- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 47 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 23
47 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 23
47 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 23
47 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 23
“เถาองุ่น...เถาองุ่น...อยู่ที่ไหนกันนะ”
ไป่จี้อันพลิกดูหนังสือที่เขาหยิบมาจากห้องทำงานของเหอเว่ยอย่างแนบเนียน ดวงตาไม่ละจากตัวอักษร “ขับรถไปเถอะ จะฮึมฮัมอะไรนักหนา”
“ก็เบื่อนี่นา” เหอเว่ยยื่นคอออกไปมองซ้ายขวา ระแวงว่าจะเผลอขับเลยเป้าหมายไป “ว่าแต่นายนี่นะ ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็จ้องหนังสือไม่วางเลย มันสนุกขนาดนั้นเลยหรือ ไม่ง่วงบ้างหรือไง”
ไป่จี้อันฮึดฮัด “ก็มีแต่นายนี่แหละที่อ่านหนังสือแล้วง่วง”
“เฮอะ แบบนี้มันไม่ถูกแล้ว คนทั่วไปก็อ่านแล้วง่วงกันทั้งนั้นฉันไม่ใช่ข้อยกเว้นหรอก” ทันใดนั้น เหอเว่ยก็เบิกตากว้าง เบรกกะทันหัน ชี้ไปทางด้านขวา ตรงนอกหน้าต่างของไป่จี้อัน “เจอแล้ว! เถองุ่น!”
ไป่จี้อันเหลือบตาดูแวบหนึ่ง “นั่นมันเถาบวบ”
“อ๋อ ก็...มันคล้าย ๆ กันนั่นแหละ”
“คล้ายตรงไหน ใบยังไม่เหมือนกันเลย”
“ก็มันไต่ไปไต่มาเหมือนกันไง”
ไป่จี้อันส่ายหน้าอย่างจนใจ ในที่สุดก็วางหนังสือลง เขาไม่กล้ามอบหมายเรื่องหาบ้านให้คนที่แยกไม่ออกระหว่างเถาองุ่นกับเถาบวบอย่างหัวหน้าหน่วยสืบสวนแล้ว
ทั้งสองขับรถวนอยู่ในหมู่บ้านอยู่พักหนึ่ง ไป่จี้อันหรี่ตาลงก่อนเอ่ยว่า “จอดตรงนี้”
เหอเว่ยได้รับคำสั่งก็เบรกทันที กำลังจะถามว่าถึงแล้วหรือยัง เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นอีกฝ่ายเดินลงไปข้างหน้ารถเสียแล้ว
“ลงมา”
เหอเว่ยรีบเดินตามไป่จี้อัน ข้าง ๆ คือบ้านหลังหนึ่ง ประตูไม้สีแดงเข้มปิดสนิท ดูไม่ออกเลยว่ามีคนอยู่หรือไม่
เหอเว่ยมองไปรอบ ๆ มือเท้าสะเอว พลางเหลือบไปเห็นตรงขอบกำแพงด้านขวา มีเถาวัลย์เล็กยาวแผ่ใบเขียวมัน กำลังไต่เลื้อยออกจากในบ้าน ส่วนที่โคนกำแพงก็ยังมีรอยน้ำกระเซ็นที่ยังไม่แห้งดี
“ก็บอกแล้วว่าเหมือนกัน”
ระหว่างที่เหอเว่ยพึมพำอยู่ด้านหลัง เพื่อนรักของเขาก็เคาะประตูเสร็จไปแล้ว
หญิงสาวคนหนึ่งเปิดประตูเล็กที่อยู่ในประตูใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ ก่อนจะปิดประตูลงครึ่งหนึ่ง “พวกคุณมาหาใครหรือ”
“ที่นี่คือบ้านของจางหมิงฮั่วหรือเปล่าครับ”
หญิงสาวพยักหน้า “ใช่ค่ะ เขาไม่อยู่บ้าน แล้วพวกคุณเป็นใครกัน”
“ผมรู้ว่าเขาไม่อยู่” เหอเว่ยหยิบบัตรเจ้าหน้าที่จากกระเป๋าเสื้อออกมาโชว์ “คุณเป็นอะไรกับจางหมิงฮั่ว”
หญิงสาวชะงักไปเมื่อเห็นบัตรตำรวจ สีหน้าระแวดระวังขึ้นมาทันที แววตาจับจ้องอย่างไม่ไว้ใจ เหมือนกำลังสงสัยในความน่าเชื่อถือของบัตรที่เห็น
“มีธุระอะไรหรือ”
“แน่นอนว่ามี ไม่เช่นนั้นคงไม่มาหา คุณให้พวกเราเข้าไปคุยได้หรือไม่”
“ฉันเป็นภรรยาของจางหมิงฮั่ว แต่ในบ้านมีฉันอยู่เคนเดียว จะให้ชายแปลกหน้าสองคนเข้าบ้าน มันไม่สะดวก ถ้าพวกคุณเป็นตำรวจจริง ก็ไปเรียกผู้ใหญ่บ้านจากที่ว่าการหมู่บ้านมาเสียก่อนเถอะ”
เธอพูดจบก็ทำท่าจะปิดประตู เหอเว่ยก้าวขึ้นไปขวางไว้
หญิงสาวตกใจ ตะโกนลั่น “คุณจะทำอะไร!”
