- หน้าแรก
- ทะลุมิติฉบับนางร้ายเลเวลตัน
- โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป 27-28
โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป 27-28
โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป 27-28
โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป (27)
ที่จริงคนที่โกงเหวินจื่อหนานก็คือพ่อของฉู่
แต่สุดท้ายความผิดทั้งหมดกลับกลายเป็นว่าเหวินจื่อหนานไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว ไปยั่วพ่อฉู่ซะงั้น
แม่ของฉู่เจียงชิวก็เลยตามมาหาเรื่องเหวินจื่อหนานถึงตัว เกิดการกระทบกระทั่งกัน
ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนนั้นแม่ของฉู่เจียงชิวท้องอยู่
ตอนที่มีการผลักกัน เหวินจื่อหนานดันพลาดไปผลักเธอล้มลง เด็กเลยแท้ง
หลังจากนั้นแม่ของฉู่เจียงชิวก็สภาพจิตใจแย่มาก ร่างกายก็ไม่ค่อยดี ไม่ได้พักฟื้นให้เรียบร้อย
แล้วก็เริ่มมีอาการประสาท พอไม่นานสุขภาพก็ทรุดหนัก นอนซมอยู่หลายปีแล้วก็จากไป
ฉู่เจียงชิวเลยโทษว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะพ่อของเขากับเหวินจื่อหนาน
เขาเกลียดพ่อ
แล้วก็เกลียดเหวินจื่อหนานด้วย รวมถึงตัวเขาเองที่เป็นลูกนอกสมรส
…
ตอนนั้นเหวินจื่อหนานไม่ได้อยากไปต่างประเทศเองหรอก เธอไม่มีทางเลือก
แม่ของฉู่เจียงชิวส่งคนมาเล่นงานเธอไม่หยุด
เธอเลยไม่กล้าอยู่ในประเทศต่อ
พอไปถึงต่างแดน ไม่มีใครรู้จัก เธอก็ตั้งท้องด้วย ชีวิตเลยยากลำบากมาก
แต่เพราะอยากเลี้ยงลูกให้ได้ เหวินจื่อหนานก็พยายามอดทน
จนกระทั่งเธอได้เจอกับพ่อบุญธรรมของเหวินอิน
ตอนที่ลำบาก เหวินอินไม่ค่อยได้เห็นแม่ร้องไห้เท่าไร
แต่พอชีวิตเริ่มดีขึ้น เขากลับเห็นเธอร้องไห้บ่อยขึ้น
ตอนนั้นเหวินจื่อหนานคงกำลังนึกถึงคนที่เคยชอบ หรือไม่ก็เสียใจกับการมองคนผิดล่ะมั้ง
เหวินอินไม่รู้เลย
เขาไม่เคยถาม
“นายไม่เกลียดฉู่เทียนซิงเหรอ?”
เหวินอินเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดช้า ๆ ว่า “ฉันก็ไม่รู้ว่าควรจะเกลียดมั้ย”
ถ้าฉู่เทียนซิงไม่เจ้าชู้ ก็คงไม่มีเรื่องของเหวินจื่อหนานกับแม่ของฉู่เจียงชิว
เขาเองก็คงไม่ต้องลำบากตั้งแต่เด็ก
แต่พอถูกฮวาหวู่ลากมาทำเรื่องนี้ มันก็ทำให้เขาไม่มีเวลาจะมานั่งคิดอะไรลึกซึ้งไปมากกว่านี้
รู้สึกเหมือนตัวเองโดนบังคับมาทำงานแบบไม่เต็มใจ
ฮวาหวู่ตบไหล่เขา “ไม่เป็นไร จะเกลียดหรือไม่ก็ช่างก่อน เอาทรัพย์สมบัติมาก่อน มีเงินเมื่อไร นายถึงจะมีสิทธิ์พูดอะไรได้ ทีหลังค่อยคิดเรื่องพวกนี้ก็ยังไม่สาย”
“……”
มาแล้ว ๆ! ความรู้สึกแบบนี้แหละใช่เลย!
