- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 5 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 5
5 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 5
5 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 5
5 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 5
พูดจบ เหอเว่ยก็ไม่รอช้าที่จะคลายเชือก เขารีบคว้าร่างทั้งคนทั้งเก้าอี้ยกขึ้นแบกไว้ แล้วลากไปที่หน้าต่าง ก่อนจะปลดคอเสื้อกับเข็มขัด ตรวจดูจมูกและปากเพื่อเช็คการหายใจ
ในเวลาเดียวกัน ไป๋จี้อันก็รีบตรวจชีพจรของชายและหญิงที่อยู่ข้าง ๆ ผลคือ...เงียบสงัดราวกับน้ำนิ่ง
แต่...พวกเขายังมีอุณหภูมิร่างกายอยู่!
ไป๋จี้อันยังไม่ยอมแพ้ เขาก้มตัวลง ใช้ไฟจากมือถือส่อง เปิดเปลือกตาของชายคนนั้นดู
รูม่านตาขยาย ไม่มีการตอบสนองเมื่อโดนแสง
ยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว
ไป๋จี้อันขมวดคิ้ว แม้จะเศร้าใจแต่ก็ไม่มีเวลาร่ำไร เพราะยังมีคนหนึ่งที่อาจยังรอความช่วยเหลือจากเขา
เขารีบลุกขึ้น หันไปหาหญิงอีกคนทันที
รูม่านตาไม่ขยายมากนัก และยังมีการตอบสนองเล็กน้อยต่อแสง... ไป๋จี้อันยื่นมือไปกดเบา ๆ บนลูกตาให้มันยุบตัว แล้วปล่อยทันที
เขาจ้องมองดวงตาของหญิงสาวอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมกระพริบตาแม้แต่วินาทีเดียว เพราะถ้าพลาดแม้เพียงนิด อาจทำให้เขาตัดสินผิดพลาดได้
นี่คือชีวิตคน!
ช้า ๆ ทีละนิด...
ในเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาของหญิงสาว ไป๋จี้อันเห็นว่าดวงตาของเธอกำลังค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเป็นปกติ!
ยังไม่ตาย! เธอยังมีชีวิตอยู่!
ไป๋จี้อันรีบลากเก้าอี้พร้อมร่างเธอไปที่หน้าต่างเดียวกับที่เหอเว่ยอยู่
เหอเว่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่ในวงกลม
ไป๋จี้อันรู้ว่าเหอเว่ยกำลังสงสัยอะไร เขาเม้มปากแล้วส่ายหน้าอย่างน่าเสียดาย
คนที่ยังรอดปล่อยให้เหอเว่ยดูแล ส่วนคนที่ตายไปแล้วก็ต้องเป็นหน้าที่ของไป๋จี้อัน
ทั้งสองคนรีบมาจนไม่มีเวลาใส่ถุงคลุมรองเท้า เพื่อไม่ให้รบกวนหลักฐานในที่เกิดเหตุ ตลอดเวลาตั้งแต่เข้ามาจนช่วยคน พวกเขาทำทุกอย่างนอกวงกลม
ตอนนี้...ก่อนที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะมาถึง ไป๋จี้อันจึงต้องย่อตัวลงข้างร่างของผู้ตายที่มีเลือดไหลออกมา แล้วตรวจดูบาดแผลที่หน้าอก
เขาหยิบถุงมือแพทย์ใหม่จากกระเป๋าเสื้อแล้วสวม
ตรงซ้ายของทรวงอก ใกล้หัวใจ เลือดยังคงไม่แห้งสนิท เขาเห็นรอยแผลลึกจนเผยให้เห็นเลือดสดอยู่ลึก ๆ
บนร่างกายไม่มีบาดแผลที่มองเห็นได้อื่นอีกเลย นอกจากแผลลึกตรงหัวใจเพียงจุดเดียวเท่านั้น
บริเวณข้อมือมีเพียงรอยจากการเสียดสีกับเชือก ไม่มีบาดแผลจากการขัดขืนใด ๆ
ไป๋จี้อันยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า
“มีดแทงเข้าหัวใจโดยตรง ทำให้หัวใจแตก ทำให้ตายทันที ข้อสันนิฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก ฆาตกรมีความชำนาญมาก ทั้งสี่ศพ แต่ละคนโดนแทงแค่คนละแผล”
เหอเว่ยถามกลับ
“แต่ละคนโดนแทงที่หัวใจเป๊ะ ๆ แบบนี้ ฆาตกรต้องมีความรู้ด้านการแพทย์ใช่ไหม?”
