- หน้าแรก
- ทะลุมิติฉบับนางร้ายเลเวลตัน
- โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 17-18
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 17-18
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท 17-18
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (17)
ทุกคนต่างก็คิดว่า ด้วยนิสัยขององค์รัชทายาทแล้ว ว่าที่ชายาคงไม่มีทางอยู่ดีมีสุขหรอก
แต่พอมองหน้าว่าที่ชายาดี ๆ เฮ้ย นั่นมันหน้าตาของคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดีชัด ๆ เลยนะ!
ส่วนทางองค์รัชทายาทก็นั่งหน้าดำคร่ำเครียดตลอดเวลา
โดนบังคับให้ทำเหมือนรักใคร่กลมเกลียวกับฮวาหวู่อยู่นั่นแหละ...
ตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก กว่าจะเริ่มพิธีการอย่างเป็นทางการก็อีกนานเลย
ฮวาหวู่ก็เลยได้เจอกับท่านแม่ทัพฉิน พอเจอหน้าก็คุยกันไม่กี่ประโยค
ท่านพ่อฉินก็มองดูชายหนุ่มที่โดนลูกสาวตัวเองจับแขนแน่น แล้วก็แอบคิดในใจว่า เอ๊ะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สองคนนี้ถึงสนิทกันขนาดนี้...?
อยู่ดี ๆ องค์รัชทายาทก็พูดขึ้น
“เปิ่นกงมีเรื่องจะพูดกับท่านแม่ทัพฉิน เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน”
“……”
ฮวาหวู่เบิกตากว้างแล้วร้องออกมาทันที “ฝ่าบาท! ท่านจะทิ้งหม่อมฉันไว้ตรงนี้ก็เหมือนโยนลูกแกะตัวน้อยเข้าไปในฝูงหมาป่าชัด ๆ!”
นี่มันนางเอกมีออร่าเจิดจรัสนะเว้ย!
ถ้าไม่มีออร่าฝ่ายตัวร้ายมาคานไว้ เดี๋ยวเรื่องมันก็เกิดหรอก!
ท่านแม่ทัพฉิน: “!!!”
หัวใจจะวาย กลัวองค์รัชทายาทจะโมโหเอา
แต่เปล่าเลย องค์รัชทายาทแค่หัวเราะเย็น ๆ แล้วโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเธอว่า
“พวกเสือกับเสือดาวที่ใส่หนังแกะนั่นต่างหากที่ควรกลัวเจ้า”
“ไม่เอา!” ฮวาหวู่ทำท่าจะงอแงอีก
“……ข้าจะไม่ไปไกลก็แล้วกัน!” รัชทายาทเริ่มจะหมดความเป็นองค์ชาย
ฮวาหวู่ลังเลอยู่นิดหนึ่ง “งั้นท่านต้องคอยมองดูข้านะ ถ้ามีใครแกล้งข้า ท่านต้องรีบกลับมาช่วยนะ!”
“……”
ถ้าเจ้าจะไม่แกล้งใครก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว!
“ท่านแท่ทัพฉิน เชิญทางนี้”
ท่านแม่ทัพฉินเดินตามองค์รัชทายาทไปอย่างไม่วางตา ใจเต็มไปด้วยความสงสัยสุด ๆ ว่าทำไมอยู่ดี ๆ องค์รัชทายาทถึงอยากคุยด้วย
คนคนนี้ปกติก็ไม่ค่อยใส่ใจเหล่าขุนนางอยู่แล้ว คำว่า ไม่เห็นหัวใคร นี่มันแทบจะสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะเลย
ถึงจะมาแต่งกับลูกสาวเขาแล้วก็เถอะ แต่ก็ไม่ค่อยได้พูดอะไรกัน แถมไม่เคยคิดจะดึงเขาเข้าพวกเลยด้วย
ท่านแม่ทัพฉินก็ไม่เข้าใจ ว่าองค์รัชทายาทคนนี้มีคนสนับสนุนเยอะขนาดนั้นได้ยังไงกันแน่
ส่วนทางรัชทายาทก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล แค่ห่างพอจะมองเห็นฮวาหวู่ได้เท่านั้นเอง
……
เรื่องที่องค์รัชทายาทคุยกับท่านแม่ทัพฉิน ก็หนีไม่พ้นเรื่องตัวตนของฮวาหวู่
แม้เขาจะไม่ได้บอกว่ารู้มาจากไหน แต่ไม่กี่คำก็ทำเอาท่านแม่ทัพฉินหน้าซีด
“ท่านแม่ทัพฉินไม่ต้องกังวล ตอนนี้ฉินฮวนก็เป็นชายาของเปิ่นกงแล้ว เปิ่นกงเองก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาทำให้ตำหนักตงกงต้องโดนลูกหลง”
ท่านพ่อฉินไม่เข้าใจเจตนาเลย “……แล้วความหมายของฝ่าบาทคือ?”