ฮวาหวู่ตบไหล่เขาอีกที พูดอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องห่วง แค่นายทำตามที่ฉันบอก รับรองว่านายได้สืบทอดตระกูลฉู่แน่นอน”
เหวินอิน: “……” ขอบคุณเธอมากเลยนะ
“แล้วตอนนั้นเธอไปอยู่ข้างฉู่เจียงชิวในฐานะตัวแทนทำไม?” เหวินอินไม่เข้าใจ
นิสัยเธอเนี่ย จะไปยอมเป็นตัวแทนของใครได้ไง
“ก็…ตอนนั้นยังอ่อนแอมั้ง?”
“……”
ทำไมทุกคำตอบของเธอมันเกินความคาดหมายไปหมดเลยวะ
“ตอนนี้ไม่อ่อนแอแล้วเหรอ?”
“บอกตามตรงเลยละกัน” ฮวาหวู่กระแอมเบา ๆ “คือตอนฉันไปถ่ายหนังในป่าลึกอะ เจอแหวนวงนึง แล้วในนั้นมีคุณปู่…”
“เฮ้ย นายจะไปไหน?”
“ตรงนั้นมีห้องรับแขก เธอจะไปก็ไปนอนนู่นนะ จะออกไปก็ล็อกประตูให้ดีด้วย”
ปัง—
ประตูปิดลงแบบไร้เยื่อใย
ฮวาหวู่: “……”
นี่มันวิธีปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณเหรอ!?
…
บริษัทตอบรับเงื่อนไขของฮวาหวู่อย่างรวดเร็ว เพราะสำหรับบริษัทแล้ว มันก็ไม่ใช่เงื่อนไขอะไรเลย
เธอไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ งั้นเธอจะพูดยังไงก็ได้
แค่ทำเงินให้ได้ เธอก็คือของล้ำค่าแล้ว
หลังเซ็นสัญญาเสร็จ สวัสดิการของฮวาหวู่ก็พุ่งพรวดขึ้นทันที
มีทีมงานของตัวเองแล้ว รถประจำตำแหน่งก็มา
มีผู้ช่วยตั้งสามคนแน่ะ!
“นี่แหละคือชีวิตท็อปสตาร์ใช่มั้ย?” ฮวาหวู่แอคท่าเป็นดาราดังสุดฤทธิ์ รู้สึกปลื้มใจสุด ๆ
รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้เป้าหมายการทำงานเข้าไปอีกขั้นแล้ว
ผู้ช่วยคนแรกที่ตามเธอมาตั้งแต่แรกกล้าพูดมาก “พี่ซ่งมี่ ยังอีกไกลกว่าจะเป็นท็อปสตาร์นะคะ”
ฮวาหวู่หน้าหงอยทันที หมดอารมณ์เดินไปอัดรายการแบบเซ็ง ๆ
พอถ่ายรายการวาไรตี้เสร็จ ก็ตามด้วยงานประกาศรางวัล
บทใน 《บันทึกลมเหนือ》 ที่ฮวาหวู่เล่นนั้น ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมเลยนะ!
แต่เฟิงลี่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรหรอก เพราะบทที่เธอเล่นมันเป็นตัวร้าย
ตัวร้ายน่ะ อยากได้รางวัลมันก็ยากหน่อย
แถมคนที่เข้าชิงคนอื่น ๆ ก็แสดงดีทั้งนั้น เธอเลยคิดว่าฮวาหวู่ก็คงไปเป็นไม้ประดับเฉย ๆ
ใครจะไปรู้ว่า วันประกาศรางวัลจริง ๆ รางวัลนั้นดันตกเป็นของฮวาหวู่ซะงั้น!