ไป๋จี้อันไหล่ยัก
“ก็ไม่แน่หรอก ความรู้พื้นฐานของคนทั่วไปก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าหัวใจอยู่ตรงไหน คนธรรมดาอาจจะรู้ตำแหน่งหัวใจก็ได้ไม่ใช่เรื่องแปลก”
“แค่รู้ตำแหน่ง จะให้แทงแม่นเป๊ะได้ขนาดนี้มันก็ไม่ง่ายนี่สิ?”
“ก็จริง”
“งั้นนายลังเลอะไรอยู่ล่ะ?”
“ฉันแค่ไม่อยากให้ความคิดถูกจำกัด เช่น ถ้าแค่เพราะฆาตกรแทงถูกหัวใจเป๊ะๆ ก็จะสรุปว่าเขามีความรู้ด้านการแพทย์ มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ”
“แล้วจะมีกรณีไหนอีกล่ะ? แค่ครั้งเดียวอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ แต่นี่ตั้งสี่ครั้ง นายก็น่าจะรู้ดีว่าระหว่างหัวใจกับผิวหนังยังมีซี่โครงกั้นอยู่ ถ้าแทงพลาดนิดเดียวก็อาจเจอกระดูกเข้าได้ ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้หรอกนะ”
ไป๋จี้อันมองเหอเว่ยแล้วพูดว่า
“ถ้าจะเข้าใจถึงขนาดนั้น ต้องศึกษานานเลยนะ”
“หมายความว่ายังไง?”
ทันใดนั้น จากนอกหน้าต่าง เสียงไซเรนของตำรวจและรถพยาบาลดังขึ้นพร้อมกัน ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีเสียงฝีเท้าชุลมุนดังมาจากห้องโถงใหญ่ เฉินเจ๋อหยางพาแพทย์ฉุกเฉินเข้ามาในบ้าน พร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานจากกองสืบสวนของสำนักงานตำรวจนครบาล
เมื่อหมอผู้เชี่ยวชาญมาถึง เหอเว่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาตั้งใจจะหันไปถามความหมายของคำพูดเมื่อครู่ของไป๋จี้อัน แต่พอหันกลับไป กลับไม่เห็นเงาของอีกฝ่ายเสียแล้ว
เฉินเจ๋อหยางไม่ได้พาแค่ทีมแพทย์มาช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตเท่านั้น แต่ยังพาทีมนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของกองสืบสวนมาด้วย
เบาะแสในห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ นั้น ไป๋จี้อันตรวจหมดแล้ว เหลือแค่ผลชันสูตรศพโดยละเอียดที่ต้องรอให้เหอเว่ยส่งมาในภายหลัง
สถานะของผู้เสียชีวิต เขารู้แล้วโดยคร่าว ๆ แต่สถานที่เกิดเหตุนั้น ไม่ได้มีแค่ห้องครัวและห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ เท่านั้น ทว่าคือทั้งบ้านหลังนี้
ไป๋จี้อันเดินไปที่ห้องอาหาร
จากตอนที่เขาตรวจศพและพบว่าผู้ตายทั้งสี่คนมีแค่รอยเชือกเสียดสีกับข้อมือ แต่ไม่มีร่องรอยการขัดขืน เขาก็เดาได้ว่าฆาตกรคงวางยาทั้งเจ็ดคนให้สลบก่อน แล้วจึงจับมัดไว้บนเก้าอี้ จัดวางให้นั่งล้อมวง
ยิ่งไปกว่านั้น บนใบหน้าของหญิงสาวสองคนยังมีคราบน้ำตาสีขาวไหลเป็นทางซึ่งล้างเครื่องสำอางออก แสดงว่าฆาตกรปลุกพวกเธอขึ้นมาก่อนลงมือ ให้พวกเธอได้เห็นเพื่อน ๆ ถูกฆ่าทีละคน ต่อหน้าต่อตา
ไม่มีทางสู้ ไม่มีทางหนี
เขาตายแล้ว เธอก็ตายแล้ว
คนต่อไป...ก็คือฉัน
ความกลัวในช่วงเวลาที่ต้องรอความตายนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าความตายที่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว
จากวิธีฆ่าแบบซาดิสม์เช่นนี้ ฆาตกรจะต้องเป็นพวกโรคจิต หรือไม่ก็มีความแค้นฝังลึกกับเหยื่อทั้งเจ็ดอย่างแน่นอน
และก็เป็นอย่างที่คาดไว้ บนโต๊ะอาหารยาวซึ่งเป็นโต๊ะสั่งทำพิเศษ มีอาหารถูกจัดวางไว้เต็มโต๊ะ
มีเครื่องใช้บนโต๊ะสำหรับ 7 ที่ ทั้งจาน ชาม มีด ส้อม ตะเกียบ แก้วไวน์ ทุกอย่างครบถ้วน
อาหารบนโต๊ะไม่มีจานไหนที่ถูกกินจนหมด แต่เครื่องใช้บนโต๊ะมีร่องรอยการใช้งานแล้ว
ไป๋จี้อันเห็นเหอเว่ยเดินเข้ามา เขาจึงพูดว่า
“ของพวกนี้ต้องส่งตรวจ”
เหอเว่ยก็คิดไว้เช่นกัน เขาหันกลับไปเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่ง แล้วเดินตามไป๋จี้อันไปยังห้องครัวทันที
“สมัยนี้ยานอนหลับไม่ได้หามาง่าย ๆ เจ็ดคน ปริมาณก็ไม่ใช่น้อยๆ คงจะตามรอยได้ไม่ยาก”
ไป๋จี้อันค่อย ๆ เปิดตู้ครัวทีละบาน แล้วพูดว่า “หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”
เขารู้ดีว่ายานอนหลับเป็นยาควบคุม ต้องมีใบสั่งแพทย์ถึงจะรับมาได้ คนทั่วไปต้องผ่านการตรวจและได้รับอนุมัติจากแพทย์ก่อนถึงจะไปรับยาได้จากโรงพยาบาล
แต่...นั่นก็แค่ในกรณีของ “คนธรรมดา” เท่านั้นแหละ
ไป๋จี้อันเอื้อมมือไปเปิดตู้เล็กที่สุดที่อยู่ใต้เตาครัวด้านข้างสุด ตู้นี้เล็กกว่าตัวอื่นชัดเจน ดูท่าเจ้าของบ้านคงสั่งทำพิเศษเพื่อใช้พื้นที่ที่เหลือให้คุ้มค่า
ถ้ายังไม่เจออะไรอีกล่ะก็...ก็หมายความว่าครัวนี้ไม่มีเบาะแสอะไรเหลือแล้วจริง ๆ
ไม่รู้เพราะอะไร พอเปิดตู้ปุ๊บ หัวใจของไป๋จี้อันกลับเต้นแรงผิดปกติ
ถ้าจะอธิบาย...มันก็แค่ “แรงกว่าปกติ”
พอเปิดตู้ออก ทั้งเขาและเหอเว่ยก็สะดุ้งสุดตัว
ในตู้นั้นมีถุงพลาสติกใสใบหนึ่ง กระโดดดึ๋ง ๆ ไม่หยุด ข้างในมืด ๆ ท่าทางจะมีอะไรมีชีวิตกำลังพยายามดิ้นหนีออกมา
เป็นถุงใส่ “กบ” เป็น ๆ นั่นเอง
ถุงพลาสติกใสนั้นผูกปากแน่น ข้างในมีเจ้ากบขนาดพอ ๆ กันอยู่เจ็ดตัว แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่ยังมีชีวิต
ไป๋จี้อันยกถุงขึ้นดู พบว่ามีแค่สี่ตัวยังดุกดิกอยู่ ส่วนอีกสามนอนหงายท้อง ขาแบะ ดูเหมือนก้อนโคลนแฉะ ๆ ให้เพื่อนในถุงเหยียบเล่น
เหอเวยหันไปมองตำแหน่งเตาและอ่างล้างจานแล้วขมวดคิ้ว ตู้นี้อยู่ห่างจากพื้นที่ปรุงอาหารมาก การเก็บกบไว้ตรงนี้ชัดเจนว่า “ไม่เหมาะ”
ยิ่งไปกว่านั้น จากสภาพบนโต๊ะอาหารก็ดูชัดว่า งานเลี้ยงเริ่มไปแล้ว
แม้จะว่ากันว่าเนื้อกบอร่อย แต่หน้าตาของมันไม่น่ากินสักนิด
ไป๋จี้อันไม่ใช่คนที่ชอบกินพวกนี้ ถึงเขาจะรู้ว่าเนื้อข้างในขาวนุ่มแค่ไหน แต่ก็ยังอดขยะแขยงรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้
เขาขมวดคิ้ว แล้วยื่นถุงใส่กบให้เหอเว่ย “นายเอากลับไปละกัน”
เขาไม่ชอบ แล้วเหอเว่ยจะชอบเหรอ!?
“ทำไมต้องเป็นฉันด้วย...”
“ก็จะได้เอาไปตรวจ? ฉันไม่ได้ไปสถานีตำรวจด้วยนี่”
...ฟังแล้วก็มีเหตุผลอยู่
เหอเว่ยมองถุงในมือตัวเองอย่างรังเกียจ แล้วก็เผลอเบะปากจนเห็นคางสองชั้นซึ่งปกติแทบไม่มีใครได้เห็นเลย