- หน้าแรก
- ทะลุมิติฉบับนางร้ายเลเวลตัน
- โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 1-2
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 1-2
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 1-2
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (1)
“ติ๊ก… ต๊อก…”
“ติ๊ก… ต๊อก…”
พื้นเปียกแฉะผสมปนเปกันทั้งน้ำแล้วก็เลือด กลิ่นเหม็นเน่าจนอยากจะอ้วกโชยอบอวลอยู่ในอากาศ
ในห้องอาบน้ำขนาดมหึมานั้น ไม่มีแม้แต่น้ำหลงเหลืออยู่ซักหยด มีแค่ชิ้นส่วนแขนขาที่ขาดกระจายเกลื่อนอยู่เต็มพื้น
จังหวะนั้นเอง ชายร่างใหญ่คนหนึ่งก็ถีบประตูพรวดเข้ามา เสียงตะโกนลั่น “ถ้ายังหาอะไรกินไม่ได้อีก พวกเราคงต้องแทะไอ้ของน่าสะอิดสะเอียนพวกนั้นแล้ว!!”
ในมือนายคนนั้นถือขวานเปื้อนเลือด หน้าตาเหมือนจะโมโหเพราะหาอาหารไม่ได้ พอเข้ามาก็เริ่มระเบิดอารมณ์ ฟันขวานมั่วซั่วไปทั่ว
“เหล่าซาน เบาเสียงหน่อย!” ชายอีกคนที่เดินตามเข้ามาข้างหลังรีบเอ็ดขึ้น แล้วหันไปพูดกับคนอื่นว่า “คืนนี้พักที่นี่แหละ”
ดูท่าทางผู้ชายคนนี้จะมีอำนาจมากกว่า พอเขาเอ่ยปาก เจ้าเหล่าซานที่ฟาดขวานอย่างบ้าคลั่งเมื่อครู่ก็สงบลงทันที
จากนั้นก็มีชายร่างใหญ่ตามเข้ามาอีกสี่ห้าคน กล้ามแน่นล่ำกันทุกคน แถมยังพกปืนกับอาวุธครบมือ
“ม่ายเกอ ผมหิวจะตายอยู่แล้ว…”
“ทำอย่างกับมีแกคนเดียวที่หิว” ม่ายเกอ หันกลับมาตอบเสียงหงุดหงิด “อดเอาหน่อย พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”
“ลากพวกนั้นเข้ามา มัดให้เรียบร้อยด้วย”
ทันใดนั้นก็มีคนถูกผลักเข้ามาสามคน เป็นผู้ชายหนึ่ง ผู้หญิงสอง ทุกคนถูกมัดมือไว้
เหล่าซานที่ถือขวานเดินเข้ามาด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม “พวกแกเงียบให้หมด! ถ้าใครกล้าคิดอะไรแผลง ๆ ล่ะก็ ฉันจะจับโยนออกไปให้ซอมบี้กินซะ!”
ผู้ชายคนนึงได้ยินถึงกับขาอ่อน ทรุดลงไปนั่งคุกเข่าทันที “พี่ครับ… ปล่อยผมไปเถอะ ฮือออ…”
“เชี่ย…” เหล่าซานสบถ “แกเป็นผู้ชายทั้งคน จะร้องไห้อะไรนักหนา? ดูพวกผู้หญิงเขายังไม่ร้องเลย!”
ผู้ชายคนนั้นทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลพราก “ผมไม่อยากตาย…”
เหล่าซานเอาขวานเปื้อนเลือดตบหน้าอีกฝ่ายเบา ๆ พร้อมยิ้มเย็น ๆ “งั้นก็เชื่อง ๆ หน่อย ถ้ารู้จักว่าง่าย ก็จะอยู่ได้นานหน่อย เข้าใจมั้ย?”
“ปล่อยผมไปเถอะครับ…” ผู้ชายคนนั้นร้องขอ แต่แล้วจู่ ๆ ก็ชี้นิ้วไปยังผู้หญิงข้าง ๆ “นี่แฟนผม จะทำอะไรเธอก็เชิญเลยครับ ขอแค่ปล่อยผมไป…”
“หลี่เหอ!!” ผู้หญิงคนนั้นร้องลั่น ก่อนจะยกเท้าถีบเขาเต็มแรง “นายยังมีความเป็นคนอยู่บ้างมั้ย! ตอนแรกฉันตาบอดไปชอบคนอย่างนายได้ยังไงกัน!”
