- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 13 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 13
13 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 13
13 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 13
13 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 13
เหอเว่ยพยักหน้า “ใช่แล้วสถานที่เดียวกัน เวลาช่วงเดียวกัน... จางเจ๋อมีค่าความเข้มข้นของคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือด 42% หลัวหลัว 36% ส่วนหยางหงเซินมีแค่ 30% เท่านั้น มันต้องมีบางอย่างที่เรามองข้ามไปแน่ ๆ”
“นายหมายความว่า หยางหงเซินอาจมีบางอย่างผิดปกติ?”
“อย่างน้อย ตอนนี้เขายังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ยังไม่สามารถอธิบายได้”
เหอเว่ยนึกถึงบทสนทนาก่อนหน้านั้น แล้วหันมาถาม “นายกลับไปโรงพยาบาลแล้วเจออะไร?”
แต่เดิม เขาตั้งใจจะถามทันทีที่อีกฝ่ายกลับมา แต่หมอเจ้าของไข้ของหยางหงเซินก็โผล่มาขัดจังหวะ เสนอให้พวกเขาออกจากห้องพักคนไข้ เพราะคนเจ็บต้องการพักฟื้น ไป๋จี้อันเลยจำต้องเดินตามเหอเว่ยออกมา โดยเก็บความสงสัยไว้ในใจ
“ฉันลองถามหยางหงเซินเรื่องรูปร่างหน้าตาของเจ้าของบ้าน”
เพราะตามที่หยางหงเซินบอก อาหารทุกอย่างบนโต๊ะยาวในห้องอาหารของวิลล่า ถูกจัดเตรียมโดย ‘เจ้าของบ้าน’
แต่ในขณะเดียวกัน หนิวคุนเจ้าของบ้านตัวจริง ก็ยืนยันชัดเจนว่า เขาไม่ได้พบหน้าแขกผู้เช่าเลยสักคน และยิ่งไม่เคยเข้าครัวทำอาหารให้ใคร หลังจากซื้อเค้ก ก็เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
เหอเว่ยถามเสียงขรึม “แล้วเขาตอบว่าไง?”
คำตอบที่ใกล้จะถูกเปิดเผย ทำให้หัวใจเหอเวยเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
“เขาบอกว่า เจ้าของบ้านเป็นผู้ชายหนุ่ม รูปร่างผอมบาง”
“ผู้ชายหนุ่ม... ผอมบาง?!”
เหอเว่ยอุทาน สีหน้าฉายชัดถึงความงุนงง
...หนิวคุนที่เขาเห็นกับตา เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใส่เสื้อยังเห็นพุงดันออกมาจนปิดเข็มขัดแทบไม่ได้ คนแบบนั้นจะเป็น ‘ชายหนุ่มผอมบาง’ ได้อย่างไร?
“ใช่ ฉันย้ำกับเขาหลายครั้ง และหยางหงเซินก็ยืนยันหนักแน่น ว่าเจ้าของบ้านคนนั้นเป็นคนหนุ่ม และยังลงมือทำอาหารต่อหน้าพวกเขา”
“หมายความว่า... ตอนที่พวกเขากำลังเล่นเกมกันอยู่ เจ้าของบ้านก็อยู่ในครัว?”
“ใช่”
ภาพที่ค่อย ๆ ปรากฏในหัวเหอเว่ย ชวนให้ขนลุกชัน
กลุ่มเพื่อนเก่าที่กลับมาเจอกันอีกครั้งในวิลล่าส่วนตัว ต่างกำลังพูดคุยเล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน กลิ่นหอมจากครัวลอยฟุ้งไปทั่วห้อง พวกเขาไม่มีใครเอะใจแม้แต่น้อยว่า คนที่กำลังยืนทำอาหารอยู่ในครัว…
ไม่ใช่เจ้าของบ้าน
ไม่ใช่คนที่พวกเขาโทรไปตกลงเช่าบ้านพัก
และไม่ใช่คนที่สัญญาว่าจะเตรียมอาหารกลางวันให้
แต่เป็น คนแปลกหน้า ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร…
สุดท้าย พวกเขาทุกคนทรุดลงกับโต๊ะอาหาร ถูกมัดติดเก้าอี้ เรียงรายเป็นวงกลม
ก่อนจะถูกฆาตกรสังหารทีละคน
ฆาตกรอยู่ร่วมชายคากับเหยื่อมาตั้งแต่แรก…
แค่คิดก็ทำให้หนังศีรษะเย็นเฉียบ
...อย่างน้อยตอนนี้ ความสงสัยในตัวหนิวคุนก็ถูกลบล้างไป
“ดูท่าคนร้ายต้องเป็นคนที่ลงมือทำอาหาร” เหอเว่ยกล่าวเสียงหนัก “และนั่นคือคนที่เรากำลังจะไปตามหา”
“นายหมายถึง ‘เจี้ยนผิง’ ใช่ไหม?”
