไป๋ลู่ฮั่น
ใบหน้าของเขาดุร้าย ฟันแหลมคม ลิ้นแดงฉาน มองปราดเดียวกลับคล้ายอสูรกาย
ภิกษุอสูรวัดแห่งโลหิต**ก็มาด้วย
เห็นภิกษุผู้นี้ ดวงตาของหวังเย่หรี่ลงเล็กน้อย ครานี้ยุ่งยากแล้ว
ภิกษุวัดแห่งโลหิตบำเพ็ญวิชาอาคมเลือดสลาย ต้องดูดเลือดคนเพื่อฝึกวิชา ร้ายกาจยิ่งนัก
ไม่ว่าจะเป็นสำนักโลซัต** หรือวัดแห่งโลหิต สองคนนี้ล้วนมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา
ฝั่งอาจี๋แม้จะมีภาวะขั้นอาจารย์ แต่มือเดียวยากจะต่อกรสองมือ เผชิญหน้ากับสองคนย่อมยากที่จะรับมือ
ส่วนไป๋ลู่ฮั่น ระดับวรยุทธ์ของนางยิ่งยากจะบรรยาย...
คิดถึงตรงนี้ หวังเย่ก็รู้สึกจนปัญญา
ตัวเองนี่เป็นอะไรไป ทำไมถึงเจอเรื่องซวยเช่นนี้!
หรือว่าคืนนี้จะบังคับให้ตนเองลงมือไม่ได้จริงๆ?
"ข้าขอถุย ไอ้พระหัวโล้นที่มีฟันเหมือนหมา กล้าดีอย่างไรพูดจาเสียมารยาทกับข้า มีฝีมือก็ลงมา
คราวนี้ยอดกระบี่อย่างข้าจะให้เจ้าตายไม่มีที่ฝังศพ!"
ในขณะที่หวังเย่กำลังรู้สึกจนปัญญา ไป๋ลู่ฮั่นก็ตะโกนด่าภิกษุอสูรวัดแห่งโลหิตอย่างโกรธเกรี้ยว
???
ได้ยินคำพูดของไป๋ลู่ฮั่น อาจี๋และหวังเย่ก็หันหน้ามองพร้อมกัน
พวกเขาทั้งสองคนไม่คิดเลยว่า คนที่จะเปิดปากท้าทายก่อน กลับเป็นไป๋ลู่ฮั่น!
"นังหนูน้อย!"
ท่ามกลางความตกใจ หวังเย่มองดูไป๋ลู่ฮั่น เอ่ยว่า
"เจ้าตะโกนอะไรกัน? เจ้าสู้เขาได้หรือ!?"
"สู้ไม่ได้ก็ต้องสู้!"
ได้ยินคำพูดของหวังเย่ ไป๋ลู่ฮั่นก็เอ่ย
"ไอ้พระหัวโล้นนี่พูดจาเสียมารยาทกับยอดกระบี่อย่างข้า ข้าไม่อาจปล่อยเขาไปง่ายๆ!"
"เจ้าอยากสู้ข้าไม่ห้าม..."
มองดูไป๋ลู่ฮั่นที่มีสีหน้าองอาจตรงหน้า หวังเย่ก็เอ่ยว่า
"แต่กระบี่ของเจ้าล่ะ!?"
!!!
คำพูดนี้ดังออกมา ร่างกายของไป๋ลู่ฮั่นก็ชะงัก สีหน้าแข็งค้างในทันที
ตอนนี้นางเพิ่งนึกได้ว่า กระบี่คู่กายของนางยังวางอยู่ในห้อง ไม่ได้นำออกมาด้วย
วรยุทธ์ทั้งหมดของไป๋ลู่ฮั่นอยู่ที่วิชากระบี่ แม้จะมีวิชากำปั้นเท้าประกอบด้วย แต่ก็ไม่ลึกซึ้งชำนาญเท่าวิชากระบี่
บัดนี้ไร้กระบี่ในมือ วรยุทธ์ที่มีไม่เท่าไหร่อยู่แล้วก็ยิ่งอ่อนแอลงไปอีกระดับ
"เอ่อ เจ้ารอข้าสักครู่ ข้าจะกลับไปเอากระบี่แล้วค่อยมาประลองกับเจ้า!"
ระหว่างพูด ไป๋ลู่ฮั่นก็เตรียมจะหมุนตัวกลับไปเอากระบี่
"ฮี่ฮี่ฮี่..."
ไป๋ลู่ฮั่นเพิ่งพูดจบ ภิกษุผู้นี้ก็เปล่งเสียงหัวเราะอันน่าขนลุก
"ปากพูดว่าเป็นยอดกระบี่ แต่ในมือกลับไร้กระบี่..."
"เด็กน้อย เชื่อฟังคุณปู่อย่างข้านี่ ให้ข้าได้ลองชิมของสดๆ เถอะ!"
พูดจบ ภิกษุอสูรนี้ก็กระแทกไม้เท้าทองเหลืองลงบนหลังคา ร่างกายพุ่งตรงมาที่ไป๋ลู่ฮั่น
ไม้เท้าทองเหลืองในมือของเขาหมุนเป็นวงกลมเต็มรอบในอากาศ พลังภายในสีเลือดพวยพุ่งขึ้น พร้อมกับพลังหนักหน่วงพุ่งเข้าใส่ขาทั้งสองของไป๋ลู่ฮั่น
พร้อมกับพลังหนักหน่วงนั้น ยังมีเสียงหัวเราะอันน่าขนลุก
"ฮี่ฮี่ฮี่... ทำลายขาทั้งสองของเจ้าก่อน ที่เหลือค่อยๆ สนุกกัน!"
เห็นไม้เท้าทองเหลืองพุ่งเข้ามาในทันที ในใจของไป๋ลู่ฮั่นก็พลุ่งพล่านด้วยความหวาดกลัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
พลังของไม้เท้าทองเหลืองนี้ยิ่งใหญ่ ความเร็วมากมาย ตนเองยากที่จะต้านทาน!
จบแล้ว!
ชั่วขณะหนึ่ง ความรู้สึกสิ้นหวังก็พุ่งขึ้นมาในใจของไป๋ลู่ฮั่น
"โอม!"
ในขณะที่ไป๋ลู่ฮั่นรู้สึกสิ้นหวัง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"อสูรมารชั่วร้าย กล้าดีอย่างไรรุกราน?"
"พระพักตร์พระอินทร์ ปราบทั่วสี่ทิศ!"
เสียงนี้ดังขึ้น เหมือนกลองยามค่ำ คล้ายระฆังยามเช้า ทำให้ความหวาดกลัวในใจของไป๋ลู่ฮั่นมลายหายไป
แล้วเห็นอาจี๋เคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว ขวางหน้าไป๋ลู่ฮั่นเอาไว้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงฟาดฝ่ามือไปข้างหน้าอย่างแรง
ตึง!
ฝ่ามือนี้ออกมา พลังฝ่ามือสีทองพุ่งออกไปในอากาศ ปะทะกับไม้เท้าทองเหลืองอย่างรุนแรง
ในขณะเดียวกัน พลังภายในราวกับระลอกน้ำ กวาดไปทั่วรอบด้าน
ตุบ!
ถูกแรงลมนี้กวาดไป หวังเย่ถอยหลังสองก้าว ล้มลงกับพื้น
"โอ๊ยตายแล้ว!"
เมื่อล้มลงกับพื้น หวังเย่ก็ส่งเสียงร้องครวญครางเสียงดัง
"ช่างเป็นไฟไหม้ประตูเมืองลามไปถึงปลาในบ่อจริงๆ เด็กน้อยนี่ปากไม่มีหูรูด
แต่คนที่เดือดร้อนกลับเป็นข้าที่เป็นคนนอก!"
"ชีวิตข้านี่ช่างลำบากเหลือเกิน!"
"เกิดมาตัวโตแต่กลับไร้ประโยชน์!"
ได้ยินเสียงครวญครางของหวังเย่ ชายจากสำนักโลซัตบนหลังคาก็แค่นเสียงเย็นชา
"บ่นพึมพำน่ารำคาญยิ่งนัก ไปตายซะ!"
ระหว่างพูด ข้อมือของชายผู้นี้ก็สะบัด ลูกหนังสติ๊กสีทองเล่มหนึ่งพุ่งออกมา ส่งเสียงแหลมสูง พุ่งตรงไปที่ลำคอของหวังเย่
สองสิงห์/ผู้แปล
*หน้ากากที่มีลักษณะของรักษส หรือ ยักษ์ อสูรในความเชื่อของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา
**สำผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมืด