เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 9-10

โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 9-10

โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 9-10


โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (9)

ม่ายเกอหันไปมองเหล่าซาน “เห็นมั้ย ฉันว่าแล้ว”

เหล่าซานบ่นงึมงำ “โรคจิตก็คือโรคจิตอะนะ”

“นี่ ม่ายเกอ~ พี่กับเหล่าซานนี่แอบส่งสายตาหวานใส่กันเหรอ~?”

ทั้งม่ายเกอกับเหล่าซานสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองเด็กสาวที่จู่ๆ ก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าพวกเขาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง — หล่อนวาร์ปได้รึไงเนี่ย?!

เหล่าซานสบถด่าอย่างหัวเสียแล้วรีบเดินเลี่ยงออกไป

คงกลัวว่าถ้าเผลอพูดคุยกับฮวาหวู่ขึ้นมา เดี๋ยวเช้าๆ ต้องไปตายรอบใหม่

ม่ายเกอยังดีหน่อย เป็นหัวหน้ากลุ่ม ใจแข็งพอสมควร “เธอจะเก็บหมอนั่นไว้จริงๆ เหรอ?”

“อืม”

“...งั้นเธอก็ดูไว้ให้ดีๆ ล่ะ” ม่ายเกอเหลือบตามองไปทางเจียงอี้ “ไอ้นี่มันไม่ใช่คนดีอะไรเลยนะ”

ฮวาหวู่ทำท่าครุ่นคิด ตาวาวเป็นประกาย “งั้น...เราหากุญแจเท้าอีกชุดมาใส่เพิ่มดีมั้ย?”

ม่ายเกอ: “……”

เริ่มเป็นห่วงเจียงอี้ขึ้นมาหน่อยๆ แล้วล่ะ

“เขาบอกเธอรึยัง ว่าที่นั่นอยู่ตรงไหน?”

“อื้ม” ฮวาหวู่ให้เสี่ยวอู่ไปเอาแผนที่มา แล้วก็ชี้จุดที่เจียงอี้บอกไว้บนแผนที่ “เขาบอกว่าตรงนี้มีฐานลับ มีของให้เก็บเพียบเลย”

“เขารู้ได้ไง?”

ฮวาหวู่เบิกตาใส่ “อันนั้นฉันไม่ได้ถามนะ”

“……”

ความจริงแล้วก่อนวันสิ้นโลก เจียงอี้เคยทำโปรเจกต์ลับมาเยอะ โดยเฉพาะพวกงานระดับประเทศ…จะรู้ฐานลับอะไรบ้างก็คงไม่แปลกเท่าไหร่

เพราะงั้นฮวาหวู่เลยไม่คิดว่ามันน่าสงสัยอะไร

“แต่ถ้าที่นั่นยังมีคนอยู่ล่ะ?” ม่ายเกอยังไม่ไว้ใจเจียงอี้ “ฉันว่าหมอนั่นหลอกพวกเราอยู่”

“งั้นก็ไม่ต้องไปสิ”

“ไปดิ ทำไมจะไม่ไป”

“……” ฮวาหวู่เงียบไปพักนึง “ม่ายเกอ…มีแต่ผู้หญิงที่เปลี่ยนใจไวแบบนี้แหละ”

ม่ายเกอเหลือบตามองเธออย่างเข้าใจในอาการเพี้ยนๆ ของเธอ เลยไม่ถือสาอะไร “งั้นก็ไปดูสถานการณ์ก่อน ตอนนี้หาของยาก ต่อไปคงยิ่งยากกว่านี้อีก”

ใครจะไปรู้ล่ะว่าวันสิ้นโลกบ้าบอนี่มันจะจบลงเมื่อไหร่ พวกเขาต้องเริ่มวางแผนระยะยาวกันได้แล้ว

“หมอนั่นเป็นอะไร ทำไมสลบวะ?”

เสียงของเสี่ยวอู่ดังมาจากด้านหลัง

ฮวาหวู่หันไปมองทันที เห็นเจียงอี้นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น “โอ้โห…”

ม่ายเกอ: “……”

...

...