“ใช่ ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว นายจำได้ไหม? ตอนแข่งละครเมื่อห้าปีก่อน เธอเป็นคนที่แต่งตัวเป็นผู้ชายเพื่อรับบทเหยื่อเพียงคนเดียวในเรื่องนั้น”
เหอเว่ยยิ้มมุมปาก “เรื่องปลอมตัวเป็นผู้ชาย... เธอถนัดอยู่แล้ว”
“แต่เธอตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?” ไป๋จี้อันเอ่ยเรียบ ๆ
เหอเวยตอบกลับทันที “ไม่มีหลักฐานชัดเจนนี่”
“นายกำลังสงสัยว่าเธอ... ยังไม่ตาย?”
“มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว”
...ก็แค่เพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนที่ขาดการติดต่อกันมานาน ถ้าเป็นเหอเว่ย เขาคิดว่าจะทำให้คนเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว เขาทำได้แน่ ไม่ต้องใช้ความพยายามมากด้วยซ้ำ
การปิดบังตัวตนว่า ‘ยังมีชีวิตอยู่’ สำหรับคนที่ตั้งใจจะหายไปจากโลก... ไม่ใช่เรื่องยากเลย
“แต่น่าเสียดาย ฆาตกรคงคำนวณพลาด” เหอเวยเอ่ยด้วยแววตามั่นใจ “ผมกล้าพูดเลยว่า ฆาตกรกับเหยื่อทั้งเจ็ดคน ต้องมีความแค้นฝังรากลึก ถึงขนาดยอมปล่อยข่าวลือว่าตัวเองตายไปแล้ว เพียงเพื่อจะได้ล้างแค้น โดยไม่ต้องรับโทษทางกฎหมาย”
ไป๋จี้อันแค่นเสียงเบา ๆ ไม่ได้พูดตอบ
ถึงตอนนี้ แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แต่สำหรับเขาแล้ว... หลักฐานในมือยังไม่มากพอที่จะสรุปอะไรได้
จากข้อมูลที่พวกเขามีอยู่ เจี้ยนผิงไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นของเมืองเยว่อัน ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง ถ้าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ นั่นหมายความว่าพวกเขาจำเป็นต้องเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปบ้านเกิดของเธอ
สองคนออกเดินทางในช่วงบ่าย โดยมีระยะทางร่วมแปดชั่วโมงตามที่คาดไว้
ตอนที่เหอเว่ยขับรถเลี้ยวเข้าเมืองหมิ่นหยางนั้นเข็มนาฬิกาชี้ที่เวลา สี่ทุ่มสี่สิบ
รถหยุดหน้าร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง
เหอเว่ยลงไปหยิบเครื่องดื่มชูกำลังหนึ่งขวด กับกาแฟดำในกล่องกระดาษหนึ่งกล่องจากชั้นวาง
เสียงประตูรถเปิดดึงสติไป๋จี้อันกลับมา เขาลืมตาช้า ๆ แววตายังเจือความง่วง
“ถึงแล้วเหรอ?”
“เกือบถึงละ” เหอเว่ยยื่นกาแฟให้ “พอแก้ง่วงได้หน่อยนะ ขวดไม่มี เจอแต่กล่องกระดาษ”
ไป๋จี้อันไม่ได้แสดงอาการรังเกียจแต่อย่างใด เขากำลังต้องการคาเฟอีนอยู่พอดี
เหอเว่ยกระดกเครื่องดื่มจนหมดขวดแล้วหมุนฝาเก็บอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดแผนที่ กางนิ้วซูมเข้าออกอยู่สองสามรอบ แล้วพึมพำเสียงต่ำ
“เหอะ... เดาดูสิว่าเรายังต้องขับอีกนานแค่ไหน?”
ไป๋จี้อันเสียบหลอดเข้าไปในกล่องกาแฟ “สี่ชั่วโมง”
เหอเว่ยหันขวับ จ้องเขาอย่างตกใจ “นายรู้จักทางเหรอ?”
“ไม่รู้จัก”
“แล้วเดาได้ยังไง? อย่าบอกนะว่านี่ก็ใช้ตรรกะนักสืบเดาออกอีก”
เขาไม่เคยให้ที่อยู่บ้านของเจี้ยนผิงกับไป๋จี้อันเลยแม้แต่นิดเดียว
ไป๋จี้อันดูดกาแฟหลายอึกติดกัน ก่อนจะถอนหลอดจากปาก แล้วพูดเสียงเรียบ “อันนี้เดาล้วน ๆ เลย”
“เยี่ยมจริง…”
แม้จะบ่น แต่ในใจเหอเว่ยก็อดรู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ ไม่ได้
...ถ้าคนอย่างไป๋จี้อันสามารถรู้ทุกอย่างโดยไม่ต้องถาม ไม่ต้องค้น ไม่ต้องคาดเดา
แค่มีเขาอยู่ข้างกาย คดีไหนก็ปิดได้เหมือนพลิกฝ่ามือ
แบบนั้น... ชีวิตของเหอเว่ยคงง่ายขึ้นมากกว่านี้เยอะ
“แล้วเราจะไปไหนต่อ?”