“หมู่บ้านเล็กเท่านี้ อย่าบอกนะว่าไม่มีเบอร์ผู้ใหญ่บ้าน”
เธอจ้องหน้าเหอเว่ยอย่างไม่พอใจ ก่อนจะควักโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงผ้าลินินหลวม ๆ
ในขณะเดียวกัน โทรศัพท์ของเหอเว่ยก็ดังขึ้นด้วยเช่นกัน
“ว่าไง”
เสียงของเฉินเจ๋อหยางฟังดูงุนงงมาก “หัวหน้า พวกคุณถึงแล้วหรือครับ? หลังไหนคือบ้านของจางหมิงฮั่วน่ะครับ พี่สาวซือเหวินให้แค่พิกัดของหมู่บ้านมา ไม่รู้เลยว่าหลังไหน”
“ขับตรงเข้ามาจากปากทางตะวันออกของหมู่บ้านเลย บ้านที่ตรงกำแพงมีเถาองุ่นนั่นแหละ”
“เถาองุ่น...” เฉินเจ๋อหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “นั่นมัน...ใช่หรือเปล่านะ”
“เหมือนไม่ใช่” เสียงของหานหยางแทรกขึ้นมา
“ขับดี ๆ ไปก่อน ขอดูอีกที...ไม่ใช่แน่ เถาองุ่นไม่ใช่แบบนี้ มันคือเถาบวบน่ะ”
…
เหอเว่ยเงยหน้าขึ้น เห็นไป่จี้อันเบือนหน้าหลบ ยิ้มกลั้นขำ เห็นชัดว่าได้ยินคำพูดของเฉินเจ๋อหยางเข้าเต็ม ๆ
เหอเว่ยเบ้ปาก บ่นเบา ๆ “ขับไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึง” ว่าแล้วก็กดตัดสายอย่างหัวเสีย
“คุณตำรวจ! คุณตำรวจ! ผมมาแล้ว!”
จากไกล ๆ ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาทางพวกเขา
ทันทีที่เห็นผู้ใหญ่บ้านมา หญิงสาวก็รีบเปิดประตูแล้วเดินออกมา “ผู้ใหญ่บ้าน”
“กุ้ยหลานเอ๋ย เธอนี่ก็แปลก ทำไมไม่ให้คนเขาเข้าบ้านล่ะ”
“ฉันไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วก็ไม่รู้จักพวกเขา หมิงฮั่วกับอาเฉิงอยู่ในเมืองทำงานกันหมด ทุกวันนี้มีทั้งพวกหลอกลวง พวกอันตราย ฉันเป็นผู้หญิงคนเดียว จะให้เปิดบ้านให้คนแปลกหน้าเข้ามาได้อย่างไร”
“เข้าใจ ๆ ระวังตัวไว้ก็ถูกแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านปาดเหงื่อ แล้วหันไปขอโทษเหอเว่ยด้วยท่าทางนอบน้อม “คุณตำรวจ ต้องขออภัยด้วยนะ เรื่องมันก็แค่นี้เอง ไม่มีเจตนาไม่ดีอะไร โปรดเข้าใจด้วย”
“ตอนนี้เข้าไปพูดคุยกันได้หรือยัง”
“ได้แน่นอน” ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนผลักประตูนำเข้าไปเอง “กุ้ยหลาน ตรงไหนใช้รับแขก พาคุณตำรวจไปนั่งที”
“ตามฉันมา”
พวกเขาถูกพาไปยังห้องฝั่งตะวันตก ภายในกว้างประมาณสิบตารางเมตร มีเตียงคู่หนึ่งหลัง ชุดโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุด กับตู้เสื้อผ้าอีกหนึ่งใบ นอกนั้นไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่น บนโต๊ะมีเพียงกรอบรูปที่แสดงให้เห็นว่าบ้านนี้เป็นของใคร
ทันทีที่นั่งลง ผู้ใหญ่บ้านก็ส่งสัญญาณด้วยสายตาให้หญิงสาว “กุ้ยหลาน เทน้ำให้เขาหน่อยสิ”
“ไม่ต้องหรอก พวกเราก็เสียเวลาไปพอแล้ว เข้าประเด็นกันเลยดีกว่า” เหอเว่ยมองหญิงสาว แล้วถาม “ชื่อ อายุ”
“เฉินกุ้ยหลาน อายุสี่สิบเก้าปี”
“เป็นภรรยาของจางหมิงฮั่วหรือ”
“ใช่ เกิดเรื่องอะไรกับเขาหรือเปล่าคะ”
“คุณรู้หรือไม่ว่าเขาทำงานอะไรอยู่”
เฉินกุ้ยหลานพยักหน้า “รู้ค่ะ เขาล้างจานอยู่ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง เขาเคยบอกไว้”
เหอเว่ยเปลี่ยนเรื่องทันที “รู้จักยาพิษที่ชื่อ ตูซูเชียงหรือไม่”
สีหน้าของเฉินกุ้ยหลานและผู้ใหญ่บ้านพลันเปลี่ยนไปทันที ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะกลืนน้ำลายแล้วรีบเอ่ยขึ้น “คุณตำรวจ ยานั่นถูกห้ามใช้แล้ว ตั้งแต่หลายสิบปีก่อนก็ผิดกฎหมายแล้ว พวกเราจะไป...”
เหอเว่ยมองผู้ใหญ่บ้านที่รีบออกตัวแก้ต่าง พลางพูดเสียงเรียบ “ผมถามเธอ”
สายตาทุกคู่ในห้องจึงหันไปยังเฉินกุ้ยหลานทันที
เธอประสานมือไว้แน่น ส่ายศีรษะเบา ๆ “ฉันไม่รู้จัก”
เหอเว่ยพูดเสียงขรึม “แน่ใจหรือ”
แรงกดดันที่มองไม่เห็นนั้น ทำให้เฉินกุ้ยหลานไม่กล้าสบตากับเขาเลย เธอก้มหน้า กำลังจะพยักยืนยันว่าเธอไม่รู้ ทว่าเหอเว่ยก็พูดแทรกขึ้นอีก
“คุณต้องเข้าใจให้ชัด การยอมมอบของออกมาเอง กับการที่พวกเราค้นเจอมันมีผลต่างกัน คุณรู้ใช่หรือไม่”
เฉินกุ้ยหลานเงียบไปทันที ทำเอาผู้ใหญ่บ้านเหงื่อตกรีบเร่งเสียงขึ้นมา “เธอจะพูดไหม ตอบมาสิ มันมีหรือไม่มีกันแน่!”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูดนั้นเอง เมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไป เฉินเจ๋อหยางกับหานหยางก็วิ่งมาตามทางเดินกลางลานบ้านเข้ามาพอดี
“หัวหน้าครับ!”
เหอเว่ยไม่สนใจทั้งคู่ เขาเพียงจ้องเฉินกุ้ยหลานนิ่งอยู่พักใหญ่ แล้วออกคำสั่งสั้น ๆ
“ค้น”
“รับทราบ!”
เฉินเจ๋อหยางกับหานหยางลงมือทันที จนเฉินกุ้ยหลานถึงกับหน้าแดงสลับซีด
ร่างของตำรวจแปลกหน้าสองคนเคลื่อนไหวว่องไวอยู่ในบ้านของตน ทำให้เฉินกุ้ยหลานรู้สึกใจหายไหววูบ บ่าไหล่เริ่มสั่นอย่างห้ามไม่ได้ สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เธออ้าปาก รับสารภาพเสียงแผ่วเบา “มี”
เหอเว่ยมองตรงไปยังเธอ “ว่าอะไรนะ พูดให้ดัง ๆ”
เฉินกุ้ยหลานกำหมัดแน่น เอ่ยเสียงแหบพร่า “มี! เมื่อก่อนเราเก็บไว้หน่อยหนึ่ง ไม่ได้ส่งมอบทางการทั้งหมด”
“เก็บไว้เท่าไหร่”
“ไม่เยอะหรอก! แค่นิดเดียวเอง แค่ก้นขวด!”
“ทำไมไม่ส่งมอบ คุณคิดจะทำอะไรกับมัน”
เฉินกุ้ยหลานรีบตอบเสียงใสซื่อ “จะเอาไปทำอะไรได้ล่ะ ก็แค่จะเอาไว้กำจัดหนูนั่นแหละ ถึงมันจะเป็นพิษร้ายแรง แต่ก็ได้ผลดี! บ้านนอกแบบพวกเราน่ะ มีหนูยั้วเยี้ยเต็มไปหมด มันคอยมากัดกินข้าวสาร พวกลูกเจี๊ยบก็ยังโดนมันกัดตาย ตอนนี้ยาฆ่าหนูตามตลาดก็ไม่แรงพอ กำจัดพวกมันไม่ไหวจริง ๆ”
เหอเว่ยกับไป่จี้อันไม่กล่าวอะไร ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านที่ยืนข้าง ๆ กลับทนฟังไม่ไหวถึงกับตบต้นขาตัวเองแล้วบ่นพึมพำว่า “จะโง่เง่าไปถึงไหนกัน!”
“กุ้ยหลานเอ๋ย เรื่องแบบนี้จะเก็บไว้ตามใจได้หรือ! ถ้าเจอก็ผิดกฎหมายนะ!”
เฉินกุ้ยหลานไม่เคยคิดว่าการเก็บยาฆ่าหนูจะทำให้ต้องติดคุก เธอตกใจจนเกือบร้องไห้ “ฉันไม่รู้เลยจริง ๆ ฉันแค่เก็บไว้ใช้ในบ้าน ไม่ได้ให้ใคร ไม่ได้เอาออกไปข้างนอกเลย อยู่แค่ในบ้านฉันเอง จะไปรู้ได้ยังไงว่าผิดกฎหมาย แล้วอีกอย่าง ฉันยังไม่รู้เลยว่าของที่บ้านซ่อนไว้ตรงไหนบ้าง แล้วตำรวจจะรู้ได้ยังไง!”
“เจอแล้ว!”
เสียงของเฉินเจ๋อหยางดังขึ้น ไม่นานเขาก็เดินเข้ามาในห้องฝั่งตะวันตก มือถือขวดแก้วที่ปอกฉลากออกหมดแล้ว ข้างในมีผงสีขาวประมาณสิบกรัมได้
“ใช่นี่หรือเปล่า” เหอเว่ยถาม
เฉินกุ้ยหลานตาแดงก่ำ พยักหน้ารับสารภาพ
“ยังมีอีกไหม”
“ไม่มีแล้วค่ะ มีแค่นี้จริง ๆ...” เฉินกุ้ยหลานจ้องขวดนั้นแล้วนิ่งไป น้ำตาคลอ เธอยกมือปาดน้ำตาจากแก้ม แล้วเพ่งมองผงพิษที่เหลือในขวดนิ่ง
“คุณเข้าใจแล้วใช่ไหม”
สีหน้าของเฉินกุ้ยหลานราวกับถูกสายฟ้าฟาด เธอเข้าใจแล้ว ทุกอย่างแจ่มชัด
ทำไมตำรวจมาถึงก้ถามหาจางหมิงฮั่วทันที สามีที่บอกว่าจะลางานกลับมาเยี่ยมเธอเมื่อสัปดาห์ก่อน ยาพิษในขวดก็ถูกใช้ไปอย่างเห็นได้ชัด…
“เขาทำอะไรลงไป...?” เสียงของเฉินกุ้ยหลานสั่นพร่าแทบจับใจความไม่ได้ “เขา...เขาทำร้ายคนใช่ไหม”
“ตายสาม บาดเจ็บหนึ่ง”
ตุบ!
เฉินกุ้ยหลานทรุดลงนั่งบนพื้น เธออ้าปากกว้าง แต่ร้องไห้ไร้เสียง น้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนแตก
“ผู้ใดเดินมาหน้าประตู ผู้ใดจากไปโดยไร้คำลา ผู้ใดเฝ้ามองใคร ผู้ใดสังหารผู้ใด...”