เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ภายในวัดร้าง

บทที่ 13 ภายในวัดร้าง

บทที่ 13 ภายในวัดร้าง


ยามไฮ่ช่วงที่เจ็ด (ประมาณ 21.45 น.) นอกเมืองจิ่งหลิง ภายในวัดร้าง

ที่นี่แต่เดิมเป็นวัดของพระโพธิสัตว์ ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงขาดผู้มากราบไหว้ และถูกพายุลมฝน ทำลายจนทรุดโทรม กลายเป็นที่รกร้างเช่นนี้

ภายในวัดร้างเต็มไปด้วยฝุ่นผงและดินที่ทับถม ใยแมงมุมระโยงระยาง รูปปั้นพระโพธิสัตว์ใบหน้าแย้มยิ้ม ที่เหลือเพียงครึ่ง แลดูน่าขนลุกชวนสยองยิ่งนักเมื่อถูกแสงไฟส่องกระทบ

ที่มุมหนึ่ง เย่ฉางชิงกับจางซู่จุดกองไฟขึ้น พวกเขากำลังดื่มกินไก่ย่างและสุราอย่างเอร็ดอร่อย

ส่วนหวังเย่ถูกมัดมือและแขวนห้อยอยู่กับคานเพดาน ดูน่าขบขันอย่างยิ่ง

"เฮ้ย ท่านชายทั้งสอง ขอไก่ย่างกินหน่อยได้ไหมล่ะ?"

หวังเย่จ้องมองไก่ย่างที่มันเยิ้มตรงหน้าของเย่ฉางชิงและจางซู่ แล้วเอ่ยปากว่า

"ข้าไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้าที่ถูกพวกเจ้าลากมาที่นี่ ตัวประกันก็เป็นคนนะ!"

พูดพลางร่างกายของหวังเย่ยังแกว่งไกวไปมาสองสามที

การแกว่งไกวนี้ทำให้คานเพดานผุกร่อนสั่นสะเทือน ฝุ่นผงมากมายร่วงหล่นลงมา

"กิน กิน กิน มีแต่คิดเรื่องกิน"

เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเย่ จางซู่ขมวดคิ้วพลางพูดเสียงเย็น "กำลังจะตายอยู่แล้วยังคิดแต่เรื่องกิน!"

"ก็เพราะกำลังจะตายถึงต้องกินไงล่ะ" หวังเย่เห็นจางซู่ขมวดคิ้วจึงพูดเสียงเบา

"ตอนนี้ไม่กิน เดี๋ยวก็ไม่มีโอกาสได้กินแล้ว นักโทษที่จะถูกประหารยังมีอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนลงมีดยังมีเหล้าขมให้ดื่มเลย"

"ข้าถูกพวกเจ้าจับมาเป็นตัวประกัน พวกเจ้าไม่พูดถึงการต้อนรับด้วยข้าวอร่อยเหล้าดีๆ แต่อย่างน้อยก่อนลงมือก็น่าจะให้ข้ากินอิ่มท้องสักมื้อสิ"

"พวกเราล้วนเป็นคนมีหน้ามีตา ต้องขึ้นสู่ภพภูมิอื่นทั้งที่ท้องหิวโซ ดูไม่ค่อยดีนักกระมัง?"

"อีกอย่าง..."

ปากของหวังเย่พล่ามไม่หยุด ราวกับหญิงช่างบ่นที่บ่นไม่จบไม่สิ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง

เคร้ง!

ขณะนั้น ก่อนที่หวังเย่จะพูดจบ ก็มีเสียงกังวานดังขึ้น

ตามมาด้วยประกายเย็นวาบ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งจ่อเข้าที่ลำคอของหวังเย่

"พูดมากอีกคำ ข้าจะเอาชีวิตเจ้าเดี๋ยวนี้!"

จางซู่มองหวังเย่ด้วยสายตาเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร

"เอาสิ!"

เมื่อเห็นกระบี่จ่อที่ลำคอ หวังเย่ไม่เพียงไม่สะทกสะท้านแต่กลับแข็งข้อขึ้น เขาเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดว่า

"เจ้าลงมือฆ่าข้าสิ!"