หลี่เหอโดนถีบหลายทีจนหน้าหงาย เจ็บจนเริ่มมีแรงสวนกลับ ตะโกนใส่เธอทันที “ไม่ใช่เพราะเธอเหรอ! ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงหนีไปกับทีมกู้ภัยได้แล้ว นังผู้หญิงโง่ เป็นเพราะเธอคนเดียวเลย!”
ทั้งคู่เริ่มเถียงกันลั่น แล้วก็ดันทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือ
แต่เพราะมือโดนมัดอยู่ทั้งคู่ พอจะตีกันเลยกลายเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงแย่งกันดึงผมมากกว่า
พวกกล้ามโตที่ยืนมุงอยู่ไม่มีใครเข้าไปห้ามเลย แถมยังดูเพลินเหมือนดูหนังกลางแปลง
ม่ายเกอเองก็นั่งดูอยู่สักพัก แต่ไม่นานสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงอีกคนที่โดนพามาด้วยกัน
ผู้หญิงคนนั้นดูอินกับการดูตบกันยิ่งกว่าพวกผู้ชายซะอีก ถึงจะโดนมัดมือไว้ แต่เธอก็ยังกระดิกมือเหมือนปรบมือเบา ๆ สีหน้าเหมือนดูโชว์อะไรน่าสนใจมาก
ม่ายเกอลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเธอ
เธอก็หยุดปรบมือ แล้วหันมามองเขาแบบไม่เกรงใจนัก
เธอใส่ชุดนักเรียนสีแดงสลับขาว หน้าเปื้อนเลอะเทอะไปหมด แต่ยังพอมองเห็นโครงหน้าได้ว่าเป็นเด็กสาวหน้าตาดี
ดวงตาโตสีน้ำตาลอ่อนใสแจ๋วระยิบระยับเหมือนมีคลื่นเล็ก ๆ ไหลอยู่ข้างใน
อารมณ์นั่นยังหลงเหลือมาจากตอนที่เธอกำลังอินกับการดูตบกันเมื่อกี้
ถ้าไม่เห็นว่ามือเธอโดนมัดอยู่ล่ะก็ คงไม่มีใครคิดว่าเธอเป็นเชลยเลยด้วยซ้ำ
และแน่นอน คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ... ฮวาหวู่
เปิดมาต้นเรื่องก็กลายเป็นของเชลยของพวกเถื่อนแบบนี้ เธอก็เซ็งเหมือนกันแหละ
ม่ายเกอพยักพเยิดไปทางคู่รักที่กำลังดึงผมกันอยู่ “ดูสนุกไหม?”
“ก็พอได้อยู่นะ” ฮวาหวู่พยักหน้า แล้วจู่ ๆ ก็เสนอไอเดีย “ไม่ลองแก้มัดให้พวกเขาดูล่ะ? จะได้ตีกันมันส์ขึ้น”
“…เธอไม่กลัวเหรอ?” ม่ายเกอหรี่ตามอง
ตอนนี้เธอโดนมัดมืออยู่แถมอยู่ท่ามกลางพวกเขาตั้งหลายคน ยังจะมีหน้ามายืนดูเป็นเรื่องขำอีก ทำให้เขาในฐานะหัวหน้ากลุ่มรู้สึกเสียฟอร์มสุด ๆ
ฮวาหวู่ขยับถอยหลังไปนิด สีหน้าดูระแวดระวังขึ้น
ม่ายเกอนึกว่าเธอเพิ่งเริ่มรู้จักกลัว แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร เธอก็เปิดปากขึ้นว่า
“คุณไม่ได้จะให้ฉันไปดึงผมกับพวกเขาสองคนนั่นหรอกนะ?”
“….”
กล้ามเนื้อที่หน้าม่ายเกอแข็งค้างไปครู่หนึ่ง
แล้วจู่ ๆ เขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องที่ยังยืนมุงอยู่ “แยกสองคนนั้นออก!”
ม่ายเกอหันไปพยักเพยิดกับฮวาหวู่ “ไปสิ ไปสู้กับยัยนั่น ใครชนะ…ก็รอด”
ฮวาหวู่เบิกตากว้าง “แล้วคนแพ้ต้องตายเหรอ?”