ฮวาหวู่ขึ้นเวทีปุ๊บ ประโยคแรกที่พูดก็คือ
"ผู้จัดการฉันบอกว่าฉันมาร่วมเป้นไม้ประดับเฉย ๆ นะ"
เฟิงลี่แทบล้มทั้งยืน หายใจแทบไม่ทัน
ในหัวมีแต่คำว่า…ฉันกับศิลปินตัวปัญหาของฉันนี่มันอะไรกันเนี่ย!
เฟิงลี่หัวเสียจัด จัดการเก็บฮวาหวู่ส่งเข้าไปในกองถ่ายอีกเรื่องแทบจะทันที ไม่อยากเห็นหน้ามันอีก!
พอได้บทนางเอก เฟิงลี่ก็ให้บทที่เน้นนางเอกล้วน ๆ เลย
แต่…
ฮวาหวู่รู้สึกว่ามันท้าทายสุด ๆ
"ผู้กำกับด่ากันเก่งทุกคนเลยเหรอ?"
ตอนโดนด่า ฮวาหวู่แอบกระซิบถามนักแสดงชายข้าง ๆ ที่ก็กำลังโดนด่าเหมือนกัน
นักแสดงชายถอนใจ “พี่ครับ ก่อนหน้านี้พี่ก็แสดงดีไม่ใช่เหรอ ผมไปทำอะไรให้พี่ไม่พอใจรึเปล่า ถึงได้มาเอาคืนผมแบบนี้”
ฮวาหวู่: “เปล่านะ”
นักแสดงชาย: “แล้วทำไมล่ะ?”
ฮวาหวู่: “……”
เธอยิ้มนิด ๆ แล้วตัดสินใจเผชิญหน้ากับพายุลูกนี้ “งั้นก็ด่าไปเถอะ”
นักแสดงชาย: “……”
การแสดงของฮวาหวู่ดีบ้างแย่บ้าง สลับกันไปจนไม่ใช่แค่ผู้กำกับที่รับไม่ไหว แฟนคลับเองก็เริ่มรู้สึกไม่ไหวเหมือนกัน
พอละครแป้ก ก็หาว่าเธอไม่ตั้งใจทำงาน พอเริ่มมีชื่อเสียงหน่อย ก็ดูจะเริ่มหมดไฟ
แต่ฮวาหวู่ก็ยังดื้อเต็มที่ บอกว่าเธอกำลังตั้งใจทำงานอยู่จริง ๆ นะ!
โชคดีที่รายการวาไรตี้ของเธอไม่มีปัญหาอะไรเลย ยังคงรักษาสไตล์เฉพาะตัว
ดื้อด้านแต่โคตรแสบ ทุกครั้งก็ทำเอาทีมงานรายการอยากลาออก
…
พอเฟิงลี่เห็นปัญหาก็รีบจัดการ ส่งเธอไปลงคอร์สเรียน
ฮวาหวู่เองก็ไม่เข้าใจว่าเธอมาอยู่บนเส้นทางที่ต้องทั้งทำงาน ทั้งไปเรียนได้ยังไง
ลุยลมฝ่าฝนทุกวัน…แต่ไม่เห็นจะพัฒนาอะไรเลย
ไม่ใช่เพราะเธอไม่พยายามนะ
ครูเองก็ยังชมว่าเธอตั้งใจ
แต่แค่พยายามมันไม่พอไง!
เธอมีอะไรบางอย่าง…
ครูบอกว่าเธอมีออร่าของตัวร้ายติดตัวมาเลย แค่เห็นหน้า คนก็รู้สึกว่าเธอน่าจะเป็นตัวร้าย
หลังจากล้มเหลวกับการฝึกพิเศษ เฟิงลี่ก็เหมือนจะยอมแพ้แล้ว เริ่มหาบทที่แปลก ๆ ให้เธอแทน
บทไม่ใช่ว่าหายากหรอก แต่ตัวละครมันไม่ได้เด่นอะไร
ฮวาหวู่ตบอกมั่นใจ “ไม่เป็นไร ฉันจะปรับบทเอง”
เฟิงลี่: “……”
เธอนี่มันสมบัติล้ำค่าจริง ๆ
เฟิงลี่ไม่รู้ว่าฮวาหวู่ไปกล่อมผู้กำกับยังไงให้ยอมเปลี่ยนบท
แต่ส่วนที่เธอเล่นไม่ได้ก็ถูกเปลี่ยนหมดเลย—แล้วคนดูยังรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล แล้วก็แสดงออกมาดีด้วย
สุดท้ายบทที่ได้ก็เหมือนเขียนมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
ที่สำคัญคือบทพวกนั้นไม่ซ้ำกันด้วย
แต่ละบทก็มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ทำให้คนดูจดจำได้ ไม่รู้สึกว่าเธอเล่นอะไรเดิม ๆ
เธอแสดงให้คนดูเห็นว่า ตัวร้ายมีหลายแบบ เล่นได้หลายสไตล์
เฟิงลี่มั่นใจมากว่า เธอนี่แหละ แต้มสกิลไปผิดทางนิดเดียว
“พี่ซ่งมี่เคยคิดจะเปลี่ยนไปเป็นนักเขียนบทบ้างไหม?” ผู้ช่วยถามอย่างอยากรู้
“พวกเธอทำไมชอบให้ฉันเปลี่ยนสายงานกันจังเนี่ย?” ฮวาหวู่ขมวดคิ้ว “ฉันเป็นคนมีเป้าหมายนะ!”
ผู้ช่วย: “แล้วเป้าหมายของพี่คือ?”
“เป็นตัวท็อปวงการบันเทิง!”
ผู้ช่วยหัวเราะแอบ ๆ “ฉันว่านะ พี่น่าจะเป็นตัวท็อปของบทตัวร้ายมากกว่า”
“ก็ยังเป็นตัวท็อปอยู่ดีนั่นแหละ”
“……”
“แค่เป็นตัวท็อป ฉันก็ไม่เลือกหรอก!”
“……”
…………………………………………………………………………………………………………………………….
โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป (28)
หกเดือนต่อมา
เช้าตรู่ ฮวาหวู่ก็โดนเสียงโทรศัพท์จากหลิงอวี่โทรจิกจนตื่น
“จะโทรมาบอกข่าวร้ายรึไง?”
“ข่าวดีต่างหาก!”
“จะแต่งงานแล้วเหรอ?”
หลิงอวี่: “เธอก็ไม่ยอมแต่งกับฉัน ฉันจะไปแต่งกับใครล่ะ?”
“โอ๊ย เสน่ห์ฉันนี่มันอันตรายจริง ๆ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…” หลิงอวี่อารมณ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้คุยกับฮวาหวู่ยิ่งอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่ “พูดเรื่องจริงก่อนเลยนะ โครงการที่ฉู่เจียงชิวทำอยู่เกิดปัญหาแล้ว เรื่องใหญ่ด้วย ถึงขั้นที่เขาในฐานะผู้รับผิดชอบโดนเรียกตัวไปสอบสวนเลยนะ ฉันบอกเลยว่า…”
โครงการที่มีปัญหานี่แหละ คือตัวเดียวกับที่ฮวาหวู่เคยให้เหวินอินคืนไปนั่นแหละ
คู่ค้าของโครงการนี้อีกฝ่ายนึงก็จะโดนลากออกมาเจอคดีรับสินบนครั้งใหญ่ ซึ่งในนั้นก็มีบริษัทตระกูลฉู่เอี่ยวอยู่ด้วย
ในพล็อตต้นฉบับ โครงการนี้คือสิ่งที่เหวินอินแย่งไปได้