เจียงอี้รู้สึกตัวอีกทีก็เที่ยงวันถัดมาแล้ว พวกเขายังอยู่ที่ฟิตเนสเหมือนเดิม

แต่เขาเห็นแค่ลูกน้องของม่ายเกอ ส่วนพวกที่ลงมาจากชั้นสามพร้อมเขา รวมถึงพวกของจงเกอก็ไม่รู้หายไปไหนหมด

“ตื่นแล้วเหรอ~”

เจียงอี้สบตากับดวงตาใสแจ๋วของเด็กสาว อาการมึนๆ เมื่อกี้หายวับไปในทันที

วันนี้ฮวาหวู่เปลี่ยนจากชุดวอร์มเมื่อวาน มาใส่ชุดนักเรียนสีขาวแดง ผมยาวถึงเอว ทำให้ใบหน้าดูเด็กลงไปอีก

เจียงอี้พยายามจะลุกขึ้นนั่งแล้วก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองโดนเปลี่ยนเสื้อผ้า

ฮวาหวู่ทำหน้าอัศจรรย์ “นายนี่ก็สุดจริงนะ โดนยิงจนมีกระสุนอยู่ในตัวยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก”

เจียงอี้ขยับมือเบาๆ โซ่ล็อกข้อมือก็ลั่นเสียงกริ๊กๆ เขายังไม่ชินนัก พอลากมือขวาไปโดนมือซ้ายก็รู้สึกเคลื่อนไหวลำบากไปหมด

เขายกเสื้อขึ้นดู เห็นผ้าพันแผลตรงแผลโดนแกะออกแล้วพันใหม่เรียบร้อย

“กระสุนเธอเอาออกแล้วเหรอ?”

“ยังนะ ฉันไม่ใช่หมอ เอาออกแล้วนายตายขึ้นมาฉันไม่รับผิดชอบนะ” ฮวาหวู่พูดอย่างมั่นหน้า

เจียงอี้วางชายเสื้อลง “แล้วคนอื่นไปไหน?”

“ไม่รู้สิ~”

“……”

ฮวาหวู่ก็ไม่รู้จริงๆ ตื่นมาอีกทีพวกนั้นก็หายหมดแล้ว

ฮวาหวู่ชี้ไปที่แผลของเขา “นานจะไม่เอากระสุนออกจริงดิ?”

เจียงอี้ตอบเรียบๆ “ไม่มีอุปกรณ์”

ฮวาหวู่ทำหน้าเอือม “หนังที่ดูมา มันก็ล้วงออกด้วยมือนั่นแหละ”

เจียงอี้ถอนหายใจ “แต่นี่มันโลกจริงนะ”

ฮวาหวู่ตบขาตัวเองป้าบ “งั้นต้องล้วงด้วยเท้าสินะ!”

เจียงอี้: “……”

อะไรของเธอฟระ…จะให้ฉันล้วงด้วยเท้าเนี่ยนะ!?

ในโลกบัดซบแบบนี้ ยาไม่มี อุปกรณ์ก็ไม่มี เจียงอี้ไม่กล้าเสี่ยงผ่ามั่วๆ แน่นอน

ฮวาหวู่มองเจียงอี้แล้วรู้สึกว่า ปล่อยให้เขาป่วยนอนซมอยู่แบบนี้ไม่ดีแน่ ต้องรีบรักษาให้หาย เธอเลยเสนอขึ้นมาเองว่า “แถวนี้เหมือนจะมีโรงพยาบาลอยู่ ฉันพานายไปก็แล้วกัน”

คำพูดนี้ไม่ใช่คำถามเลยสักนิด พอพูดจบ ฮวาหวู่ก็ตรงไปหาม่ายเกอทันที บอกให้เหล่าซานไปเป็นบอดี้การ์ด แล้วก็ลากเจียงอี้ออกเดินทางไปโรงพยาบาลที่ว่า

“ฉันเป็นบอดี้การ์ดให้เธอรึไง?” เหล่าซานไม่พอใจสุดๆ

“พวกเราก็ครอบครัวเดียวกันไง~ ต้องช่วยเหลือพึ่งพากันสิ~”

“……” ใครบอกว่าเป็นครอบครัวกับเธอกันฟะ!

แต่สุดท้ายเหล่าซานก็รับบทบอดี้การ์ดให้ฮวาหวู่ตามเคย พร้อมกับบ่นด่าไปตลอดทาง

คลินิกที่ฮวาหวู่พูดถึงไม่ได้อยู่ไกลนัก

พอเดินไปถึง ก็เจอซอมบี้แค่สองตัว เหล่าซานใช้ขวานฟันแค่สองที ก็เรียบร้อยไม่มีปัญหา

แต่แล้ว…

“นี่เรียกว่าโรงพยาบาลเหรอ?”

เจียงอี้ยืนพิงเสาไฟ มองป้ายที่ยังดูดีอยู่ของ “โรงพยาบาล” แห่งนั้น แล้วก็รู้สึกอยากด่าหยาบๆ แบบเหล่าซานขึ้นมาเลย

เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้า คือป้ายที่เขียนไว้ตัวโตๆ ว่า…

โรงพยาบาลสัตว์ห่าวหยวน

ฮวาหวู่พูดหน้าตาเฉย “คนก็คือสัตว์ประเภทหนึ่งเหมือนกันไง~”

เจียงอี้: “……”

“สถานการณ์มันบีบคั้นขนาดนี้ จะเลือกมากก็ไม่ได้แล้วปะ” ฮวาหวู่พูดพลางเปิดประตูเข้าไป “แค่ยังมีโรงพยาบาลให้เข้าไปได้ก็ดีจะตาย”

“……”

จริงๆ แล้วโรงพยาบาลแห่งนี้สภาพยังดีอยู่นะ ดูแล้วเหมือนจะเป็นคลินิกรักษาสัตว์แบบหรูๆ ด้วยซ้ำ

แต่อุปกรณ์ข้างในก็เหมือนจะถูกพวกคนรอดชีวิตมาก่อนหน้ามาค้นหาไปพอสมควร ของบางอย่างเสียหาย บางอย่างหายเกลี้ยง

โชคดีที่พวกนั้นเหมือนไม่ได้ค้นละเอียด ฮวาหวู่เลยยังหาพวกแอลกอฮอล์ เครื่องมือผ่าตัดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วยังไม่ได้ใช้ รวมถึงยาสลบเจออยู่บ้าง

เจียงอี้ดูส่วนผสมของยาสลบแล้วก็มั่นใจว่าคนใช้ได้

ในสภาพแบบนี้ จะให้เลือกมากก็คงไม่ได้อยู่แล้ว

สุดท้าย คนที่จะทำผ่าตัดก็หนีไม่พ้นเจียงอี้เอง

โชคดีที่ตำแหน่งแผลมันอยู่ตรงที่เขาสามารถจัดการเองได้

แค่มีฮวาหวู่ช่วยนิดหน่อย ก็น่าจะจัดการได้

พอเอากระสุนออกมาได้แล้ว ฮวาหวู่ก็ทำตาวาวๆ เหมือนจะอยากลอง “ฉันช่วยเย็บแผลให้เอามั้ย?”

“เธอทำเป็นเหรอ?”

“...ก็...เป็นแหละมั้ง~” ฮวาหวู่ยิ้มมั่นใจพลางยกมือขึ้นทำท่าจิ้มๆ “ก็เหมือนเย็บผ้านั่นแหละ~ แค่เย็บๆ ไปก็เสร็จ ฉันเย็บให้สวยๆ เลยก็ยังได้~”

“...ฉันทำเองดีกว่า”

เจียงอี้ไม่กล้าฝากชีวิตไว้ในมือของฮวาหวู่เด็ดขาด

ฮวาหวู่เลยห่อไหล่ นั่งคอตกอยู่ข้างๆ มองเขาเย็บแผลอย่างเหม่อลอย

“แล้วทำไมเธอถึงอยากให้ฉันตามไปด้วยล่ะ?”

ฮวาหวู่ตอบทันควัน “ก็ฉันมองออกว่านายเป็นคนมีแววอะ อนาคตต้องกลายเป็นเสาหลักของชาติ ทำคุณงามความดีแน่นอน”

เสาหลักของชาติ?

ทำคุณงามความดี?

ตอนนี้ทั้งโลกมันเต็มไปด้วยซอมบี้ จะเอาชาติที่ไหนให้ทำคุณงามความดี?

เจียงอี้จ้องมองฮวาหวู่เงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง “เธอรู้จักฉันเหรอ?”

เขามั่นใจว่าไม่เคยเจอเด็กสาวคนนี้มาก่อน

ดูจากอายุ น่าจะยังเรียนมัธยมอยู่ด้วยซ้ำ

ไม่น่ามีทางเกี่ยวข้องกับเขาได้เลย

ฮวาหวู่พยักหน้า “รู้จักสิ~”

“โอ๊ะ? รู้จักตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ?”

“เมื่อวานซืน~”

“……”

เจียงอี้รู้สึกว่าแผลเริ่มเจ็บขึ้นมาอีกละ

เขานิ่งไปสักพัก แล้วก็เอนตัวเข้ามาหาฮวาหวู่ ท่าทางเหมือนจะถามอย่างจริงจัง

สองคนอยู่ใกล้กันจนหน้าแทบชิดกัน

“หรือว่าเธอชอบฉัน?”

เด็กสาวเหมือนจะตกใจนิดหน่อย พอเจียงอี้โน้มตัวเข้ามาใกล้ เธอก็เบิกตากว้างมองเขาด้วยดวงตากลมโตสีดำขลับ

หน้าฮวาหวู่แดงวาบ เธอลุกพรวดแล้วรีบถอยหนีไปชิดกำแพง หอบหายใจถี่

“นาย...นายไม่ได้อาบน้ำนานแค่ไหนแล้วอ่ะ?!”

“……”

เอาจริงๆ เจียงอี้ก็ไม่ได้สกปรกอะไร

อย่างน้อยก็ยังสะอาดกว่าพวกผู้รอดชีวิตที่เจอมาหลายคน

แต่ถ้าเทียบกับฮวาหวู่ที่สะอาดเอี่ยมอ่อง...ก็ไม่ไหวอะนะ

ก็แผลเต็มตัว แถมยังโดนพวกจงเกอจับตัวไว้อยู่นาน จะให้มีโอกาสล้างตัวได้ยังไง

“พวกเธอสองคนเสร็จยัง?” เหล่าซานเปิดประตูเข้ามา “ถึงเวลากลับแล้วนะ”

เจียงอี้หยิบของที่ยังใช้ได้ติดตัว แล้วก็ลงจากเตียงผ่าตัด

สีหน้าเขาหงุดหงิด เดินออกจากประตูไปแบบไม่พูดไม่จา

เหล่าซานมองตามแล้วส่ายหัว “ไอ้หน้าหวานนี่มันโคตรโหดเลยแฮะ...ขนาดเจ็บแบบนี้ยังเดินกลับเองได้”

…………………………………………………………………………………………………………………………….

โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (10)

เจียงอี้ไม่รู้ว่าฮวาหวู่ที่บอกว่า "อยากได้เขา" นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่

แต่เขารู้สึกว่าฮวาหวู่ไม่น่าจะชอบเขาเพราะแค่หน้าตาแน่ๆ

พวกเขายังอยู่ที่ฟิตเนสอีกตั้งสองวัน ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังฐานลับที่เจียงอี้เป็นคนบอกไว้

พอเจียงอี้เข้าร่วมกับทีม ทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่า เออ หมอนี่มันก็พอมีประโยชน์อยู่บ้างแฮะ

เขาเป็นหมอ

นั่นคือสิ่งที่เจียงอี้บอกกับทุกคนเอง

เขาต้องทำให้ตัวเองดูมีคุณค่ามากกว่าแค่คำพูดลอยๆ ของฮวาหวู่

พอรู้ว่าเขาเป็นหมอ ม่ายเกอกับพวกก็เริ่มทำตัวดีกับเขาขึ้นมานิดนึง

เพราะม่ายเกอก็เข้าใจดีว่า ในสถานการณ์แบบนี้ การมีหมอสักคนในทีมมันโคตรสำคัญ

แน่นอนว่า...

ที่ว่าดีขึ้นนั่น มันก็แค่ "นิดเดียว...นิดเดียวจริงๆ..."

โซ่ที่ล่ามมือยังอยู่เหมือนเดิม

เจียงอี้ก็ยังเป็น "สัตว์เลี้ยงติดตาม" ของฮวาหวู่เหมือนเดิม

หลังจากที่สังเกตได้สักพัก เจียงอี้ก็เริ่มรู้สึกว่าคนในทีมม่ายเกอปฏิบัติกับฮวาหวู่...แปลกๆ

เธอเรียกคนอื่นว่า "ครอบครัว" อยู่ตลอด แต่ดูจากท่าทางของคนอื่นๆ โดยเฉพาะม่ายเกอ พวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้อินอะไรกับคำพูดนั้นเลย

นี่มันชัดเจนเลยว่า เป็นความคิดฝ่ายเดียวของเธอล้วนๆ

แต่ก็แปลกอยู่นะ ถึงจะปฏิเสธฮวาหวู่กันขนาดนั้น แต่ทุกคนในทีมกลับดูจะเอ็นดูเธอพอตัว

อาจจะเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีมก็ได้

ระหว่างทาง พวกเขาเจอทั้งซอมบี้ แล้วก็เจอพวกผู้รอดชีวิตที่คิดจะปล้นพวกเขาด้วย

ไม่ว่าจะเจอซอมบี้หรือพวกโจร ฮวาหวู่ก็ดูจะตื่นเต้นทุกครั้ง ราวกับว่านี่เป็นกิจกรรมบันเทิงที่เธอโปรดปรานยังไงยังงั้น

“ยัยเด็กนี่จะเก็บดอกไม้เหี่ยวๆ อะไรนักหนา! หน้าตาก็ไม่ได้สวยเลยสักนิด!” เหล่าซานบ่นลั่นขณะโยนดอกไม้ที่เก็บมาไว้บนคอนโซลหน้ารถ แล้วก็ด่าต่อ “หล่อนไม่มีมือเองรึไง ต้องให้ฉันถือให้อีก!”

เจียงอี้ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เบาะหลังเงยหน้าขึ้น “พวกคุณไม่สังเกตเหรอ?”

เหล่าซานหันมาจ้องเขม็งใส่เจียงอี้ “สังเกตอะไรของแก?”

“เธอทำอะไรทุกครั้งก่อนจะเก็บดอกไม้?”

“???”

ทำอะไรนะ?

เหล่าซานลองนึกๆ ดู...เหมือนว่า...จะเป็นตอนที่ฆ่าคน?

“เวรเอ๊ย หล่อนนี่มันโรคจิตชัดๆ!” เหล่าซานถึงกับขนลุก “คนตายแล้ว เธอยังจะฉลองอีกเหรอฟะ?”

เจียงอี้: “……”

ถ้าจะเข้าใจแบบนั้น...ก็ไม่ผิดหรอก

...

...

เพราะฮวาหวู่ชอบสร้างเรื่อง ทำให้ทีมต้องไปเสี่ยงตีกับคนอื่นบ่อยๆ ม่ายเกอเลยตัดสินใจยึดปืนของเธอซะเลย

ก็เพราะไอ้ของในมือนี่แหละ ไม่มีใครเดาได้เลยว่าเธอจะลั่นไกขึ้นมาเมื่อไหร่

ถึงอีกฝ่ายจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่ม่ายเกอคิดว่า แค่คุยกันดีๆ ให้รู้ว่า “อย่ามาหือ” ก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องเปลืองกระสุนเลย

แต่ฮวาหวู่สิ กลับมองว่าตัวเองแค่ทำเพื่อความยุติธรรม เห็นเขาทำชั่วเลยจัดให้ ไม่ยอมให้ยึดอาวุธง่ายๆ

เธอบ่นยาวไม่หยุด จนสุดท้ายก็ได้อาวุธใหม่...

เป็นมีดหั่นแตงโม ที่คมแค่พอหั่นหมูสไลซ์ยังเหนื่อย

ฮวาหวู่นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะหลัง ขาขวาพาดเข่าซ้าย มีดแตงโมวางขวางบนขา สองมือล็อกไว้ หน้าบูดสุดชีวิต

“สือเวิน เก็บมีดหน่อยเถอะ มันดูน่ากลัวแปลกๆ ว่ะ” เหล่าซานทนสายตาเธอไม่ไหว

ก็หล่อนมองมาเหมือนจะฟันใครตลอดเวลาเลยไง

เดี๋ยวนี้ยัยโรคจิตนี่มันเริ่มน่ากลัวเกินไปละ!

ฮวาหวู่ยื่นคำขาดอีกครั้ง “ฉันอยากได้ปืน”

“เด็กผู้หญิงอย่างเธอ จะมาคิดเรื่องยิงๆ ฆ่าๆ ไปทำไม?” ม่ายเกอว่า “คนทั้งทีมตั้งหลายคน ยังจะปกป้องเธอไม่ได้หรือไง?”