ม่ายเกอพยักหน้า “ใช่ แล้วไง? ฟังดูตื่นเต้นขึ้นใช่ไหมล่ะ?”
ฮวาหวู่หรี่ตามองเขาแล้วสูดลมหายใจ “เฮ้อ… นี่นายไม่มีอะไรในหัวมากกว่านี้หน่อยเหรอ?”
ม่ายเกอพอจะเข้าใจความหมายเธอแหละ แต่เขาสนใจจะดูผู้หญิงตบกันมากกว่าเลยตอบสั้น ๆ “ไม่มี”
ฮวาหวู่ไม่ยอมแพ้ “ไม่มีจริงเหรอ?”
ม่ายเกอยังยืนยันว่าไม่มี
ฮวาหวู่กวาดตามองจากหน้าอกเขาลงไปต่ำกว่าเอว แล้วส่ายหน้าอย่างเสียดาย “นึกไม่ถึงเลยนะ หน้าตายังหนุ่มอยู่แท้ ๆ ดันเป็นพวกมีปัญหาแบบนี้ซะได้…”
“……”
เดี๋ยวนะ…
นี่เธอหมายความว่ายังไง?
ใครมีปัญหาวะ!?
ม่ายเกอแค่นหัวเราะ “ในสิบนาทีนี้ ใครชนะ…ก็มีสิทธิ์รอด”
“แต่นายมัดฉันไว้แบบนี้ ฉันจะสู้ยังไง?” ฮวาหวู่ชี้เชือกที่มัดมืออยู่ “จะให้สู้ทั้งที มันต้องเอาจริงถึงจะสนุกไม่ใช่เหรอ?”
ม่ายเกอคิดอยู่แป๊บนึง แล้วก็สั่ง “แก้มัดให้พวกเธอ”
สำหรับเขาแล้ว ผู้หญิงสองคนนี้ ต่อให้ปล่อยให้สู้กัน เขาก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นมากนักหรอก
แต่ทันทีที่ลูกน้องแก้มัดให้ฮวาหวู่จนเสร็จ ยังไม่ทันจะถอยออกไป เธอก็คว้าข้อมือเขาแล้วหมุนเขากลับหลังอย่างรวดเร็ว
เขาสะดุ้งรีบควานหาอาวุธด้วยสัญชาตญาณ — แต่ก็พบว่ามือเปล่า
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น
ชายคนนั้นหันขวับไปทันทีด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด แล้วก็เห็นว่าปืนของเขา…ไม่รู้ถูกฮวาหวู่แย่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ชายคนนั้นยืนนิ่ง หันไปมองข้ามไหล่ด้วยความตะลึง
ผู้หญิงที่เขาต้องคอยจับตาดูอยู่เมื่อครู่ ตอนนี้กำลังค่อย ๆ ล้มลงไปทั้งอย่างนั้น สีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน
ฮวาหวู่คลายมือ ปล่อยปืนให้ห้อยอยู่แค่ปลายนิ้วเรียวยาวขาวสะอาด “จบละ ชั้นชนะ”
“……”
“……”
…เชี่ย!!
นี่เหรอที่เธอบอกว่า "เอาจริง"??
ลูกน้องคนนั้นตั้งสติได้ รีบคว้าปืนตัวเองกลับมา ก้าวถอยหลังหลายก้าว แล้วชูปืนขึ้นเล็งเธอทันที
ฮวาหวู่ก็รีบยกมือยอมจำนนแบบว่าง่ายสุด ๆ
ม่ายเกอเพิ่งได้สติ หันไปโบกมือตบหัวลูกน้องเข้าเต็ม ๆ “แกเป็นหมูรึไง!? ปืนตัวเองยังดูได้ไม่ดี!”
ลูกน้องหน้าเหวอสุด ๆ “ม่ายเกอ… เธอเร็วเกินไปจริง ๆ!!”
เขายังไม่ทันได้ขยับ เธอก็จัดการจบเกมแล้ว!
ม่ายเกอกัดฟันกรอด หันมามองสาวน้อยที่กำลังยกมือแบบชิว ๆ “ฉันให้เธอสู้กับยัยนั่น ไม่ใช่ให้เธอยิง”
ฮวาหวู่ตอบหน้าตาเฉย “ยังไงสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี จะตายแบบโดนซ้อมปางตายหรือจะจบง่าย ๆ หลับตาปุ๊บจบไปเลย แบบหลังนี่ดีกว่ามั้ย?”
ม่ายเกอ “……”
พูดแบบนี้…ฉันต้องขอบคุณเธอด้วยมั้ยล่ะ?
……
……
“ม่ายเกอ เธอยิงแม่นเกินไปแล้วมั้ง…”
เสียงเหล่าซานดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องอาบน้ำ เขาชี้นิ้วไปตรงกลางหน้าผากตัวเองเป็นเชิงว่า "แม่นขนาดนี้เลย"
ตอนนี้ฮวาหวู่ถูกมัดกลับเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝั่งมีคนเอาปืนเล็งไว้ พร้อมจะเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อถ้าเธอก่อเรื่องอีก
ม่ายเกอกับเหล่าซานกำลังนั่งยอง ๆ ตรวจดูบาดแผลของแฟนหลี่เหอ
เหล่าซานว่า “หรือว่าเธอจะเป็นมือปืน?”
ม่ายเกอส่ายหน้า “ดูมือเธอสิ ไม่มีแม้แต่รอยด้าน ผิวเรียบเนียน ชัดเลยว่าไม่เคยฝึกอะไรมาเลย แถมยังใส่ชุดนักเรียนอีก ดูก็รู้ว่าเป็นนักเรียนธรรมดา ๆ”
เหล่าซานขมวดคิ้ว “งั้นเธอยิงแม่นได้ยังไง?”
ม่ายเกอทำหน้าครุ่นคิด “คงบังเอิญมั้ง”
เหล่าซานที่ปกติก็ขึ้นชื่อเรื่องโหดเหี้ยม ยังต้องถอนหายใจเฮือก “แม่ง… ยัยเด็กนี่โคตรโหด พูดฆ่าก็ฆ่าเลย ไม่ลังเลเลยซักนิด… แม่งโหดกว่าพวกเราซะอีก…”
…………………………………………………………………………………………………………………………….
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (2)
ตอนนี้ฮวาหวู่กำลังอยู่ในบทของเรื่องที่มีฉากหลังเป็นโลกวันสิ้นโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้
เนื้อเรื่องหลักพูดถึงพระเอกกับนางเอกที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยกันท่ามกลางโลกที่ล่มสลาย ทั้งคู่รักษาความเป็นคนไว้ได้ ช่วยเหลือพึ่งพาและประคองกันไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็สร้างบ้านใหม่ด้วยกันสำเร็จ
…แต่ดันมีอยู่คนหนึ่งที่ชื่อ อวี๋เหยียนเหยียน ตื่นรู้ขึ้นมาว่าเธออยู่ใน “นิยายเรื่องหนึ่ง” แถมยังรู้อนาคตตัวเองว่าจะต้องเจออะไรต่อไปบ้าง
และเธอก็ไม่ยอมรับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ด้วย
เธอไม่อยากเป็นแค่ตัวประกอบอีกแล้ว
ด้วยความได้เปรียบจากการมองเห็นอนาคตแบบ “พระเจ้า” เธอก็เลยเริ่มปูทางสู่ “เส้นทางสู่ความรุ่งเรือง” ของตัวเอง
แล้วก็เป็นนางเอกนั่นแหละ…ที่กลายเป็นคนซวยแทน
นางเอกของเรื่องตอนนี้ใช้ชื่อว่า “สือเวิน” เป็นนักเรียนธรรมดาคนหนึ่ง
ตอนที่ไวรัสวันสิ้นโลกระบาด เธอกำลังนั่งเรียนอยู่ในโรงเรียน
ในวันแรกที่ไวรัสระบาด นักเรียนในสิบคน ตายไปเก้า กลายเป็นซอมบี้ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ทั่วโรงเรียน
พวกที่รอดชีวิตเหลือไม่กี่คน พวกเขาเลยรวมตัวกันอยู่ในหอพัก หวังจะรอทีมช่วยเหลือ
วันที่สอง วันที่สาม ไฟยังติด ยังมีสัญญาณ ยังพอรับข่าวได้
แต่พอวันที่สี่…ไฟก็ดับ สัญญาณหายไปหมด
พวกเขารอกันอยู่หนึ่งสัปดาห์ ก็ยังไม่มีวี่แววของการช่วยเหลือ
ของในโรงเรียนก็เริ่มหมดลง ถ้ารออีกก็คงอดตายกันหมดแน่
สุดท้ายเลยตัดสินใจ…ออกจากโรงเรียน
ระหว่างทางที่หลบหนี อวี๋เหยียนเหยียนก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลล่วงหน้าที่ตัวเองรู้ พยายามหาทางตัดสือเวินออกจากกลุ่ม
ถึงแม้จะล้มเหลวอยู่หลายรอบ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้
เธอใช้ความได้เปรียบด้านข้อมูล รีบไปเจอพระเอกก่อนนางเอก
ช่วยเขาไว้ทัน แล้วก็ชิงเอาความไว้ใจจากพระเอกมาได้ก่อน
หลังจากนั้นก็เริ่มแย่งเพื่อนนางเอกไปทีละคนสองคน พยายามทำให้เธอเหลืออยู่คนเดียว
สุดท้ายสือเวินก็กลายเป็นคนนอกในทีมอย่างสมบูรณ์
แล้วพอพวกเขาเข้าเมืองมาเพื่อหาทรัพยากรเพิ่ม อวี๋เหยียนเหยียนก็สบโอกาส เธอเสนออาสาจะไปหาเชื้อเพลิง แล้วชวนสือเวินไปด้วย จากนั้นก็พามาหลอกล่อให้เจอกับพวกม่ายเกอ
เธอรู้อยู่แล้วว่าพวกม่ายเกอเป็นพวกเลว ระดับ “ตัวร้ายในเรื่อง”
นักเรียนผู้หญิงหน้าตาดีหล่นเข้าไปในมือคนพวกนี้ ผลจะเป็นยังไงบ้างล่ะ?
…ฮวาหวู่เองก็ไม่เคยคิดเลยเหมือนกันว่า
ไอ้ม่ายเกอมันจะมีรสนิยมแปลกแบบ…ชอบดูผู้หญิงตบกัน!?
โรคจิตจริง ๆ
สติหลุดไปแล้วมั้ย!?
【หนึ่ง จัดการ “ผู้ตื่นรู้” อวี๋เหยียนเหยียน】
【สอง ทำตามความปรารถนาสุดท้ายของนางเอกให้สำเร็จ — สันติสุขทั่วหล้า】
เมี่ยงเมิ่งโผล่มาแบบเงียบ ๆ เหมือนนักดาบไร้เงา ทิ้งแค่สองประโยคนี้ไว้…แล้วก็หายตัวไปเลย
ฮวาหวู่แบบ…อะไรเนี่ย?
นางเอกแต่ละคนมี “ความปรารถนา” โหด ๆ กันหมดเลยเหรอ!?
นี่มันคือภาวะจิตใจของนางเอกจริงดิ?
บอกเลยว่างานนี้ระดับความยากพุ่งขึ้นทันที
ฮวาหวู่โคตรเซ็ง แต่ก็ไม่มีที่ให้บ่น…
……
……
พวกม่ายเกอกลุ่มนี้ ในพล็อตหลักช่วงหลังจะกลายเป็นกลุ่มผู้ร้ายที่ทุกคนเกลียด
แต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเป็น “ตัวร้ายเต็มตัว”
ยังไม่ได้โหดขนาดนั้น
สมาชิกในทีมก็ยังไม่เยอะ รวมม่ายเกอแล้วก็มีอยู่แค่ 7 คน
ม่ายเกอคือหัวหน้า เหล่าซานคือรองหัวหน้า ที่เหลืออีก 5 คนเป็นลูกน้อง
ก่อนโลกจะล่ม ม่ายเกอทำงานอ้างว่าเป็นบอดี้การ์ด แต่เบื้องหลังคือรับจ้างทวงหนี้ ข่มขู่พ่อแม่ลูกหลานชาวบ้าน กลางคืนก็ไล่ตีไล่ฆ่าคนเต็มไปหมด คือทำแต่เรื่องเลวล้วน ๆ
พอวันสิ้นโลกมาถึง เขากับพรรคพวกก็ฉวยโอกาสปล้นอาวุธมาได้กองหนึ่ง
กลายเป็น “ทุนตั้งตัว”…หรือเอาง่าย ๆ ว่า “ทรัพย์สินสกปรก”
หลังจากที่นางเอกถูกพวกม่ายเกอจับตัวมา
หลี่เหอก็แตกหักกับแฟนสาวตัวเองไปเลย แต่ไม่ได้มีโมเมนต์อลังการเหมือนฮวาหวู่ก่อนหน้านี้นะ
ในพล็อตดั้งเดิม หลี่เหอโดนพวกม่ายเกอจับโยนออกไปล่อซอมบี้เป็นคนแรก ตายอนาถ
ส่วนสือเวิน นางเอกของเรื่องก็อาศัยสติปัญญาและไหวพริบ จนทำให้พวกม่ายเกอยังไม่ลงมือฆ่าเธอทันที
แต่แฟนของหลี่เหอ ไม่รู้ว่าไปติดกับใครในกลุ่มนั้น สุดท้ายก็แอบขโมยของ แล้วกลัวว่าตัวเองจะโดนจับได้ เลยป้ายความผิดไปให้สือเวินแทน
แถมยังไปแจ้งให้ม่ายเกอรู้ ตอนที่นางเอกกำลังจะแอบหนีอีกต่างหาก
สำหรับฮวาหวู่แล้ว คนที่ในอนาคตจะกลายมาเป็น “หินขวางทาง” แบบนั้น จัดการล่วงหน้าเลยก็คงไม่เกินไปใช่มั้ยล่ะ?