ฉู่เจียงชิวรู้ว่ามันมีปัญหา เลยแอบจัดการทุกอย่างลับ ๆ แล้วปล่อยให้เหวินอินเอาไป
รอบนี้ฉู่เจียงชิวเจอปัญหารุมเร้า แถมต้องมานั่งแค้นเหวินอินอยู่ทุกวันจนหัวเสีย ก็เลยพลาดไม่ทันระวัง
ฮวาหวู่ก็แอบส่งข่าวให้ฝั่งพันธมิตรไปก่อนหน้าอีก พอจะลากฉู่เจียงชิวลงน้ำก็ง่ายขึ้นเยอะ
บริษัทตระกูลฉู่เองก็แค่โดนลูกหลง ถ้าตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหาก็คงไม่เป็นไร
แต่ที่แน่ ๆ คือมันจะทำให้พ่อของฉู่เจียงชิวผิดหวังในตัวเขาหนักกว่าเดิม
เรื่องใหญ่อย่างนี้ เขายังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ว่าแล้วฮวาหวู่ก็ได้รับข่าวจากเหวินอินเมื่อเร็ว ๆ นี้
บรรดาผู้ถือหุ้นมองว่าฉู่เจียงชิวทำงานได้แย่มากในช่วงที่ผ่านมา ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทก็เห็นได้ชัดว่าตกลง
เลยเรียกร้องให้ฉู่เจียงชิวลาออก เปลี่ยนคนบริหาร
ฝ่ายที่สนับสนุนฉู่เจียงชิวก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ในสถานการณ์แบบนี้ พ่อของเขาไม่มีทางปกป้องเขาได้อีก
แต่ฉู่เจียงชิวก็ไม่ได้ลาออกหรอก แค่ถูกย้ายไปทำงานที่บริษัทลูกแห่งหนึ่ง
“ฉู่เทียนซิงให้นายรับตำแหน่งต่อรึยัง?”
“ยังนะ…” เหวินอินตอบ “พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้ใครมารับงานต่อจากฉู่เจียงชิวเลย”
“แล้วนายคิดว่าฉู่เทียนซิงจะให้โอกาสนายมั้ย?”
“ฉันว่า…อาจจะไม่”
เขาเพิ่งเข้าบริษัทได้ไม่นาน ถึงจะทำผลงานไว้พอสมควร
แต่ให้มารับช่วงต่อจากฉู่เจียงชิวเลยทันที มันก็คงเร็วไปสำหรับฉู่เทียนซิง
ฮวาหวู่คิดอยู่แป๊บ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจมาก “ไม่เป็นไรหรอก แค่นายจัดการฝั่งผู้ถือหุ้นให้ดี ยังไงสุดท้ายก็ต้องเป็นของนายอยู่ดี” ฟังแล้วเหมือนเขาจะได้เป็น CEO เร็ว ๆ นี้ยังไงยังงั้น
“……”
“จำไว้นะ ต้องให้พวกเขาได้ผลประโยชน์เต็มที่ แต่ก็อย่าให้พวกเขาคุมเราได้หมด ต้องทั้งหว่านล้อมทั้งข่มขู่ ถึงจะยืนระยะได้มั่น”
“……โอเค”
อย่างที่เหวินอินคาดไว้ ฉู่เทียนซิงไม่ได้ให้เขารับงานต่อจากฉู่เจียงชิว
แต่ตำแหน่งเขาก็ขยับขึ้น และมีอำนาจมากขึ้น
หลังจากนี้…
ก็ต้องทำตามแผนจับมือกับหลิงอวี่ กดฉู่เจียงชิวให้หนักเข้า
ทำให้ฉู่เทียนซิงผิดหวังในตัวเขามากกว่าเดิม
หลิงอวี่กระตือรือร้นกับเรื่องนี้สุด ๆ แทบจะวันเว้นวันก็ส่งแผนการมากดดันเพิ่ม
ฉู่เจียงชิวที่ถูกย้ายไปบริษัทลูก ตอนแรกก็คิดว่าจะใช้ฝีมือทำผลงานแล้วค่อยหวนคืน
แต่ใครจะไปคิดว่าบริษัทนี้แม่งเป็นบริษัทเลี้ยงคนแก่ชัด ๆ
เขาพูดอะไรไปก็เหมือนเปล่าประโยชน์ พนักงานก็ไม่ขัดเขาหรอกนะ
แต่ตอบกลับมาทุกอย่างว่า “ได้ครับ”, “ดีครับ”, “เห็นด้วยครับ”
เขาพยายามทำอะไรซักอย่างทีไร พนักงานก็ดึงเรื่องให้ช้า พาเรื่องพังตลอด
ตอนที่เขาเข้าบริษัทใหม่ ๆ คนในบริษัทก็รู้ว่าเขาเป็นทายาทคนเดียวของกลุ่มบริษัท
ทุกคนก็พยายามเอาใจเขา เขาแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เพราะในกลุ่มบริษัท…ตอนนี้มันมีอีกคนที่กำลังได้แรงสนับสนุน
แถมคนในบริษัทลูกก็แปลกกว่าคนอื่น
เหมือนจงใจละเลยในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใส่ใจกับคำสั่งของเขา
แต่เรื่องเล็ก ๆ พวกนั้นแหละ ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในท้ายที่สุด
พอเป็นแบบนี้หลายรอบเข้า ต่อให้ฉู่เจียงชิวอยากสู้แค่ไหน
เขาก็แบกบริษัทแบบนี้ไม่ไหวอยู่ดี
จะปลดพนักงานออกก็ไม่ได้
ฝ่ายบนตอบกลับมาว่า พนักงานพวกนี้เคยทำคุณงามความดีให้บริษัทมาก่อน จะปลดง่าย ๆ ไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นจะเสียกำลังใจ
แค่นี้ฉู่เจียงชิวก็เข้าใจทันที ว่ามีคนข้างบนจงใจจัดการเขา
อยู่ที่นี่ เขาไม่มีแม้แต่สิทธิ์แต่งตั้งคน
แบบนี้จะบริหารอะไรได้?
เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าฉู่เทียนซิงจงใจทำแบบนี้
ก็แค่อยากให้ลูกนอกสมรสคนนั้นมาแทนที่เขา
ยิ่งคิดก็ยิ่งแน่ใจเข้าไปทุกที…
ความคับแค้นในใจของฉู่เจียงชิวยิ่งทวีขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของพ่อฉู่ไม่ใช่แบบนั้นเลย
ในสถานการณ์ตอนนั้น เขาไม่มีทางให้ฉู่เจียงชิวไปอยู่กับบริษัทย่อยที่ดี ๆ ได้แน่
เหล่าผู้ถือหุ้นไม่มีทางยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ
เขาแค่อยากให้ลูกชายได้ฝึกฝนจิตใจบ้างในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป แล้วค่อยกลับมาพลิกเกม
น่าเสียดาย…
สุดท้ายพ่อฉู่ก็ต้องผิดหวัง
ฉู่เจียงชิวแสดงผลงานได้แย่ลงเรื่อย ๆ
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพาเขาเริ่มดื่มหนัก กลายเป็นคนที่หมดไฟ หมดเรี่ยวแรงจะทำอะไรทั้งนั้น
…
หลังจากที่พ่อฉู่หมดหวังกับฉู่เจียงชิวอย่างสิ้นเชิง
เขาก็เริ่มหันมาลงทุนกับเหวินอินเต็มที่
ก่อนหน้านี้ฉู่เทียนซิงยังรู้สึกผิดกับเหวินอินอยู่มาก เลยไม่ได้คิดจะให้เขาสืบทอดกิจการ
แต่ตอนนี้…
“คุณเหวิน ยินดีด้วยนะครับ”
หลิงอวี่ยังคงแต่งตัวจัดจ้านเหมือนเคย
เขานั่งลงข้างเหวินอิน หยิบขวดเหล้ามาทำเป็นไมค์ “รู้สึกไงบ้าง หลังจากดันฉู่เจียงชิวร่วงลงไปได้จริง ๆ?”
งานเสร็จแล้วจริง ๆ
แต่เรื่องแบบนี้พูดส่งเดชไม่ได้
“นายมาหาฉันทำไม?”