“ไปไหนน่ะเหรอ? ก็ไปถึง ‘จุดหมาย’ ไงล่ะ” เหอเว่ยพูดจบก็เอื้อมมือสตาร์ทรถทันที
“เดี๋ยว” ไป๋จี้อันขัดขึ้น
เขาเปิดประตูลงจากรถอย่างไม่รีรอ ไม่แม้แต่จะตอบคำถามของเหอเว่ยว่าเขากำลังจะทำอะไร แล้วก็เดินอ้อมจากด้านหน้ารถไปยังฝั่งคนขับ ก่อนจะเปิดประตูพร้อมสั่งสั้น ๆ
“ลงไป”
เหอเว่ยขมวดคิ้ว “...จะให้ฉันลง?”
“แล้วจะให้ยังไง? ปล่อยให้นายขับต่อทั้งที่ตาแทบจะปิดอยู่เนี่ยนะ? หรืออยากให้เราตายคู่กันกลางทางด่วน?”
...ปากยังคมเหมือนเคย
“ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ...” แม้จะบ่นอุบ แต่ร่างกายของเหอเว่ยก็ซื่อสัตย์เกินกว่าจะเถียง เขายอมลุกออกจากที่นั่งฝั่งคนขับอย่างจำนน เดินไปนั่งฝั่งข้างคนขับแทน
ที่จริงเขาไม่ได้ไม่ไว้ใจฝีมือการขับรถของไป๋จี้อัน
...แต่เขาไม่ไว้ใจ ‘ตัวบุคคล’ คนนั้นมากกว่า
ชายหนุ่มคนนี้ภายนอกดูเรียบร้อย พูดน้อย สุภาพ และดูเยือกเย็นตลอดเวลา แต่เบื้องหลังกลับมีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าเขาสนใจสิ่งไหนเข้าเมื่อไร ก็จะจดจ่อกับมันแบบสุดโต่ง ชนิดที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เลยทีเดียว
เหอเว่ยคาดเข็มขัดนิรภัย ดึงซ้ำอีกสองสามครั้งให้แน่น แล้วเงยมือไปจับที่จับเหนือประตูแน่นหนา
พอรถเคลื่อนตัวออกไปตามแรงกระตุกเล็ก ๆ เขาก็กลืนน้ำลายเฮือกหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
และแน่นอนความกังวลของเขาก็ไม่ได้เกินจริง
ทันทีที่รถขึ้นทางด่วนได้ไม่ถึงครึ่งนาที เข็มไมล์ก็พุ่งจาก 70 ไปแตะ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ค่ำคืนที่มืดสนิท ไร้แสงจันทร์ ลมแรง แถมยังเป็นเส้นทางที่พวกเขาไม่คุ้นเคย และไป๋จี้อัน... พุ่งรถเข้าช่องทางด้านซ้ายสุดตั้งแต่ต้น
นับตั้งแต่มือเขาจับพวงมาลัยก็ไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
110... 115... 120…
เหอเว่ยจ้องเข็มวัดความเร็วที่ขยับขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความอึดอัดในอก จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว
“...จี้อัน ผมว่า 120 กิโลก็เร็วพอแล้วนะ ถ้าเราถูกจับข้อหาใช้ความเร็วเกิน จะไปบ้านเจี้ยนผิงไม่ถึงเอานะ”
เขาต้องใช้คดีนี้ดึงสติเพื่อนร่วมทางกลับมา เพราะอย่างอื่นไม่มีทางได้ผลแน่นอน
“ฉันรู้” ไป๋จี้อันยังคงจ้องถนนตรงหน้า น้ำเสียงไม่แปรเปลี่ยน “นายขับมาแปดชั่วโมงแล้ว... หลับซะหน่อยเถอะ”
หลับ?
...ตอนนี้เนี่ยนะ?
โดยปกติแล้ว เหอเว่ยรู้ตัวดีว่าอีกไม่นานเขาต้องหลับแน่ๆ
แต่ในตอนนี้ เขากลับลังเลขึ้นมาทันที
จะดีกว่าไหมที่จะหลับไปแล้วตายไปโดยไม่รู้ตัว?
หรือจะ นั่งลืมตาเต็ม ๆ แล้วเห็นความตายคืบคลานเข้ามาทีละนิด... อย่างทรมาน?
...คำตอบชัดเจนแล้ว อย่างหลังแย่กว่าแน่นอน