เธอคิดว่ามันไม่เกินไปหรอก
ก็ถือว่า…ช่วยปกป้องความยุติธรรมไง!
……
……
“นี่พวกนายไม่หิวกันเหรอ?”
หลังจากฮวาหวู่เริ่มเข้าใจสถานการณ์ เธอก็หิวจนท้องร้องเสียงดัง “นี่พวกนายยังไม่เปิดครัวอีกเหรอ? หรือจะให้ฉันอดตายตายไปเลย? เชลยศึกก็เป็นคนเหมือนกันนะ มีสิทธิมนุษยชนปะเนี่ย!”
“……”
“เธอคิดว่าพวกฉันอยากอดข้าวนักหรือไง?”
“เปิดครัวงั้นเหรอ…”
“คิดว่าอยู่โรงอาหารหรือยังไงวะ?”
ฮวาหวู่เห็นไม่มีใครตอบ มีแค่บางคนดูดน้ำอย่างเดียว ก็เลยลองเชิงถามขึ้นมา “อย่าบอกนะ…ว่าไม่มีอะไรให้กินแล้วจริง ๆ น่ะ?”
“เงียบไปเลย!” เหล่าซานตะคอกเสียงดังลั่น
“ไม่มีอะไรกินก็เพราะพวกนายมันห่วยเองมั้ยล่ะ แล้วมาขึ้นเสียงใส่ฉันทำไม?” ฮวาหวู่เริ่มหัวร้อน “นู่นไง ยังมีคนอยู่นี่นา ถ้าไม่มีไรกินก็ ‘กินคน’ สิวะ!”
พรืด——!!
ไอ้คนที่กำลังดื่มน้ำพ่นออกมาทั้งปาก น้ำพุ่งใส่หน้าเพื่อนที่นั่งตรงข้ามเต็ม ๆ
หลี่เหอที่ซุกตัวอยู่มุมห้อง: “……”
ที่เธอพูดนี่…หมายถึงศพตรงพื้น หรือว่าหมายถึง เขา กันแน่วะ?
พวกคนอื่น: “……”
พวกเขาอาจจะเลวจริง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้น…กินคนนะเว้ย!
เหล่าซานสะบัดขวานไปมา แล้วตะโกนลั่น “ปากดีอีกคำเดียว ฉันจะลอกลิ้นเธอออกมาเลย!”
ฮวาหวู่แลบลิ้นออกมาเบา ๆ ไม่รู้ว่าทำเพราะอยากรู้ว่าการโดนลอกลิ้นมันจะรู้สึกยังไง หรือแค่กำลัง…กวนตีนล้วน ๆ
ในสายตาเหล่าซานก็คือ กวนตีนชัด ๆ
“นังเด็กเวรเอ๊ย—!”
ขวานกำลังจะฟาดลงมาอยู่แล้ว แต่ฮวาหวู่กลับไม่ขยับหนีแม้แต่นิด เธอเผยอริมฝีปาก เอ่ยเสียงเรียบว่า
“พวกนายอยากรู้มั้ยล่ะ ว่าของกินอยู่ที่ไหน?”