“ไม่สนุกเลย” หลิงอวี่วางขวดลง แล้วล้วงหยิบแหวนวงหนึ่งออกมา “ฉันว่าจะขอคุณหนูซ่งแต่งงาน”
“ขอแต่งงาน?” เหวินอินหันมามองเขาอย่างกับเขาบ้า “คุณหนูซ่งยังไม่ตอบตกลงจะคบกับนายเลย แล้วคิดว่าเขาจะตอบรับขอแต่งงานนายเนี่ยนะ?”
มันสมเหตุสมผลตรงไหนวะ?
หลิงอวี่: “ก็ถ้าเธอเกิดเบลอ ๆ แล้วตอบตกลงขึ้นมาล่ะ?”
เหวินอิน: “……”
เหวินอิน: “โอกาสแบบนั้น... นายไปหาใครที่หน้าคล้าย ๆ เธอมาแต่งแทนยังจะเร็วกว่าอีก”
หลิงอวี่: “ของปลอมจะมีความหมายอะไร?”
เหวินอิน: “แล้วนายชอบอะไรในตัวคุณหนูซ่งขนาดนั้น?”
“เธอไม่เหมือนใครไง ฉันก็แค่ชอบ”
เหวินอินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “นายมันโรคจิต”
หลิงอวี่หันมามอง เขาพูดต่อ “ก็เพราะเธอปฏิเสธนาย นายเลยยิ่งรู้สึกว่าเธอพิเศษ เพราะนายเอาไม่ได้ นายเลยอยากได้”
หลิงอวี่ไม่เถียงอะไร แต่กลับย้อนถาม “นายว่าเธอชอบใคร?”
“ฉันจะรู้เหรอ?”
หลิงอวี่มองเขา
ตอนที่เจอกันครั้งแรก เขายังดูเหมือนหนุ่มหน้าใส ๆ
แต่ตอนนี้กลับดูสุขุมขึ้นเยอะ
“หรือว่าเธอชอบนาย?”
“???” เหวินอินเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“แล้วนายล่ะ ชอบเธอมั้ย?”
“???”
…
คุณหนูซ่งชอบเขาเหรอ?
เหวินอินมองดูละครเรื่องใหม่ของเธอที่กำลังฉายทางทีวี แล้วก็เริ่มครุ่นคิด
สองนาทีผ่านไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นหัวแรง ๆ ปฏิเสธตัวเอง
เขาคิดว่าเธอก็แค่ใช้เขาเป็นเครื่องมือ
เธออยากเล่นงานฉู่เจียงชิว และเขานี่แหละคือมีดที่ดีที่สุด
ส่วนว่าเขาชอบเธอมั้ย…
เหวินอินคิดว่า เขาคงไม่ชอบคนโรคจิตหรอก
เขาคิดว่าเรื่องขอแต่งงานที่หลิงอวี่พูดแค่พูดเล่น
ใครจะไปรู้ว่า…หมอนั่นดันไปทำจริง ๆ
แน่นอนว่าผลก็คือ โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
หลิงอวี่เลยมาหาเขากลางดึก ดื่มเหล้าย้อมใจ
ผลก็คือ เช้าวันต่อมา หมอนั่นก็นัวอยู่กับสาว ๆ คนละแขน
“นี่นายเรียกว่าชอบคุณหนูซ่งเนี่ยนะ?”
“การขอแต่งงานก็เพื่อปิดฉากรักข้างเดียวให้สมบูรณ์ไง พอโดนปฏิเสธแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะดันทุรังอีก”
หลิงอวี่ไม่มีทีท่าว่าจะเสียใจซักนิด “แน่นอน ฉันต้องไปชดเชยความสุขที่เสียไปมาตั้งนาน”
เหวินอิน: “……” รักข้างเดียวเหรอ?
เขามองดูสาวสวยสองคนที่อยู่ข้างซ้ายขวาของหลิงอวี่…
โห นายมันช่าง ‘ทุกข์’ จริง ๆ
(จบบท)