"ขณะที่ข้ายังมีชีวิต เวลาลงมืออาจี๋ก็จะมีความกังวล แต่ถ้าข้าตาย เขาก็ไม่มีอะไรให้ห่วงอีกต่อไป!"

"ตอนนั้นเมื่อความโกรธพลุ่งพล่าน เขาจะใช้พลังเต็มที่ ส่งพวกเจ้าสองคนลงไปเป็นเพื่อนข้าแน่นอน!"

เสียงของเขาดังมาก ดังก้องไปไกลในความมืดของราตรี

"เมื่อเจ้าอยากตาย"

เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเย่ จางซู่ขมวดคิ้ว "ข้าก็จะสนองความต้องการเจ้า!"

พูดจบ จางซู่ก็เตรียมลงมือ

"ช้าก่อน!"

ขณะที่จางซู่กำลังจะลงมือ เย่ฉางชิงที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือมาจับแขนที่ถือกระบี่ของจางซู่ไว้

"ยังห้ามฆ่าคนผู้นี้!"

"พี่เย่ ท่าน..."

จางซู่มองเย่ฉางชิงด้วยสีหน้าประหลาดใจ

"เขาพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง"

เผชิญกับสีหน้าประหลาดใจของจางซู่ เย่ฉางชิงกล่าวว่า "อาจี๋มีวรยุทธ์สูงส่ง ยากจะรับมือ ถ้าคนผู้นี้ยังมีชีวิต เวลาต่อสู้อาจี๋ย่อมจะระมัดระวังมองซ้ายแลขวา ไม่กล้าใช้กำลังเต็มที่"

"แต่ถ้าคนผู้นี้ตาย อาจี๋ไม่เพียงไม่มีความกังวล ยาพิษที่พวกเราวางไว้ก็ไม่มีที่ให้ใช้!"

"แค่ไก่ย่างและสุราเท่านั้น ให้เขาก็แล้วกัน!"

พอพูดจบ จางซู่ก็เข้าใจความหมายแฝง

เขาพยักหน้าแล้วเก็บกระบี่ มองหวังเย่อย่างเดือดดาล "เจ้าโชคดี กินเถอะ!"

"ข้าจะเอาอะไรกินล่ะ?"

หวังเย่ได้ยินคำพูดนั้นก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที

"ข้าถูกมัดสองมือแขวนอยู่บนคานเพดาน ข้าจะเอาอะไรกิน!?"

"ถ้าไม่อย่างนั้นก็ปล่อยข้าลงมาสิ?"

พูดพลางหวังเย่ถอยเพื่อรุก หวังให้อีกฝ่ายปล่อยตัวเขาลงมา

"ฝันไปเถอะ!"

เมื่อเห็นสีหน้าน่ารังเกียจของหวังเย่ จางซู่พูดเสียงเย็น

"เจ้าก็ห้อยตัวอยู่ตรงนั้นแหละ ปล่อยเจ้าลงมา ฝันไปเถอะ!"

"งั้นก็ต้องรบกวนท่านชายผู้นี้ป้อนข้าแล้ว"

ได้ยินคำพูดของจางซู่ ใบหน้าของหวังเย่ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

"ข้าชอบกินปีก เนื้อนุ่มฉ่ำรสชาติละมุนลิ้น..."

"เจ้า!"

เมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าหวังเย่ ความโกรธของจางซู่ก็พลุ่งพล่าน

ตอนนี้เขาอยากชักกระบี่ออกมาตัดหัวหวังเย่เพื่อระบายความโกรธในอก

"คนที่กำลังจะตาย ไยต้องโกรธด้วย!"

ขณะที่จางซู่กำลังโกรธจัด เย่ฉางชิงกล่าวเสียงทุ้ม

"ถือว่าเป็นอาหารมื้อสุดท้าย รอเราสังหารอาจี๋ ได้ป้ายจั่นเทียนมาแล้ว ค่อยฆ่าคนผู้นี้ก็ไม่สาย!"

ฮึ!