ขวานหยุดกึก หยุดแค่ไม่กี่เซนจากหน้าผากของเธอ
ฮวาหวู่กลั้นหายใจ แล้วทำหน้าเหม็นเบ้ “เอาขวานออกไปเลย เหม็นจะตายอยู่ละ”
ม่ายเกอรีบคว้าแขนเหล่าซานลากออกไป “เธอรู้ว่าของอยู่ไหน?”
ตอนนี้ไวรัสระบาดมาเกือบสี่เดือนแล้ว ของกินข้างนอกแทบไม่เหลือ
ท้องถนนเต็มไปด้วยซอมบี้ เดินหลง ๆ กันให้เพียบ แค่เผลอไปใกล้ก็มีสิทธิโดนกัด โดนข่วน
แล้วถ้าโดนเข้าเมื่อไหร่ ก็ไม่มีทางรอด มีแต่จะกลายเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวซอมบี้เท่านั้นแหละ
ในสถานการณ์แบบนี้ การหาเสบียงมันไม่ง่ายเลย
ฮวาหวู่ยิ้มบาง ๆ ยกมือที่ถูกมัดขึ้นมาโชว์
มีเสียงเตือนเบา ๆ ดังจากด้านข้าง “ม่ายเกอ ห้ามปลดเชือกเด็ดขาดนะ”
ก็ภาพตอนที่เธอแย่งปืนแล้วยิงคนเมื่อกี้ มันยังติดตาอยู่เลย!
ฮวาหวู่ประสานมือเข้าหากัน ทำมือเป็นรูปปืนเล็งไปที่กลางหน้าผากของม่ายเกอ ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าฉันอยากฆ่าพวกนาย…เมื่อกี้น่ะ นายตายไปแล้ว”
ตอนนั้นม่ายเกออยู่ใกล้เธอมาก ถ้าเธอยิงแล้วหันมาจัดการเขาต่อจริง ๆ เขาไม่มีทางรอด
ม่ายเกอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “แก้มัดให้เธอ…หวังว่าเธอจะพูดในสิ่งที่ฉันอยากได้ยิน”
ตอนนี้การหาอาหารคือเรื่องสำคัญสุด
ฮวาหวู่บิดข้อมือไปมา พอคลายเส้นเอ็นได้หน่อยก็พูดขึ้นมาแบบไม่ให้ตั้งตัว
“ฉันอยากเข้าร่วมกลุ่มกับพวกนาย”
ม่ายเกอคิดว่าหูตัวเองฝาด “ว่าไงนะ?”
“ให้ฉันเข้าร่วมกลุ่มสิ แล้วฉันจะบอกว่าของอยู่ที่ไหน” ฮวาหวู่ยิ้ม “ช่วยพวกเดียวกันมันก็เป็นเรื่องสมควรไม่ใช่เหรอ?”
“……”
ฮวาหวู่เห็นพวกนั้นยังเงียบอยู่ ก็เสริมทันที “ฉันอุตส่าห์ฆ่าคนให้พวกนายดูเป็นขวัญตาเลยนะ ถือเป็นการแสดงความจริงใจแล้วไง!”
“……”
เพื่อความจริงใจ?
ใครอยากให้เธอฆ่าโชว์กันฟะ!?
ใครขอให้เธอแสดงความจงรักภักดีแบบนั้น!?
ใครเคยบอกว่าให้ฆ่าคน!?
ม่ายเกอเริ่มสงสัยตัวเองแล้วว่านี่เขากำลังฝันอยู่รึเปล่า
เด็กผู้หญิงที่ถูกจับมาคนนี้…ดูโหดกว่าเขาอีก!?
“แล้วทำไมฉันต้องให้เธอเข้าร่วมกับพวกฉัน?”
ฮวาหวู่ไหวไหล่ “งั้นก็เชิญตายกันต่อไปละกัน”
แล้วก็หันไปมองไปทางไกลพลางหัวเราะในลำคอแบบประหลาด ๆ
“หรือจะลองของใหม่ดูล่ะ ลิ้มรสชาติที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน?”
หลี่เหอที่ตัวสั่นอยู่ในมุม: “……”
ม่ายเกอกับพวก: “……”
พวกเขา…ยังไม่ได้วิปริตขนาดนั้นนะเว้ย!
(จบบท)