“ท่านทำตามที่เปิ่นกงบอกก็พอ”
พูดยังไม่ทันจบดี เสียงกรี๊ดก็ดังมาจากอีกฝั่งหนึ่ง
รัชทายาทเงยหน้าขึ้น แล้วก็พบว่าฮวาหวู่หายตัวไปแล้ว!
“……”
“ใครก็ได้! เร็วเข้า!!”
“ช่วยด้วย!!”
เสียงมาจากฝั่งสระอวี๋หลินที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
สองข้างของสระมีทางเดินเล่นยาว ๆ มีต้นหลิวปลูกเรียงรายไว้ด้านนอก
เป็นระยะ ๆ จะมีแท่นตกปลาอยู่ แถมไม่มีรั้วกั้นซะด้วย
รัชทายาทวิ่งไปทันที แล้วสิ่งแรกที่เห็นก็คือว่าที่ชายาของเขา ยืนอยู่ข้าง ๆ ต้นหลิวต้นหนึ่งที่อยู่ติดกับแท่นตกปลา กำลังมองไปยังคนที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ
รอบ ๆ เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่วิ่งวุ่นพยายามช่วยชีวิต
รัชทายาทรีบเดินก้าวยาว ๆ เข้าไป แล้วก็ดึงฮวาหวู่เข้ามากอดไว้แน่น
กดหัวเธอซบกับอกตัวเอง ไม่ยอมให้ใครเห็นสีหน้าเธอ “อย่าขยับ”
คนที่อยู่ในน้ำนั่นดูยังไงก็เป็นสนมในวังหลังแน่นอน
ถึงจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขารู้เลยว่าเกี่ยวกับนังตัวแสบคนนี้แน่ ๆ
ถ้าปล่อยให้ใครมาเห็นสีหน้าแบบ ใช่จ้ะ ชั้นผลักเอง แถมยังเสียดายที่นังนั่นไม่ตาย ของเธอเข้า
ตำแหน่งรัชทายาทของเขาจะรักษาไว้ได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย
พอเห็นว่าใคร ๆ กำลังช่วยกันอยู่ รัชทายาทก็รีบพาฮวาหวู่ถอยออกมาแอบอยู่ในระเบียงยาว
“เจ้าผลักนางตกน้ำใช่หรือไม่?”
ฮวาหวู่ตอบแบบภาคภูมิใจสุด ๆ “นางไม่ทันเห็นหน้าข้าเลยนะ!”
“แล้วเจ้าผลักนางทำไม?” รัชทายาทกัดฟันถาม “เจ้าบ้าไปแล้วรึไง!”
“เปล่าสักหน่อย”
“งั้นเจ้าผลักนางทำไมอีกล่ะ!”
ฮวาหวู่ทำท่าคิด แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง “ก็...คุณสมบัติของนางเอกไงล่ะ ‘กล้าหาญช่วยคนโดยไม่กลัวอันตราย’”
“???”
ผลักสนมตกน้ำเนี่ยนะ กล้าหาญ? ช่วยใคร? ช่วยตัวเองเหรอ?
รัชทายาทอยากจะบีบคอเธอให้รู้แล้วรู้รอด “ผลักเสร็จแล้วยังอยู่ตรงนั้นอีก ไม่กลัวคนอื่นเขารู้รึไงว่าเจ้าทำ!”
“ก็พวกเขามากันเร็วเกินไป! ถ้าข้าวิ่งหนีไปสิ จะดูน่าสงสัยกว่าอีก” ฮวาหวู่พูดหน้าตาเฉย “งั้นข้าก็เลยยืนชี้นิ้วสั่งให้พวกเขาช่วยคนนั่นแหละ”
“……เจ้ามั่นใจนะว่าไม่เห็นหน้าเจ้า?”
ฮวาหวู่พยักหน้า “อื้ม ข้าระวังสุด ๆ แล้ว”
“ก็ดีแล้วล่ะ”
จงอู๋ยังเชื่อมั่นในตัวฮวาหวู่อยู่หน่อย ๆ อย่างน้อยก็รู้ว่าเธอไม่ทำอะไรที่ทำร้ายคนอื่นแบบไม่มีผลประโยชน์อะไรตอบแทนหรอก
……
พอคนในน้ำถูกช่วยขึ้นมาได้ จงอู๋ก็จำได้ทันทีว่า…
นั่นมันพระสนมผู้เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อในช่วงสองปีนี้…พระสนมเสียนเฟย!
แล้วยังมีเด็กคนหนึ่งที่ถูกช่วยขึ้นมาพร้อมกันอีก…
องค์ชายสิบสาม?
จงอู๋หันไปมองฮวาหวู่แวบหนึ่ง
ถึงแม้บางทีเธอจะเพี้ยน ๆ ไปบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะผลักพระสนมลงน้ำแบบไม่มีเหตุผลหรอก
องค์ชายสิบสามเป็นลูกของพระสนมหรูเฟยซึ่งเป็นองค์หญิงจากราชวงศ์ก่อน
นั่นก็คือมีสายเลือดเดียวกับฮวาหวู่
เพราะฉะนั้น…
เป้าหมายของฮวาหวู่ก็คือองค์ชายสิบสาม
จงอู๋ใช้เวลาไม่นานก็เข้าใจเหตุผลของฮวาหวู่
เรื่องชาติกำเนิดของหรูเฟยเป็นที่รู้กันทั่วไป
ถ้านางคิดจะสืบหานิดหน่อย ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคือใคร
นางเองก็เคยเป็นองค์หญิงของราชวงศ์ก่อนเหมือนกัน
รู้สึกเห็นใจลูกของหรูเฟยก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่นางมันทำเกินไป!!
……
พอพระสนมเสียนเฟยถูกช่วยขึ้นมา ก็หมดสติไปแล้ว
บรรดาข้ารับใช้รีบวิ่งไปตามหมอหลวงกันให้วุ่น แล้วก็พากันช่วยกันพานางไปยังตำหนักด้านข้าง
ทุกคนมัวแต่ห่วงพระสนม
ไม่มีใครเหลียวแลเด็กที่เปียกโชกคนนั้นเลยสักนิด
เด็กน้อยแค่สำลักน้ำไปสองสามอึก พอถูกดึงขึ้นมาก็หน้าออกซีด ๆ แต่ไม่ได้ดูอันตรายถึงชีวิต
เขายืนอยู่ตรงนั้น มองดูผู้คนพากันห้อมล้อมพระสนมจากไป
แล้วบริเวณแท่นตกปลาที่เคยวุ่นวายเมื่อครู่ก็เงียบสงัดลงทันที
เจ้าหนูเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสีดำสนิทมองขึ้นไปยังคนที่อยู่บนระเบียง
จงอู๋กับฮวาหวู่ยังยืนอยู่ตรงนั้น
เด็กน้อยเอียงคอเล็กน้อย ริมฝีปากซีดเผือกขยับเบา ๆ
“พี่รัชทายาท...”
จงอู๋ยังคงสีหน้าเย็นชา ไม่แม้แต่จะตอบ
เขาดึงตัวฮวาหวู่แล้วเดินจากไปทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยคำเตือน
“ไม่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลอะไร ตอนนี้เจ้าห้ามเข้าใกล้เขาเด็ดขาด!”
“นั่นเขาเรียกท่านว่าพี่รัชทายาทเชียวนะ” ฮวาหวู่พูดขึ้น “ท่านนี่ใจร้ายจริง ๆ”
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเขาเป็นใคร เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนพิเศษ”
“พระสนมเสียนเฟยเพิ่งตกน้ำ ตอนนี้เปิ่นกงไปยุ่งเกี่ยวกับองค์ชายที่มีสายเลือดจากราชวงศ์ก่อนเข้า จะไม่โชคร้ายได้ยังไง?”
พระสนมเสียนเฟยคือคนที่เสด็จพ่อโปรดปรานที่สุดในช่วงสองปีนี้
ถ้าเหตุการณ์ตกน้ำครั้งนี้หาไม่เจอว่าใครเป็นคนทำ
แล้วเขายังไปแตะต้ององค์ชายที่เป็นสายเลือดราชวงศ์ก่อนอีก
ซวยแน่นอน!
ฮวาหวู่ไม่ได้ปฏิเสธว่าเธอรู้ว่าเด็กนั่นเป็นใคร
เธอแค่หันกลับไปมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ “แล้วถ้าเขาตายล่ะ?”
“ไม่มีทาง” จงอู๋พูดทันที “ยังไงก็ต้องมีคนมาช่วยเขาอยู่แล้ว”
“แล้วท่านรู้ได้ยังไง?”
“ถึงยังไงเขาก็เป็นองค์ชาย คนธรรมดาไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาหรอก”
“แต่คนที่ไม่ธรรมดากล้าทำนะ อย่างคนเมื่อกี้นั่นไง”
“เจ้ามองเห็นอะไร?”
ตอนนั้นพระสนมเสียนเฟยไม่ได้ให้ใครตามมาด้วย
พาองค์ชายสิบสามมาที่แท่นตกปลาด้วยตัวคนเดียว
ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็ยังอยู่ในสวนหลวง ไม่มีใครอยู่ฝั่งสระอวี๋หลินเลย
พระสนมเสียนเฟยไม่กล้าฆ่าองค์ชายสิบสามในวันสำคัญแบบนี้หรอก
เธอน่าจะคิดแค่อยาก “สั่งสอน” เด็กนั่น
ฮวาหวู่เห็นพระสนมเสียนเฟยกดหัวองค์ชายสิบสามลงไปในน้ำกับตา
“ข้าแค่ทนไม่ได้ที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งรังแกเด็กตัวเล็ก ๆ น่ะสิ
ในฐานะว่าที่ชายาผู้เปี่ยมด้วยจิตสำนึกแห่งความยุติธรรมแบบข้า จะให้นิ่งดูดายได้อย่างไร”
“แล้วเจ้าก็เลยผลักนางลงน้ำงั้นเรอะ?”
— เจ้านี่มันมีจิตสำนึกความยุติธรรมสุดขั้วจริง ๆ…
ฮวาหวู่ยิ้มหวาน
ในฐานะนางเอก ผู้กล้าหาญชาญชัยเพื่อผู้อื่นคือบทบาทของเธอโดยแท้จริง!
…………………………………………………………………………………………………………………………….
โลกที่ 3: ไม่เป็นแล้วชายารัชทายาท! (18)
ในจิตใต้สำนึกของนางเอกต้นฉบับ ยังมีอีกหนึ่งความตั้งใจแน่วแน่
— นั่นก็คือการสนับสนุนให้องค์ชายสิบสามขึ้นครองบัลลังก์
แน่นอนว่าฮวาหวู่ไม่มีทางปล่อยให้ อุบัติเหตุ …เอ๊ย เป้าหมาย ของคำสัญญานั้นมาตายซี้ซั้วได้หรอก!
พระสนมหรูเฟย ผู้เป็นมารดาขององค์ชายสิบสาม เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมของฮวาหวู่
แต่เป็นพี่น้องต่างมารดากัน
ตอนที่พระสนมหรูเฟยถูกจับเข้าวัง ก็อายุแค่สิบสี่เอง
ไม่มีจักรพรรดิคนไหนจะยอมปล่อยให้ราชวงศ์ก่อนยังมีชีวิตรอดอยู่ได้หรอก
แต่ไม่รู้เพราะคิดยังไง จักรพรรดิองค์ปัจจุบันกลับเก็บนางไว้ในวังหลัง
โดนกลั่นแกล้งอยู่นาน แถมแท้งลูกไปสองครั้ง กว่าจะคลอดองค์ชายสิบสามออกมาได้
แล้วเมื่อครึ่งปีก่อน พระสนมหรูเฟยก็สิ้นพระชนม์
ทิ้งให้องค์ชายสิบสามต้องอยู่ลำพังคนเดียว
เด็กที่เป็นลูกของอดีตองค์หญิง ถ้าไม่มีแม่คอยคุ้มครอง อยู่ในวังหลวงก็เหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ตลอดเวลา
ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ องค์ชายสิบสามกลายเป็นแค่เบี้ยที่ทำให้ฉินฮวนกับพระเอกต้องทรมานใจเล่น ๆ
สุดท้ายจบชีวิตแบบโคตรน่าสงสาร
แล้วเรื่องนี้ก็ทำให้รอยร้าวระหว่างฉินฮวนกับจงฉีลึกยิ่งขึ้น
แต่ตอนนี้ ฉินฮวนไม่คิดจะรักกันแบบเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว
เธอจะดันให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอได้ขึ้นครองบัลลังก์ต่างหาก
ฉินฮวนพูดแค่ประโยคเดียว…
แต่คนที่ต้องลงมือคือฮวาหวู่ไง!
เธอคิดถึงความง่ายสมัยที่ยังเป็นตัวร้ายจริง ๆ
ตอนนั้นก็มีหน้าที่เดียว — จัดการตัวเอก!
พอจัดการเสร็จก็ตายจากเนื้อเรื่องไปแบบเท่ ๆ
แต่มาตอนนี้ ที่เธอต้องมารับบทนางเอก…
รู้สึกเหมือนโดนหลอกให้สมัครงานเลยอะ!
แถมยังไม่มีที่ให้ไปร้องเรียนด้วย!!
……
……
จงอู๋พาฮวาหวู่กลับมาที่สวนหลวง
เหตุการณ์ที่สระอวี้หลินทำให้คนเริ่มซุบซิบกันเรื่องพระสนมเสียนเฟยตกน้ำ
แล้วข่าวก็ไปถึงหูฮ่องเต้เร็วมาก
ฮ่องเต้เสด็จไปดูอาการพระสนมเสียนเฟยด้วยพระองค์เอง
พอได้ฟังจากปากนางว่าเป็นเพราะมีคนผลักนางตกน้ำ ก็ทรงกริ้วหนักมาก
สั่งให้คนเริ่มสืบหาคนร้ายทันที
แน่นอนว่าฮวาหวู่ตอนนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ เลยหนีไม่พ้นต้องถูกเรียกไปสอบถาม
นางถูกพาตัวเข้าไปในตำหนัก
ฮ่องเต้ประคองพระสนมเสียนเฟยที่ใบหน้าซีดเผือกไว้ในอ้อมแขน
พระสนมเสียนเฟยก็เอาแต่ร้องไห้ ขอให้ฮ่องเต้จับตัวคนร้ายให้ได้
ฮ่องเต้ปลอบนางอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ได้ยินว่าตอนนั้นว่าที่ชายาอยู่ในที่เกิดเหตุ?”
“เพคะ” ฮวาหวู่ก้มหน้าตอบอย่างสุภาพ
“แล้วเจ้ามองเห็นหรือไม่ว่าใครเป็นคนผลักพระสนม?”
“ไม่เห็นเพคะ” น้ำเสียงของฮวาหวู่นิ่งสนิท “ตอนนั้นหม่อมฉันแค่ได้ยินเสียงคนตกน้ำ เลยเดินเข้าไปดู...
เห็นว่ามีคนตกน้ำอยู่ จึงรีบเรียกคนมาช่วยทันที”
ระหว่างว่าที่ชายาและพระสนมเสียนเฟยก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อน
แถมบางคนในเหตุการณ์ก็ยืนยันว่าฮวาหวู่มัวแต่ยืนสั่งคนให้ช่วยชีวิตอยู่
เพราะแบบนี้ ทั้งฮ่องเต้และพระสนมเสียนเฟยเลยไม่คิดว่าฮวาหวู่จะเป็นคนร้าย
มองว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น
ฮวาหวู่ตอบเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ก็ปล่อยให้เธอกลับไปได้
ระหว่างที่เธอกำลังจะออกจากตำหนัก ก็เห็น เหลียงหรูซวง กำลังถูกพาตัวเดินสวนทางเข้ามาพอดี
ชีวิตในจวนอันหยางอ๋องของเหลียงหรูซวงไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด
พระชายาอ๋องอันหยางไม่ใช่ลูกสาวตระกูลใหญ่ เป็นคนขี้เหนียว ใจแคบ
มองว่าเหลียงหรูซวงแค่เป็นคุณหนูตระกูลรอง ยังดีได้แต่งเข้าจวนอ๋อง ถือว่าเป็นบุญแล้ว
ส่วนคุณชายจงหนิงก็ถูกอิทธิพลจากพระชายาตัวแม่จนเริ่มคิดว่า
คืนวันนั้น เหลียงหรูซวงเป็นฝ่ายเสนอหน้ามาเอง
หลังแต่งงานได้ไม่กี่วัน จงหนิงก็พาหญิงสาวหน้าตาดี ๆ กลับมาเพียบ
แล้วก็หมกตัวอยู่กับพวกนางทั้งวัน
เหลียงหรูซวงที่เป็นสะใภ้อยู่ในจวน
กลับโดนแม้แต่สาวใช้แสดงสีหน้าเหยียดใส่
ผู้หญิงของจงหนิงก็หมั่นหาเรื่องนางแทบทุกวัน
แค่จะเข้าวังวันนี้ นางก็ต้องคิดสารพัดแผนถึงจะได้มา
ตอนเดินสวนกัน
เหลียงหรูซวงหันหน้ามาแวบหนึ่ง แล้วก็ยกมุมปากขึ้นนิด ๆ เป็นรอยยิ้มบาง ๆ
ฮวาหวู่: “!!!”
โอ้โห ซวยแล้ว!
ฮวาหวู่ถอนหายใจหนึ่งเฮือก แล้วแกล้งทำใจเย็น เดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จงอู๋รอเธออยู่ไม่ไกล พอเธอเดินมาใกล้ ก็ถามขึ้นว่า
“ไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่?”
“เปล่าเพคะ” ฮวาหวู่ตอบด้วยน้ำเสียงปกติ “แต่เรากำลังจะมีปัญหาแล้วล่ะ”
พอจงอู๋ได้ยินคำว่า เรา ก็เริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดีทันที “……เจ้าไปทำอะไรอีกแล้ว?”
“หม่อมฉันเปล่านะฝ่าบาท!” ฮวาหวู่ทำหน้าบริสุทธิ์สุดฤทธิ์ ก่อนจะกดเสียงต่ำลง “เหลียงหรูซวงเข้าไปข้างในแล้วล่ะ เราสองคนอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นก็ไม่เห็นนางเลยใช่หรือไม่? แล้วนางจะเข้าไปทำไม? แล้วเรื่องที่ให้ฝ่าบาทไปจัดการ ท่านทำเสร็จรึยัง?”
“ฝั่งท่านพ่อเจ้า ข้าบอกไปหมดแล้ว แต่ทางฮูหยินฉิน…”
“ไม่เป็นไร ยังทันอยู่” ฮวาหวู่ยังใจเย็น “ตอนนี้รีบไปแจ้งท่านพ่อข้า เขาจะหาทางส่งข่าวให้ฮูหยินฉินเอง”
จงอู๋พยักหน้า “อย่างอื่นข้าจัดการไว้หมดแล้ว ไม่น่ามีปัญหา”
“ดีเพคะ”
ฮวาหวู่ยกมือจัดเสื้อผ้าตัวเอง เตรียมพร้อมแต่งองค์ทรงเครื่องรบ เพราะอีกเดี๋ยวจะได้ขึ้นสังเวียนแล้ว
……
แล้วก็จริงดังคาด
มีขันทีเร่งฝีเท้าเข้ามาแจ้ง
“องค์รัชทายาท ว่าที่ชายา ฝ่าบาททรงเรียกพบพ่ะย่ะค่ะ”
ฮวาหวู่เดินเข้าไปในตำหนักอีกครั้ง
คราวนี้คนในห้องเหลือน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศก็ชวนอึดอัดแปลก ๆ
แม้แต่พระสนมเสียนเฟยที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ก่อนหน้านี้ยังเงียบสนิท
ฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่ตรงขอบเตียง พระหัตถ์ทั้งสองข้างกดลงที่เข่า สีหน้าเคร่งขรึม
เหลียงหรูซวงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ดวงตาก้มต่ำ แต่แผ่นหลังตรงตึง
ราวกับจะประกาศความมั่นใจของตนให้ทุกคนรู้
บานประตูหลังสุดของตำหนัก ค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ หลังจากพวกเขาเข้ามา
เสียงประตูไม้หนาหนักนั้นเสียดหูยาวนาน
จนแสงจากด้านนอกค่อย ๆ หายไป เหลือไว้เพียงความมืดครึ้มในห้อง
“เสด็จพ่อ”
จงอู๋กล่าวอย่างเรียบเฉย
ฮวาหวู่ก็ทำตาม พอเป็นพิธี
ฮ่องเต้ตอนนี้ไม่ได้สนใจมารยาทเท่าไหร่ สายตาคมกริบของพระองค์จ้องมาที่ฮวาหวู่
“ว่าที่ชายาขององค์รัชทายาท อายุเท่าไหร่แล้ว?”
“กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันอายุสิบหกปีเพคะ”
ฮ่องเต้เงียบไปพักใหญ่
จนจงอู๋ต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“เสด็จพ่อ ทรงมีสิ่งใดจะบัญชาหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
สายตาฮ่องเต้มองไปยังจงอู๋
ถึงจะไม่ได้โปรดปรานลูกชายคนนี้นัก แต่ช่วงนี้ก็ยอมรับว่าจงอู๋แสดงผลงานดี
ดูเหมือนจะเข้ากับว่าที่ชายาได้ดีเสียด้วย…
แต่ไอ้กลิ่นอายหม่นหมองประหลาดบนตัวเจ้านี่ ก็ยังทำให้ฮ่องเต้รู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี
“พระชายาแห่งจวนอันหยาง ได้เข้ามาแจ้งเรื่องหนึ่งแก่เรา”
จงอู๋ถามกลับทันที “แล้วเรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับกระหม่อมและว่าที่ชายาพ่ะย่ะค่ะ?”
“เกี่ยวกับเจ้าก็ไม่มากหรอก แต่เกี่ยวกับว่าที่ชายาเจ้าอย่างมาก”
ฮ่องเต้หันไปทางเหลียงหรูซวง “เจ้ากล่าวมาอีกครั้ง”
“เพคะ” เหลียงหรูซวงทำท่าภูมิใจมาก เสียงชัดเจนมั่นคง
“หม่อมฉันเห็นกับตาว่าว่าที่ชายาเป็นคนผลักพระสนมเสียนเฟยตกน้ำเพคะ!”
“พระชายา โปรดระวังคำพูดด้วย”
เสียงของจงอู๋เย็นยะเยือก “ว่าที่ชายากับพระสนมเสียนเฟยไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ จะไปผลักพระสนมเสียนเฟยทำไม?”
“หม่อมฉันมิกล้าใส่ความ เป็นสิ่งที่หม่อมฉันเห็นกับตาเพคะ” เหลียงหรูซวงยืนกรานไม่ถอย
ท่าทีมั่นอกมั่นใจของเธอทำให้จงอู๋เงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับเริ่มลังเล
ฮ่องเต้หันไปทางฮวาหวู่ “แล้วเจ้าว่ายังไง?”
ฮวาหวู่ยังคงก้มหน้า ตอบกลับด้วยท่าทีสงบ
“หม่อมฉันมิได้ผลักพระสนมเสียนเฟยเพคะ
เพียงแค่เดินผ่านแล้วเจอท่านพระสนมตกน้ำพอดี ไม่เข้าใจว่าชายาอันหยางจะใส่ร้ายหม่อมฉันทำไม”
เหลียงหรูซวงดูเหมือนรอคำพูดนี้อยู่ พอได้ยิน ก็ยิ่งตะโกนเสียงดังชัดถ้อยชัดคำยิ่งขึ้น
“เพราะเจ้าเป็นสายเลือดของราชวงศ์ก่อน เป็นบุตรสาวของพระสนมตวนเฟยแห่งราชวงศ์ก่อน และในตอนนั้น พระสนมเสียนเฟยอยู่กับองค์ชายสิบสาม ซึ่งเป็นบุตรขององค์หญิงหรูหลานแห่งราชวงศ์ก่อน!”
“……”
“……”
คำพูดของเหลียงหรูซวง ทำให้ทั้งตำหนักเงียบกริบในพริบตา
ทุกคนรอให้ฮวาหวู่พูดอะไรตอบบ้าง
แต่เธอกลับนิ่งเงียบอยู่นาน
ไร้ซึ่งคำโต้แย้งแม้แต่คำเดียว
(จบบท)