ได้ยินคำพูดนั้น จางซู่แค่นเสียงหึ

เห็นเขาดึงปีกไก่ชิ้นหนึ่งออกมา ส่งไปที่ปากของหวังเย่

เมื่อเห็นปีกไก่ตรงหน้า หวังเย่ก็แสดงรอยยิ้มยียวนออกมา

ตั้งแต่แกล้งตายออกจากวงการ เขาไม่เคยได้รับความสะดวกสบายเช่นนี้มานานแล้ว

แม้ตอนนี้จะถูกแขวนอยู่ตรงนี้ แต่มีคนป้อนอาหารให้กิน ก็ไม่เลวแล้ว

คิดถึงตรงนี้ หวังเย่กำลังจะกัดปีกไก่

แต่ในขณะนั้น เสียงตะโกนก้องก็ดังขึ้นมา

"เถ้าแก่ ข้ามาช่วยท่านแล้ว!"

เสียงนี้ทุ้มหนัก ราวกับระฆังยามเย็นและกลองยามเช้า สั่นสะเทือนจนแก้วหูของผู้คนอื้ออึง

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นวิชาสิงโตคำรามของพุทธสำนัก

เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างตกใจ

พร้อมกันนั้น ก็ได้ยินเสียงโครมดังสนั่น ประตูไม้ของวัดร้างก็ลอยออกไป ตามด้วยร่างกำยำของอาจี๋ที่ก้าวเข้ามา

เห็นเขาชี้ไปที่จางซู่และเย่ฉางชิงพลางกล่าวว่า

"พวกโจร รีบปล่อย..."

พูดได้ครึ่งทาง เสียงของอาจี๋ก็หยุดกะทันหัน

เพราะเขาเห็นพวกโจรที่หน้าตาดุร้ายกำลังยื่นปีกไก่ให้หวังเย่

และหวังเย่กำลังจะกัดปีกไก่ชิ้นนั้นด้วยสีหน้ายียวน

???

ตอนนี้ อาจี๋มองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง

ภาพที่เห็นนี้ เหมือนการจับตัวประกันอย่างไร?

"มาได้เวลาพอดี!"

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า จางซู่หรี่ตาลง เผยประกายเย็นเยียบแวววาว

"พี่เย่ ลงมือ จับเจ้าหนูนี่ก่อน แล้วค่อยถามเรื่องป้ายจั่นเทียน!"

พูดจบ จางซู่ก็ยัดปีกไก่เข้าปากหวังเย่ ชักกระบี่ออกมาพุ่งเข้าหาอาจี๋

เห็นเหตุการณ์นี้ เย่ฉางชิงก็ไม่ลังเล เคลื่อนไหวร่างกายพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกับจางซู่!

"ไม่เลวนี่"

มองดูภาพตรงหน้า หวังเย่อมปีกไก่พลางคิด "มีไก่กิน มีละครดู นี่มันสนุกชะมัด!"

"แค่ถูกมัดมือไว้ทำให้ไม่สะดวก ไม่งั้นมีเหล้าแรงๆ สักจอกคงจะยิ่งสบายกว่านี้"

ในขณะเดียวกัน จางซู่ก็เป็นฝ่ายลงมือก่อน

เห็นกระบี่ในมือของเขาวูบวาบไม่แน่นอน ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา ปิดล้อมเข้าหาอาจี๋

ความเร็วนั้นรุนแรงและเฉียบคม เปี่ยมด้วยเจตนาสังหาร

"โอ้? วิชากระบี่ลมบ้า กระบวนท่าหมื่นดาว?"

เห็นภาพนี้ หวังเย่รู้สึกสะดุดใจ "นี่เป็นกระบี่ที่ประมุขสำนักกระบี่หัวซานหลบเร้นสามสิบปีจึงคิดค้นได้ ไฉนคนผู้นี้จึงใช้ได้!"

"ท่านี้เมื่อใช้แล้วไม่มีทางหลบหลีก โดยเฉพาะผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายรวดเร็ว อาจี๋จะรับมืออย่างไร?"

ตอนนี้ หวังเย่เคี้ยวปีกไก่อย่างเอร็ดอร่อย พลางคิดในใจ

สองสิงห์/ผู้แปล

จบบทที่ บทที่ 13 ภายในวัดร้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว