เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 31-33

โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 31-33

โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 31-33


โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (31)

จงอู๋ไล่ฮวาหวู่ออกไป แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เจอหน้านางอีกเลย

ส่วนฮวาหวู่ก็ไม่มาหาเขาเหมือนกัน ทำเหมือนว่าไม่ได้กังวลเลยว่าเขาจะลงมือฆ่าทั้งตัวเธอและองค์ชายสิบสามทิ้งไปซะเฉย ๆ

หลังจากจงอู๋อาการดีขึ้น พอลุกเดินได้แล้ว ก็เรียกเจี้ยนซูให้ไปตามองค์ชายสิบสามมา

องค์ชายสิบสาม หรือจงชิง เวลาผ่านไปไม่กี่ปี ตัวก็สูงขึ้นพรวด ๆ ตอนนี้กลายเป็นหนุ่มน้อยเต็มตัวแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าจงอู๋คุยอะไรกับจงชิงบ้าง

หลังจากจงชิงกลับไปแล้ว พวกเจี้ยนซูจึงถูกเรียกตัวเข้าไป

จงอู๋หน้าตาบูดบึ้ง

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางสอนอะไรให้จงชิงไปมากแค่ไหน พวกเจ้ากลับไม่รู้สึกอะไรเลย พวกไร้ประโยชน์!”

เจี้ยนซูกับพวกไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าฮ่องเต้หมายถึงอะไร และก็ไม่กล้าถามด้วย

พอจงอู๋ระเบิดเสร็จ คนอื่นก็ทยอยกันออกไป ทีนี้เจี้ยนซูถึงค่อย ๆ พูดขึ้นว่า

“ฝ่าบาท ข้าได้ส่งคนออกไปตามหาหมอเทวดาแล้ว ยังไงก็ต้องหาทางรักษาได้แน่นอนพะย่ะค่ะ”

“…ออกไป”

“ฝ่าบาท…”

“ออกไป!”

“…พะย่ะค่ะ”

……

……

ฮวาหวู่รู้จากฉาอวี่ว่าจงอู๋ไม่ได้แตะอาหารมาหลายวันแล้ว

เธอคิดอยู่สักพัก แล้วก็ให้ฉาอวี่ไปเตรียมของกินมา

พอฮวาหวู่ถือของกินมาเอง ก็โดนเจี้ยนซูขวางไว้

“ฮองเฮา…ตอนนี้ฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดีเลย ท่านไม่ควร…”

ฮวาหวู่ไม่สน ยกมือเคาะประตูทันที

“ไสหัวไป!”

ข้างในมีเสียงของอะไรบางอย่างฟาดกับประตูดัง ปึ้ง! ไม่รู้ปาอะไรใส่มา

“ฝ่าบาท! ท่านอยากอดตายรึไง!” ฮวาหวู่ตะโกนกลับ “มันคุ้มหรือ?!”

ข้างในเงียบไปสักพัก แล้วจู่ ๆ ประตูก็เปิดออกอย่างแรง

จงอู๋ยืนอยู่ตรงนั้น ตาแดงกร่ำ หน้าตาหล่อเหลาซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งหุ่นก็ดูซูบไปเยอะ

เขาจ้องเธอเขม็ง พูดราวกับจะเค้นคำออกมาจากไรฟัน

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหวังเอาไว้หรืออย่างไร?”

ฮวาหวู่เบียดตัวเขาแล้วเดินเข้าไป

จงอู๋: “……”

ฮวาหวู่ให้คนจัดวางอาหารให้เรียบร้อย พอทุกคนออกไปหมดแล้ว นางถึงพูดขึ้น

“ฝ่าบาท ข้านอกจากไม่ได้บอกท่านเรื่องพิษ ข้าก็ไม่เคยทำอะไรที่ทำร้ายท่านเลยนะ”

“……”

เสียงเปลวเทียนดังแผ่ว ๆ อยู่ในห้องที่เงียบสนิท

ฮวาหวู่ว่าเบา ๆ

“ฝ่าบาท จะกินหน่อยหรือไม่?”

จงอู๋คงคิดว่าอดตายไปก็ไม่คุ้ม เลยทำหน้าตึง ๆ แล้วเดินไปนั่งกิน

กินไปสองคำ จู่ ๆ เขาก็มองข้าวต้มในชามแล้วพูดเสียงต่ำว่า

“เจ้าตัดสินใจเลือกช่วยข้าในตอนนั้น ก็เพราะต้องการใช้พลังของตำหนักตงกงใช่หรือไม่ ถ้าไม่เช่นนั้น การจะดันเด็กคนนึงที่ไม่มีเบื้องหลังอะไรให้ขึ้นเป็นใหญ่ ต้องใช้เวลาและแผนการใหญ่มาก”

แต่การดันรัชทายาทที่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่ปี แค่นั่งรอเวลาก็พอแล้ว

ถ้ามีผู้หญิงคนอื่นในวังเกิดมีลูกขึ้นมาล่ะ?

นาฃก็คงไม่ยอมให้ลูกพวกนั้นเกิดมาหรอก

ฮวาหวู่ไม่ตอบอะไร เหมือนเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าเขาคิดถูกแล้ว

จงอู๋หันมามองเธอเล็กน้อย แววตาเย็นเฉียบ

“ข้าจะยอมก็ได้ แต่เจ้าก็ต้องตกลงกับข้าด้วยเรื่องหนึ่ง”

ฮวาหวู่ว่า “พูดมาสิ”

“ตั้งแต่วันนี้ไป ฮองเฮาต้องมาดูแลข้าอย่างใกล้ชิด”

“แค่นี้เอง?”

“แค่นี้แหละ”

“ได้” ฮวาหวู่ตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด

……

……

ฮวาหวู่ย้ายเข้ามาอยู่ที่ตำหนักเฉียนคุนของจงอู๋ ดูแลเรื่องชีวิตประจำวันให้

จากมุมมองคนอื่น ๆ ก็พากันคิดว่า ความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับฮองเฮาดีขึ้นกว่าเดิมอีก

แต่…

ฮวาหวู่รู้สึกว่าจงอู๋นี่แหละกำลังเอาคืนเธออยู่

ฮวาหวู่ถลกแขนเสื้อ บดหมึกให้เขาจนปวดแขนไปหมด บ่นเสียงกรอด

“ฝ่าบาท ท่านใช้งานข้าขนาดนี้ ไม่กลัวข้าเป่าท่านตายไปซะเลยหรือ?”

“ถ้าฮองเฮาคิดจะทำจริง ป่านนี้ก็ทำไปแล้ว” จงอู๋ยกพู่กันขึ้นวาดภาพ “ที่เจ้าทนได้จนถึงตอนนี้ ก็แปลว่าเจ้าคงไม่ได้คิดจะฆ่าข้าหรอก”

ฮวาหวู่ถอนหายใจ

“เพราะข้านี่แหละใจดีเกินไปเอง”

คุณสมบัติของนางเอก…มันขัดขวางศักยภาพของเธอชัด ๆ!

ให้แกเป็นตัวร้ายแล้วยังอยู่ได้จนถึงตอนจบ แทนที่จะสำนึกบุญคุณ กลับกล้ามาใช้ข้าซะงั้น!

หมานี่มันกล้าดีเกินไปแล้ว!

ถ้าไม่ใช่เพราะดูแล้วแกใกล้จะไปอยู่แล้วล่ะก็...

ฮวาหวู่พยายามโน้มน้าวตัวเองในใจ เอาวะ…คิดซะว่าเป็นการดูแลปลายทางให้คนไข้ระยะสุดท้าย

“……”

“ข้าหิวน้ำ”

“น้ำก็อยู่นั่นข้าง ๆ ท่านไง”

“ฮองเฮาท่าทางไม่ค่อยเต็มใจเลยนะ?”

“……”

ฮวาหวู่ยิ้มแห้ง ๆ แบบปากเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ก่อนยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา

“งั้นหม่อมฉันป้อนฝ่าบาทเองแล้วกัน~”

“เจ้ากล้า…ฉินฮวน! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”

เสียงตะโกนของจงอู๋ดังลั่นออกไปนอกตำหนัก เจี้ยนซูกับอูเหอก็หันมามองหน้ากันเงียบ ๆ

เริ่มอีกแล้ว…

ฮ่องเต้กับฮองเฮา จะทรมานกันไปถึงไหน…

……

……

สุขภาพของจงอู๋แย่ลงเรื่อย ๆ ทุกวัน

พลังจะมาเถียงกับฮวาหวู่ก็ไม่มีแล้ว

แต่ละวันนอกจากเข้าวังประชุมก็มีแค่พบกับจงชิง

ตอนนี้เขาก็ยอมรับความจริงเต็มที่แล้ว ว่าตัวเอง…คงไม่เหลือเวลาอีกเท่าไหร่

เขาไม่มีลูก ต้องหาคนมาสืบทอดตำแหน่ง และในบรรดาคนที่มีอยู่

จงชิงที่ฮวาหวู่เลี้ยงมากับมือนั่นแหละเหมาะสมที่สุด

พี่น้องคนอื่นเขาก็ไม่ชอบ ไม่อยากยกบัลลังก์ให้ใครคว้าไปง่าย ๆ ด้วยซ้ำ

นางพูดถูก

นางไม่เคยทำร้ายเขา

นางอยู่ข้างเขามาเสมอ…ช่วยเขามาตลอด…

แค่ก แค่ก แค่ก…

เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้นกลางลมหนาวของฤดูหนาวที่พัดมาเย็นเฉียบจนทั้งมือทั้งเท้าแข็งไปหมด

จู่ ๆ ก็มีใครบางคนเอาผ้าคลุมมาคลุมให้เขา ความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาในทันที

จงอู๋นึกว่าเป็นเจี้ยนซู เลยไม่ได้หันไปมอง

เขามองกำแพงวังที่ตั้งตระหง่านกลางแสงราตรีอย่างเหม่อลอย

“เจี้ยนซู…ความตายนี่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นกระมัง”

“หมอหลวงบอกว่า ข้าอาจไม่รอดถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า…”

จงอู๋เหมือนพูดลอย ๆ คิดอะไรได้ก็พูด ไม่มีหัวไม่มีท้าย

“ตอนที่ได้ขึ้นมาอยู่ตรงจุดนี้จริง ๆ ก็ไม่รู้สึกว่ามันมีความสุขขนาดนั้น…”

“ชีวิตนี้ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเหลืออะไรไว้ได้บ้าง…”

“ฝ่าบาท อย่าโดนลมเลย”

จงอู๋หันไปมอง ถึงเพิ่งเห็นว่าคนที่อยู่ด้านหลังคือฮวาหวู่ ไม่รู้มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“ตอนนี้ข้าจะรับลมบ้างยังไม่ได้เลยหรือ?”

ฮวาหวู่เดินไปปิดหน้าต่าง

“รีบนอนเถอะ”

“……”

จงอู๋น้อยใจเดินกลับไปที่เตียง ล้มตัวลงนอนเงียบ ๆ

ฮวาหวู่จัดผ้าห่มให้เขา แล้วก็เป่าเทียนนอนพักบนเตียงเล็กข้าง ๆ

ร่างกายเขาเย็นเฉียบ แม้จะห่มผ้าหนาแค่ไหนก็ไม่อุ่นเลย

นอนอยู่นานแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว

เหมือนตัวเองยืนอยู่กลางน้ำแข็งในหิมะ มือเท้าแข็งไปหมด เลือดในร่างแทบจะหยุดไหล

แค่ก แค่ก แค่ก…

จงอู๋ไอเบา ๆ อยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่อยากให้ฮวาหวู่ได้ยิน

เขาไม่อยากให้นางคิดว่าเขากำลังจะตาย แล้วจะแอบดีใจอยู่ในใจ

……

……

แต่แม้จะพยายามซ่อนเสียงขนาดนั้น ในความเงียบของตำหนัก มันก็ยังชัดอยู่ดี

ฮวาหวู่พลิกตัวไปมาหลายรอบ นอนไม่หลับซะที สุดท้ายก็ลุกขึ้นไปดูเขา

จงอู๋ทั้งตัวมุดอยู่ใต้ผ้าห่ม

“ฝ่าบาท อย่าซ่อนตัวจนหายใจไม่ออกสิ” ฮวาหวู่ดึงผ้าห่มลงมาหน่อย

แต่จงอู๋รีบดึงกลับ

สองคนยื้อกันไปมาหลายรอบ จนมือของฮวาหวู่ไปโดนเข้าที่มือของเขา

สัมผัสเหมือนน้ำแข็งทำให้เธอชะงัก

“มือท่านทำไมเย็นขนาดนี้?”

ทั้งที่ห่มผ้าตั้งสองชั้น เป็นแบบที่อุ่นที่สุดในวังแล้วด้วยซ้ำ

แค่ชั้นเดียวเธอยังบ่นว่าร้อนเลย…

ฮวาหวู่เอื้อมมือเข้าไปลองจับดูหน่อย เขานอนไปตั้งครึ่งชั่วยามแล้ว แต่ข้างในยังเย็นเฉียบเหมือนเดิม

“หนาวก็ไม่บอกกันเล่า!”

ฮวาหวู่รีบลุกไปหยิบผ้าห่มมาเพิ่มอีกผืน แล้วยังเรียกคนให้เอา “ถังเก็บความร้อน” มาใส่ไว้ใต้ผ้าด้วย

จงอู๋รู้สึกดีขึ้นหน่อย แต่เจ้าถังนั้นก็เล็กนิดเดียว ต้องเอาไปแปะไว้ถึงจะอุ่นตรงจุด

ฮวาหวู่นั่งเฝ้าอยู่พักใหญ่ สุดท้ายร่างกายของจงอู๋ก็ยังไม่อุ่นขึ้นเท่าไหร่เลย...

…………………………………………………………………………………………………………………………….

โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (32)

จงอู๋ไอหนักมาก ตัวทั้งตัวม้วนอยู่ใต้ผ้าห่ม ดูแล้วน่าสงสารไม่น้อย

ฮวาหวู่ได้แต่ถอนหายใจในใจอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะยกผ้าห่มขึ้นแล้วแทรกตัวเข้าไปนอนข้าง ๆ

“เจ้าจะทำอะไร...”

จงอู๋ไม่รู้ว่านางคิดจะทำอะไร แต่ร่างกายของนางช่างอบอุ่นเหลือเกิน จนเขาแทบอยากกอดไว้แน่น ๆ เพื่อดึงไออุ่นนั้นมาให้ตัวเอง

แต่...

จงอู๋เอ่ยเสียงต่ำเหมือนข่มกลั้นอะไรบางอย่าง “เจ้าลงไปซะ!”

ใครใช้ให้นางขึ้นมาเองตามใจชอบ!

ฮวาหวู่จับมือเขาที่พยายามจะผลักนางออกไว้แน่น “ฝ่าบาท หากไม่อยากอดเห็นตะวันพรุ่งนี้ ก็อย่าขยับดีกว่าเพคะ”

จงอู๋นิ่งไป ไม่พูดอะไรต่อ

ร่างกายของเขาแนบอยู่กับความนุ่มอุ่นของฮวาหวู่ แขนขาที่เย็นเฉียบก็เหมือนได้ไออุ่นกลับมา

ในความมืดนั้น เขาได้ยินเสียงหัวใจเต้นที่สม่ำเสมอและมั่นคง

ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใครกันแน่...

ความง่วงเริ่มคลืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ เหมือนมีแรงบางอย่างดึงเขาให้จมลงไปในมหาสมุทรที่อบอุ่น

ร่างกายที่เคยหนักอึ้งก็ค่อย ๆ เบาลงราวกับไม่มีน้ำหนักอีกต่อไป

...

...

รุ่งเช้า

จงอู๋ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าข้างกายไม่มีใครอยู่เลย

ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีรอยยุบจากการนอนอยู่ตรงนั้น เขาคงคิดว่าทั้งหมดเมื่อคืนเป็นแค่ความฝัน

ทั้งวันฮวาหวู่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อคืนเลย และจงอู๋ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเช่นกัน

แต่พอถึงเวลาเข้านอนตอนกลางคืน เขามองฮวาหวู่ที่เตรียมตัวจะขึ้นเตียง แล้วถามเสียงเรียบ

“เจ้าจะทำอะไร”

“ก็นอนน่ะสิ” ฮวาหวู่ตอบหน้าตาย

จงอู๋หันไปมองอีกฝั่งของเตียง

ฮวาหวู่พูดอย่างตรงไปตรงมา “ไม่หนาวหรือ?”

จงอู๋ไม่พูดอะไร

อาจเพราะรู้ตัวว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มาก พอถึงเวลากลางคืน เขาก็จะรู้สึกหนาวจับใจ เหมือนจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก

ฮวาหวู่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันไม่รังเกียจพระองค์นะ”

หลังจากเคยนอนบนเตียงนี้ ฮวาหวู่รู้สึกเลยว่า ที่ผ่านมานางทนลำบากแทบตาย!!

แถมหน้าตาของจงอู๋ก็ไม่ได้แย่อะไรซะหน่อย

แค่นอนกอดกันจะเป็นอะไรไป?

จงอู๋ไม่ตอบอะไร

ใครรังเกียจใครกันแน่?

พอคิดถึงการนอนหนาว ๆ คนเดียวทุกคืน มันก็หนาวจนกัดเข้าไปถึงกระดูกจริง ๆ

ไหน ๆ ฮวาหวู่ก็เป็นชายาของเขาแล้ว จะนอนเตียงเดียวกันมันก็ไม่แปลกอะไร

นางยังไม่คิดอะไรเลย แล้วเขาจะคิดมากทำไมกัน?

จงอู๋เลยล้มตัวลงนอนทันที

มีฮวาหวู่ที่เปรียบเหมือนเตาอุ่นข้างตัว ในที่สุดเขาก็นอนหลับได้อย่างสบาย

สุขภาพก็ค่อย ๆ ดีขึ้นทีละนิด กินข้าวได้มากขึ้นทุกวัน

ถ้าวันไหนอากาศดี ๆ ฮวาหวู่ก็จะให้เจี้ยนซูหรืออูเหอพาเขาออกไปเดินเล่นที่สวนหลวง

แต่ส่วนใหญ่จงอู๋ก็แค่นั่งเฉย ๆ ไม่ได้อยากเดินไปไหน

เขาเริ่มเรียกให้คนบางกลุ่มเข้ามาเข้าเฝ้า ระหว่างที่ยังพอมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่

ถึงแม้ข่าวว่าเขาป่วยหนักจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ก็เริ่มมีข่าวลือออกไปแล้ว

ดูท่าจะปิดไว้ได้อีกไม่นาน

...

...

วันหนึ่งหลังจากส่งขุนนางทั้งหลายออกไป เจี้ยนซูก็เดินกลับเข้ามา แล้วเห็นจงอู๋ยืนอยู่ริมหน้าต่าง

สายตาของเขากำลังมองออกไปยังฮองเฮาที่อยู่ในสวนด้านนอก ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่

ช่วงหลังมานี้ เจี้ยนซูเห็นจงอู๋ยืนแบบนี้อยู่หลายครั้งแล้ว

แต่ก็เดาไม่ออกเลยว่าฝ่าบาทกำลังคิดอะไรในใจ

“ฝ่าบาท”

เจี้ยนซูที่ติดตามจงอู๋มาหลายปี ถึงแม้บางครั้งจะกลัวพระองค์มาก แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังอยากให้พระองค์หายดี

“ให้กระหม่อมเรียนเชิญฮองเฮาเข้ามาหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

“ไม่ต้อง” จงอู๋ละสายตากลับมา

“ฝ่าบาท...พระองค์กับฮองเฮา...”

เจี้ยนซูเหมือนอยากพูดอะไร แต่ก็ลังเล

“มีอะไรก็พูดมาเถอะ”

เจี้ยนซูเหมือนรวบรวมความกล้าอยู่พักนึง

“ฝ่าบาททรง...ทรงโปรดฮองเฮาหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

“คำว่าชอบ...มันคืออะไร?”

เจี้ยนซูไม่เคยมีความรัก ไม่มีคู่ครอง และก็ไม่เคยแอบชอบใคร

เขาตอบไม่ได้จริง ๆ

เขาแค่รู้สึกว่า ฝ่าบาทช่วงนี้ดูแปลกไปจากเดิม

สุดท้ายคำถามนั้น...ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้

...

...

ปีจ้าวเหมิงที่ห้า ต้นเดือนสอง

ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาแท้ ๆ แต่กลับมีหิมะตกหนักลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว

หิมะลูกนั้น ทำให้จงอู๋ล้มป่วยอย่างหนัก

แล้วก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย...

ดูเหมือนจงอู๋จะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเวลาของเขาใกล้หมดเต็มที

หลังจากพบทุกคนครบแล้ว เขาถึงเรียกฮวาหวู่เข้าไปหา

ในห้องเงียบกริบผิดปกติ

ฮวาหวู่นั่งลงข้างเตียง มองชายหนุ่มที่นอนอยู่ตรงหน้า

สีหน้าของจงอู๋ตอนนั้นกลับดูมีเรี่ยวแรง เขายื่นมือออกมาเป็นสัญญาณให้ฮวาหวู่ช่วยพยุงขึ้น

ฮวาหวู่คิดว่าเขาคงอยากลุกขึ้นนั่ง ที่ไหนได้ เขากลับโน้มตัวเข้ามาซบอยู่ในอ้อมกอดของนางแทน

ฮวาหวู่พยุงบ่าของเขาไว้ แต่ก็ไม่ได้ผลักออก

“เจ้ากำลังจะได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว”

ฮวาหวู่ก้มมองเขานิ่ง ๆ

ชายหนุ่มตรงหน้าใบหน้าซูบลงมาก ดวงตาก็มองต่ำลงไม่สบตาใคร ขนตายาวบดบังอารมณ์ในแววตาไว้หมด

จงอู๋รู้สึกได้ว่าอ้อมแขนที่กอดเขาอยู่แน่นขึ้นเล็กน้อย

แต่เขามองไม่เห็นสีหน้าของคนข้างหลัง และเขาก็ไม่อยากเห็นด้วย

“เราก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาตั้งหลายปี อย่างน้อยมันก็มีอะไรบางอย่างระหว่างเรา...เจ้าจะรับปากข้าสักเรื่องได้หรือไม่?”

“...ได้เพคะ”

จงอู๋ค่อย ๆ ดึงจดหมายฉบับหนึ่งกับพระราชโองการจากในแขนเสื้อออกมา

“คำสั่งสุดท้ายข้าเขียนเสร็จหมดแล้ว เจ้าไม่ต้องปลอมอีก”

เขายัดพระราชโองการใส่มือฮวาหวู่ “เรื่องที่ข้าอยากให้เจ้ารับปาก...อยู่ในจดหมายนี่”

ฮวาหวู่ถามเสียงเรียบ “ท่านมีอะไรค้างคาใจอีกหรือ?”

“ก็มีอยู่เรื่องนึง”

“พูดมาเลย”

จงอู๋เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เริ่มพร่ามัวนั้นกลับมีรอยยิ้มเจือจางแทรกอยู่

“เจ้าก้มหน้าลงหน่อยสิ”

ฮวาหวู่ก้มลงอย่างว่าง่าย

ปลายนิ้วเย็น ๆ ของจงอู๋แตะที่แก้มนาง แล้วในขณะที่ฮวาหวู่ยังค้างอยู่อย่างงง ๆ ริมฝีปากของเขาก็แตะลงมา

จูบนั้นเบามาก เบาราวกับปุยหญ้าในสายลมฤดูใบไม้ผลิ

สัมผัสเย็นเฉียบที่อยู่บนแก้มนางค่อย ๆ ไหลลื่นหายไป

...

...

ปีจ้าวหมิงที่ห้า วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์

...

...

พระราชโองการแต่งตั้งมอบบัลลังก์ให้แก่จงชิง

จงอู๋จัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว

คนของเขาทั้งหมดให้การสนับสนุนจงชิง ทำให้การขึ้นครองราชย์เป็นไปโดยไม่มีอุปสรรค

หลังจากฮวาหวู่ช่วยให้จงชิงนั่งบัลลังก์ได้มั่นคงแล้ว นางก็ออกจากวัง

ในวันที่ออกเดินทาง เจี้ยนซู อูเหอ และฉาอวี่มาส่งนาง

หญิงสาวในชุดขาวเรียบง่าย ยืนอยู่หน้ารถม้า

เจี้ยนซูนึกย้อนถึงวันที่นางแต่งงาน

วันนั้นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับแพรวพราวเอนตัวอยู่ในเกี้ยว ชุดเจ้าสาวสีแดงสดดั่งเปลวเพลิง

“ฮองเฮาแน่ใจหรือพะยะค่ะว่าจะไม่ให้หม่อมฉันตามไปด้วย?” ฉาอวี่ดูไม่อยากจากลา “ฮ่องเต้สั่งให้หม่อมฉันดูแลพระองค์ให้ดี”

“ไม่ต้องหรอก” ฮวาหวู่ยิ้มบาง ๆ “กลับไปเถอะ ตอนนี้จงชิงต้องการพวกเจ้ามากกว่า”

“ฮองเฮา...”

ฮวาหวู่โบกมือเบา ๆ แล้วก้าวขึ้นรถม้าไป

รถม้าค่อย ๆ แล่นจากกำแพงวังที่สูงตระหง่าน ลับตาไปในเมืองอันวุ่นวาย

เจี้ยนซูมองรถม้าที่กำลังจะหายลับไป รู้สึกเหม่อลอยขึ้นมาเล็กน้อย

เขาคงไม่มีวันรู้หรอกว่า ฮ่องเต้หนุ่มคนนั้น...เคยรักฮองเฮาของพระองค์หรือเปล่า

...

...

ฮวาหวู่นั่งพิงในรถม้า เท้าคางมองวิวภายนอกที่เริ่มเปลี่ยวเหงา

“เมี่ยงเมิ่ง”

【มีอะไร?】

“เจ้าว่า...ที่เขาจูบฉันก่อนตายนั่น หมายความว่าอะไรเหรอ?” ฮวาหวู่ครุ่นคิดอยู่นานแล้ว “เขารักฉันรึเปล่า?”

【……】แค่นี้เอง?【สำคัญด้วยเหรอ?】

ฮวาหวู่ดูไม่ได้สนใจคำตอบของเมี่ยงเมิ่งเลย พูดต่อเองเฉย ๆ

“หรือเขาแค่แกล้งข้ากันแน่? จงใจทำให้ข้าค้างคาใจ? ผู้ชายนี่มันร้ายจริง ๆ!”

【……】

【คุณหนูคะ มีเรื่องจริงจังให้ช่วยไหมคะ?】

“ช่วยยื่นเรื่องขอออกจากระบบให้หน่อย”

【ได้ค่ะ】

เมี่ยงเมิ่งกำลังจะปิดระบบอยู่แล้ว แต่ก็อดถามต่อไม่ได้

【แล้วตอนนี้...จะไปไหนเหรอ?】ไม่อยู่ในวังหลวงแล้ว อยู่ดี ๆ จะออกไปข้างนอกทำไม...

“เฮ้อ...” ฮวาหวู่วางม่านหน้าต่างลง แล้วเอนตัวลงบนเบาะนุ่ม ๆ ในรถ

“ไปส่งจงอู๋กลับบ้านน่ะ”

【……คุณหนูนี่ชิลจริง ๆ】

“ก็ช่วยไม่ได้นี่นา นางเอกคนนี้จิตใจดีอะ”

【……】

เมี่ยงเมิ่งไม่รู้จะตอบยังไงแล้ว เลยตัดสินใจ...ปิดระบบแล้วเลิกงานดีกว่า

…………………………………………………………………………………………………………………………….

โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (33)

ในคุกใต้ดินที่แสนสกปรก เด็กตัวเล็กในชุดผ้าหยาบ ๆ กำลังกึ่งนั่งกึ่งยองอยู่ตรงหน้าหญิงผมยุ่งกระเซอะกระเซิง พยายามป้อนข้าวต้มที่เหลวเหมือนน้ำเข้าปากนางอย่างตั้งใจ

“ท่านแม่ กินข้าวต้มหน่อยนะขอรับ”

“ท่านแม่ไม่หิวน้ำจ้ะ” เสียงของหญิงคนนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ให้อู๋เอ๋อร์กินเองเถอะ”

เด็กน้อยส่ายหัว “อู๋เอ๋อร์ก็ไม่หิวเหมือนกัน”

“งั้นเราก็เก็บไว้นะ ดีหรือไม่?”

“อืม ดี!”

เด็กน้อยแอบเอาชามดินเผาที่ร้าวเล็กน้อยไปซ่อนไว้หลังกองฟางแห้ง

แล้วเขาก็ขดตัวซบลงข้างแม่ “ท่านแม่...ท่านพ่อจะมาช่วยเราตอนไหนหรือ?”

“อีกไม่นานแล้ว...อีกไม่นานท่านพ่อก็จะมาช่วยเราแล้วลูก...” หญิงคนนั้นกอดลูกไว้แน่น กระซิบเสียงแผ่ว

นางเริ่มฮัมเพลงเบา ๆ ขึ้นมา

แต่ยังไม่ทันจบ เสียงตะโกนก็ดังขึ้นมานอกคุก

“ร้องอะไรนักหนา หุบปากไปเลย!”

เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก กลัวจนตัวสั่นไปทั้งตัว แล้วรีบซุกเข้าหาอ้อมอกของแม่

แม่ของเขาลูบหลังปลอบเบา ๆ “ไม่ต้องกลัวนะลูก แม่อยู่นี่แล้ว...”

...

...

ตระกูลฝ่ายแม่ของจงอู๋ เป็นขุนนางชั้นสูงชื่อดังของราชวงศ์ก่อน

ผู้ชายที่อยากมาสู่ขอท่านแม่นั้น...ถึงจะไม่ได้ต่อคิวยาวไปถึงนอกเมือง แต่ก็มีมาไม่ขาดสาย

แต่แม่ของเขาตาดี มาตรฐานสูง ไม่เห็นหัวใครเลยสักคน

จนกระทั่ง...

พ่อของเขาปรากฏตัว

ตระกูลของพ่อก็เคยรุ่งเรืองมาก่อนเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ตกต่ำ

พอสอบได้คะแนนดีในการสอบจอหงวน ก็คิดว่าจะมีหวัง แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครสนใจ

ตอนนั้นราชวงศ์เดิมเน่าหนอนจนย่ำแย่แล้ว

ที่พ่อเขาได้อันดับมาน่ะ ไม่รู้ว่าฟ้าส่งโชคหรือเทพที่ไหนเมตตา ถึงได้หลุดรอดออกมาแบบนั้น

ต่อมาตระกูลท่านพ่อก็ใช้เส้นสายเก่า ๆ ติดต่อฝั่งท่านแม่ หวังจะสู่ขอนาง

แน่นอนว่า ฝั่งท่านแม่ไม่ยินยอมอยู่แล้ว

ตอนนั้นพ่อของเขาไม่มีอะไรเลยซักอย่าง

แต่แม่เขาดันบอกว่า พ่อไม่เหมือนใคร นางชอบเขา และจะต้องแต่งให้ได้

สุดท้ายครอบครัวก็ต้องจำใจยอมให้แต่ง

แต่ว่าพ่อของเขากลับรู้สึกว่า ตัวเองถูกบังคับให้แต่งงาน เลยไม่ได้ใส่ใจดูแลท่านแม่เขาสักเท่าไหร่

หลังจากนั้นเป็นตาของท่านตาเขา ที่ช่วยหาทางฝากฝัง ดันให้ท่านพ่อได้ตำแหน่ง ช่วยลูบหลังตบไหล่ จนได้เติบโตในวงราชการ

หลังจากนั้น...พ่อของเขาก็เริ่มดีขึ้นกับแม่

แล้วเขาก็เกิดมา

หลังจากเขาเกิดมา ท่านพ่อดูเหมือนโชคจะเข้าข้างขึ้นเรื่อย ๆ ได้เลื่อนตำแหน่งแบบก้าวกระโดด

แต่เรื่องดี ๆ ก็อยู่ได้ไม่นาน

สามปีต่อมา ท่านพ่อเขาถูกใส่ร้ายจนติดคุก

เป็นท่านตาอีกนั่นแหละที่ทุ่มสุดตัว ช่วยดึงท่านพ่อออกมาได้ แล้วก็ถึงขั้นขายทรัพย์สินในบ้านเพื่อหนุนให้ท่านพ่อก่อการกบฏ

แต่สุดท้าย กบฏของท่านพ่อก็ล้มเหลว

ท่านตาและท่านแม่ของเขาหนีไม่ทัน ถูกจับตัวไป

ตอนนั้นท่านพ่อของเขามีชื่อเสียงระดับหนึ่ง เลยพอมีคนช่วยแม่กับเขาเอาไว้ได้

แต่ท่านตากลับไม่รอด...

หลังจากนั้นอีกสองปี เขากับท่านแม่โดนขัง ทรมาน ถูกทำร้าย...

หนีออกมาได้แทบเอาชีวิตไม่รอด

และที่สำคัญ... คนที่มาช่วยไม่ใช่พ่อของเขา

แต่เป็นกลุ่มกบฏอีกกลุ่มที่บังเอิญผ่านมาช่วยคน แล้วพ่วงพวกเขาออกมาด้วย

จงอู๋กับแม่ถูกพาไปทางฝั่งหยวนโจว

แม่เขาอยากตามหาพ่อ

แต่ช่วงนั้นบ้านเมืองวุ่นวายมาก ออกเดินทางมั่ว ๆ ก็อาจโดนฆ่าได้ง่าย ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น...พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านพ่ออยู่ไหน

สุดท้ายแม่ก็ตัดสินใจติดตามกลุ่มกบฏ เดินทางลงใต้

แล้วไปตั้งรกรากที่บ้านเก่าของตระกูลท่านแม่

บ้านนั้นเก่าร้างผุพังมานานแล้ว พวกเขาอยู่กันลำบากมาก

ปีนั้นยังเจอทั้งภัยแล้ง ทั้งโรคระบาด...

ทางการก็เอาแต่รีดไถชาวบ้าน บีบจนคนต้องหันมาเป็นโจรกันหมด

จงอู๋เติบโตมากับแม่

ทั้งหิว ทั้งหนาว

บางครั้งเขายังต้องฆ่าคน... เพื่อปกป้องแม่และตัวเอง

แล้วตอนนั้น พ่อของเขากำลังทำอะไรอยู่?

พ่อของเขากำลังหวานแหววอยู่กับหมอหญิงคนหนึ่งที่เจอช่วงสงคราม...

กำลังเขียนบทรักกลางไฟสงครามอยู่นั่นไง

พอเห็นว่าสถานการณ์กำลังจะนิ่งดีแล้ว อยู่ดี ๆ ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องตัวตนกับที่อยู่ของพวกเขาออกไป

สุดท้ายเขากับแม่ก็ถูกจับ ถูกใช้เป็นตัวประกันเพื่อบีบพ่อของเขา

แม้สุดท้ายพวกเขาทั้งสองจะรอดออกมาได้...

แต่แม่ของเขาก็ต้องเจ็บปวดมามากมายกว่าจะมีวันนี้

จงอู๋ไม่รู้ว่าแม่กับพ่อเขาคุยอะไรกันบ้าง

แต่หลังจากที่พ่อขึ้นครองบัลลังก์ เขาก็แต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาท และตั้งแม่เป็นฮองเฮา

ตอนนั้นที่พ่อสามารถก่อกบฏสำเร็จ ก็เป็นเพราะท่านตาเป็นคนหนุนหลัง คอยหาเส้น หาเงินให้

คนที่ท่านตาแนะนำไว้ตอนนั้นก็ยังอยู่ในราชสำนัก

ราชวงศ์เพิ่งจะเริ่มใหม่ พ่อยังต้องการพวกเขาอยู่

เขาไม่กล้าทำอะไรหุนหันพลันแล่น

เขาจึงต้องตั้งแม่เป็นฮองเฮา ตั้งเขาเป็นรัชทายาท เพื่อดึงใจคนในราชสำนัก

...

...

ตอนแรกจงอู๋นึกว่า...ความลำบากทั้งหลายจบลงแล้ว

แม่ของเขาน่าจะได้ใช้ชีวิตดี ๆ สักที

แต่เปล่าเลย...

เพราะร่างกายของท่านที่ต้องตรากตรำมาหลายปี มันก็พังไปหมดแล้ว

ที่แย่คือ พ่อของเขายังชอบอ้างว่างานยุ่ง ไม่เคยมาหาท่านแม่เลย

ถึงจะได้เจอกันบ้าง ก็มีแต่ทะเลาะและไม่เข้าใจกัน

ชอบว่าท่านแม่ของเขาเห็นแก่ตัว เจ้าคิดเจ้าแค้น...

ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรู้สึกผิด ไม่เคยระลึกเลยด้วยซ้ำว่า...

วันนี้ที่เขาได้เป็นฮ่องเต้ มาจากใครกันแน่

ในสายตาของพ่อ...

แม่ของเขา เป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจ

ไม่อยากจะแลแม้แต่แวบเดียว

และเพราะท่าทีแบบนั้นนั่นแหละ...ร่างกายของท่านแม่ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

แม่ของเขาป่วยหนัก ตอนนั้นพ่อกลับมัวแต่ไปตามหา 'หมอหญิงคนนั้น'

หลังจากแม่เสียชีวิต

พ่อของเขาก็เดินทางหลายพันลี้ เพื่อไปรับหมอหญิงกับลูกชายของนางเข้าวังอย่างยิ่งใหญ่

บางทีอาจเพราะแม่เขาเสียใจจนหมดใจ

ตอนก่อนสิ้นใจ นางจับมือลูกไว้แน่นแล้วพูดว่า...

"ถ้าเจ้าชอบใครในอนาคต อย่าให้เขาต้องผิดหวัง ต้องรักนางให้มาก ๆ ทั้งชีวิต...แค่คนเดียวก็พอ"

ตอนที่แม่ถูกฝังไป...

หมอหญิงคนนั้นกับลูกชายของนางก็ได้รับการต้อนรับเข้าสู่วังอย่างโอ่อ่า

พอเขาจัดพิธีไว้ทุกข์เสร็จ

หมอหญิงก็ถูกแต่งตั้งให้เป็น "กุ้ยเฟย" หรือพระสนมขั้นสูง

ถ้าไม่ใช่เพราะตำแหน่งฮองเฮาว่างลงเพราะแม่เพิ่งสิ้นไป

ตำแหน่งฮองเฮานั้น...คงเป็นของหมอหญิงนั่นไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่น่าเสียดาย...

นางดวงไม่ดีนัก

สุดท้ายก็อยู่ในวังได้ไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำก็จากไป

การตายของหมอหญิงคนนั้น พ่อของเขากลับสงสัยว่าเป็นฝีมือของเขา

เขาเองก็เคยคิด...ว่าจะให้นางไปอยู่กับแม่ในอีกโลก

แต่นี่มันวังหลวงนะ

ผู้หญิงของฮ่องเต้มีเพิ่มทุกปี

เขาไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ

หญิงสามัญคนหนึ่ง...

จะไปสู้กับบรรดาสตรีที่เติบโตมาในวังหลัง ซึ่งชินกับการแก่งแย่งชิงดีได้ยังไง?

หมอหญิงคนนั้นอาจจะเคยได้ความรักจากพ่อเขา

แต่ 'รัก' แบบนั้น...มันมีวันหมดอายุ

พอนางตายไป วังหลวงของพ่อเขาก็เหมือนเดิม

มีสนมใหม่ทุกปี ไม่เคยขาด

...

...

ตอนแรก จงอู๋ไม่เคยยึดติดกับตำแหน่งองค์รัชทายาทหรือบัลลังก์เลย

เขารู้ว่าพ่อไม่ชอบเขา

และพ่อ...ก็ไม่อยากให้เขาเป็นรัชทายาทด้วยซ้ำ

เพราะแบบนั้น เขายิ่งอยากได้ตำแหน่งนี้

ไม่มีทางยอมปล่อยให้พ่อยกมันให้จงฉีแน่นอน

พ่อของเขาจับสังเกตได้ไม่ยาก ว่าเขาไม่ชอบจงฉี

หลังจากจงฉีเจอ “อุบัติเหตุ” หลายครั้ง

พ่อก็เริ่มตีตัวออกห่างจากจงฉีอย่างเห็นได้ชัด

แต่จงอู๋รู้ดี...

ทั้งหมดนั่นแค่ทำให้ดู

ลับหลัง พ่อเขายังส่งคนไปฝึกจงฉีอย่างลับ ๆ

พอราชสำนักเริ่มมั่นคง พ่อก็เริ่มคิดจะ ‘เก็บกวาด’ พวกคนเก่า ก่อนที่เขาจะเติบโตขึ้น

ทำให้เขาเป็นแค่รัชทายาทที่ไม่มีใครหนุนหลัง

แต่หลังจากแม่ตาย...

เขาก็รู้แล้วว่า

ทุกอย่างหลังจากนี้...ต้องแย่งมาเองทั้งนั้น

ทุกอย่างที่เขาทุ่มสุดตัวเพื่อคว้ามา

สุดท้าย...ก็สู้ความลำเอียงของพ่อไม่ได้

สู้การสนับสนุนลับ ๆ ที่จงฉีได้รับไม่ได้

เขาถูกผลักดันด้วยความแค้น

จนขึ้นไปถึงตำแหน่งสูงสุดนั้น

แต่กลับลืมถามตัวเองว่า...

สิ่งที่เขาอยากได้ที่สุด...มันคืออะไรกันแน่?

สิ่งที่เขาอยากได้จริง ๆ

คือการได้ออกจากวัง กลับไปยังบ้านหลังเก่าของท่านตา...

กลับไปที่บ้านเก่าของแม่ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่เจ็บปวด...แต่จริงใจ

(จบบท)

 

ตอนต่อไปจะเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ

จบบทที่ โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 31-33

คัดลอกลิงก์แล้ว