“ฉันดูแลตัวเองได้ จะได้ไม่เพิ่มภาระให้ครอบครัวไงล่ะ”

“พวกเรายินดีแบกภาระนี้นะ~” ม่ายเกอฝืนยิ้มออกมา “แค่เรื่องนี้มันเล็กน้อยมาก~”

ในใจเขาคิด...ถ้าปล่อยให้เธอเล่นบทปราบอธรรมแบบนี้ต่อไป พวกเราคงไปถึงฐานลับกันปีหน้ามั้ง!

ก็เล่นเสมอต้นเสมอปลายมาก ขยันเล่นบทปราบคนชั่วแบบไม่มีหยุด

ฉันไม่ได้มาทำภารกิจ “ปราบคนชั่ว” นะเว้ยยย

ถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เธอถือปืนอยู่ดี

พอไม่มีอาวุธหนัก ฮวาหวู่ก็รู้สึกเหมือนตัวเองหมดความมั่นใจ

เลยเริ่มเรียบร้อยขึ้นหน่อย

เจอผู้รอดชีวิตก็ไม่มองว่าคนพวกนั้นเป็นคนร้ายอีกละ

ไม่มองว่าจะปล้นอะไรได้จากเขา

ม่ายเกอยังอดรู้สึกตลกไม่ได้ พวกเรานี่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีอะไรเลย เธอยังมานั่งระแวงคนอื่นอีกเหรอ?

พูดออกมาใครได้ยินคงขำจนหลุดโลก

ฮวาหวู่ที่ตอนนี้ไม่มีอะไรทำ เลยนั่งซึมๆ อยู่เบาะหลัง

ตอนแรกเธอก็นั่งแค่ครึ่งนึงของเบาะ

แต่ไปๆ มาๆ ก็เบียดเจียงอี้ให้หลุดไปด้านข้าง

สุดท้ายเธอก็ยึดพื้นที่ไปสองในสามของเบาะ แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนเจียงอี้ให้กลายเป็นหมอนข้าง

สุดท้ายเหมือนจะยังไม่สบายพอ ก็เลยนอนพาดขาเขาไปเลย

“คุณหนู สบายดีไหมครับ?”

“ก็โอเคอยู่นะ” เจียงอี้ปิดหนังสือลง

“ฉันไปนั่งเบาะหน้าก็ได้นะ จะได้เหลือที่ให้เธอ”

ฮวาหวู่รีบตอบ “ไม่ต้อง ฉันไม่รังเกียจ”

เจียงอี้ยิ้มสุภาพแบบหล่อจัด “แต่ฉันรังเกียจ”

ฮวาหวู่เงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วจู่ๆ ก็ยื่นแขนออกไป วางไว้ใต้จมูกเขา “ฉันตัวหอมจะตาย”

ร่างกายของเธอสะอาดสะอ้าน มีกลิ่นหอมแบบสาวๆ จริงๆ

เป็นกลิ่นหอมหวานใสๆ ของเด็กสาววัยแรกแย้ม

แต่เจียงอี้ยังนิ่งเฉย “ชายหญิงควรเว้นระยะห่าง”

ฮวาหวู่ลุกขึ้นจากตักเขาไปหยิบเสื้อคลุมจากด้านหลัง แล้วปูวางบนขาของเจียงอี้ จากนั้นก็เอนตัวกลับไปนอนที่เดิม “เรื่องมาก”

เจียงอี้: “……”

เจียงอี้รู้สึกว่า ฮวาหวู่นี่มันเห็นเขาเป็นหมอนข้างชัดๆ

แต่ถ้ายิ่งพูดมากไป จะยิ่งเหมือนเขาเองที่คิดลึก

ในเมื่อเป็นแค่สัตว์เลี้ยงติดตามของคนอื่น ก็เงียบไว้เถอะ

แค่หมอนข้างเอง…

เขาทนได้!

“ม่ายเกอ ข้างหน้ามีเหมือนจะเป็นขบวนรถ”

เสียงรายงานจากเสี่ยวอู่ที่อยู่ในรถคันหน้า ส่งมาทางวิทยุ

ม่ายเกอสั่งทันที “หยุดรถ!”

...

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

ฮวาหวู่ยืนอยู่กลางลานเปื้อนเลือด มือทั้งสองสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมโรงเรียน

เอนตัวพิงรถทหารฝั่งที่ยังสะอาดอยู่ ท่าทางเหมือนหัวหน้างานตรวจไซต์

ทุกคนในทีมก็ชินแล้ว

คุณหนูคนนี้เวลาเจอของต้องค้นหา หรือหาของใช้

มักจะยืนดูเฉยๆ แล้วชี้นิ้วนู่นนี่อย่างเดียว

พอมีคนบอกให้ช่วยลงมือบ้าง เธอก็แค่ยื่นมือตัวเองให้ดูพร้อมพูดเสียงเนิบๆ

“มือฉันสวยขนาดนี้ จะให้เอาไปคุ้ยขยะได้ยังไง เสียดายของ~”

“งั้นเธอก็อย่ากินของจากขยะสิ”

“โลกแบบนี้ จะอิ่มได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว~”

เอ้อ~ ยืดหยุ่นดีเนอะ

“แล้วมือที่สวยๆ นั่นจะเอาไว้ทำอะไรล่ะ?”

ฮวาหวู่ยิ้มหวาน ยัดมือกลับกระเป๋า “ส่งคนไปตายไง~”

“……”

อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าคอเย็นวาบขึ้นมาเฉยเลย…

ฮวาหวู่ยังไม่หยุด พูดต่อด้วยน้ำเสียงแบบสบายๆ แต่จิกๆ

“ฉันก็บอกแล้วว่าให้จับคนมาเพิ่มอีกหน่อย พวกคุณไม่ฟังเอง ตอนนี้ก็เหนื่อยกันเองนั่นแหละ”

“……”

ม่ายเกอยังไม่คิดจะขยายทีมในตอนนี้

เพราะพวกเขายังหาที่ตั้งหลักถาวรไม่ได้ การเพิ่มคนในช่วงแบบนี้ เสี่ยงจะควบคุมไม่อยู่

สุดท้าย ม่ายเกอเลยโบกมือไล่ฮวาหวู่กลับไป “เธอไปเฝ้าไอ้หมอนั่นเถอะ อย่าให้หนีไปได้ล่ะ”

ฮวาหวู่เองก็ไม่อยากอยู่ในที่เลือดสาดแบบนี้อยู่แล้ว เลยยอมกลับไปโดยไม่อิดออด

พอกลับไปถึง ก็เห็นเจียงอี้เปิดประตูลงจากรถพอดี

ฮวาหวู่รีบวิ่งไปหา “เฮ้ นายจะหนีเหรอ?”

น้ำเสียงของเธอฟังดูเหมือนแอบมีความหวังแปลกๆ

เจียงอี้เองก็จับได้ แต่ก็ไม่ได้คิดจะหนีจริงๆ หรอก

แถวนี้มันป่าโล่งๆ ไม่มีพาหนะ แถมไม่มีแหล่งน้ำหรืออาหาร

อยู่กับพวกนี้ยังรอดง่ายกว่า

เจียงอี้ถอนหายใจ “แค่จะไปจัดการธุระส่วนตัว”

“อ๋อ~”

เจียงอี้มุ่งหน้าเดินเข้าป่าใกล้ๆ

ฮวาหวู่เดินกลับไปหยิบมีดแตงโม แล้วรีบเดินตามเขาไปติดๆ

“เธอจะตามมาทำไม?”

“ไปด้วยไง~”

“...ฉันเป็นผู้ชายนะ เธอเป็นผู้หญิง จะเหมาะเหรอ?”

“ฉันก็มองอยู่นี่ไง~”

“……”

มองอยู่...นี่มันเหมาะแล้วเหรอ!?

ทั้งสองยืนชะงัก เจียงอี้กัดฟันพูดเสียงเข้ม “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่หนีหรอก”

“แต่ในป่าอาจมีซอมบี้นะ ฉันตามไปปลอดภัยกว่าเยอะ~”

ฮวาหวู่ไม่กล้าปล่อยเจียงอี้ไว้คนเดียว

คนสำคัญขนาดนี้ ถ้าหายไปขึ้นมาจริงๆ จะไปฟ้องใครได้!

เพื่อให้งานที่รับผิดชอบสำเร็จลุล่วง ฮวาหวู่จึงแสดงสีหน้ามุ่งมั่นจริงจัง “ฉันกำลังปกป้องนายอยู่!”

เจียงอี้เหลือบตามองมีดแตงโมในมือเธอ

แบบนี้มันไม่ใช่ปกป้องแล้วมั้ง...

มันเหมือนจะลากไปเชือดในป่ามากกว่า...

(จบบท)

จบบทที่ โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 9-10

คัดลอกลิงก์แล้ว