- หน้าแรก
- ช่างหัวคุณหนูตัวปลอม นางร้ายอย่างข้าจะไปทำฟาร์ม
- บทที่ 10 ประมาทไปหน่อย
บทที่ 10 ประมาทไปหน่อย
บทที่ 10 ประมาทไปหน่อย
บทที่ 10 ประมาทไปหน่อย
ทั้งสี่คนต้องต่อรถเมล์ถึงสองสายกว่าจะมาถึงสถานีรถไฟ
ด้วยความเป็นวัยรุ่น แถมยังเป็นการนั่งรถไฟครั้งแรก จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร? เย่เจินอย่างน้อยก็เคยไปเห็นโลกกว้างในโลกของผู้ฝึกตนมาแล้ว ยังพอจะรักษามาดไว้ได้
ส่วนเย่หว่านกับเย่เถียนเถียนสองคนนั้นซุบซิบกันอยู่ตลอดเวลา มองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่ากำลังกระซิบกระซาบอะไรกัน
มีเพียงเย่จิ้นที่พอขึ้นรถมาได้ก็เอนกายพิงเบาะอย่างเกียจคร้าน
"พี่ใหญ่ ทำไมจู่ๆ พี่ถึงอยากไปสถาบันศาสตร์เร้นลับล่ะ?" เย่จิ้นนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนเย่เจินเคยบอกกับพวกเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่ามหาวิทยาลัยในอุดมคติของเธอคือมหาวิทยาลัยเป่ยชิง เขาจึงรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ
หรือว่า...
"เป็นเพราะพี่รองสอบติดที่สถาบันนั่นเหรอครับ?" เย่จิ้นถามอย่างครุ่นคิด
เย่เจินเลิกคิ้วถามกลับ "ทำไมนายถึงคิดแบบนั้นล่ะ?"
เธอไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพระเอกนางเอกเลยแม้แต่น้อย แล้วทำไมจะต้องเป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปหาเพียงเพราะนางเอกดวงปลาคาร์ปสอบติดที่สถาบันนั่นด้วยล่ะ?
แต่เย่เจินก็จะไม่จงใจหลีกเลี่ยงพระเอกนางเอกจนต้องเปลี่ยนแผนของตัวเองเหมือนกัน
"แล้วทำไมล่ะครับ?" เย่จิ้นฟุบหน้าลงบนโต๊ะตรงข้าม ทำท่าเหมือนคนยังไม่ตื่นนอน ดูไร้เรี่ยวแรง
คำถามนี้ของเขา ทำให้แม้แต่เย่หว่านและเย่เถียนเถียนก็ยังหันมามอง
เย่เจินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "คงเป็นเพราะว่าที่สถาบันศาสตร์เร้นลับมีทุนการศึกษาสูงสุดล่ะมั้ง"
นี่เป็นความจริงอย่างที่สุด
และก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เย่เจินจะสมัครเข้าเรียนที่สถาบันศาสตร์เร้นลับจริงๆ
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ วิชาความรู้ที่เธอเรียนมาจากโลกของผู้ฝึกตน คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดบังซ่อนเร้นไว้ไม่ใช้ไปตลอดชีวิต
ในเมื่อไม่ช้าก็เร็วก็ต้องใช้ งั้นก็ต้องหาเหตุผลดีๆ มารองรับไว้ล่วงหน้า
และสถาบันศาสตร์เร้นลับหวาตูก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด
มิเช่นนั้นแล้ว เด็กกำพร้าที่โตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างเธอ จะไปเรียนรู้วิชาพวกนั้นมาจากที่ไหนกัน? "อย่างนี้นี่เอง..." เย่จิ้นมองเธออย่างครุ่นคิด หาวออกมาหนึ่งที แล้วหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน
"ก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นจริงๆ นั่นแหละ" เย่หว่านก็พยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงเย่เถียนเถียนที่ยังคงเส้นคงวา... เปิดโหมดอวยแหลกตามสไตล์ของเขา "พี่ใหญ่ พี่นี่มันอัจฉริยะชัดๆ แถมยังเป็นอัจฉริยะที่สวยและเก่งที่สุดในโลกด้วย ผมรู้แต่แรกแล้วว่าบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สามารถเอาชนะพี่สาวที่สวยที่สุด ฉลาดที่สุด น่ารักที่สุด ใจดีที่สุด และเก่งที่สุดของผมไปได้..."
เย่เจิน: "..." ถึงกับไปไม่เป็นเลย
...
บ่ายสี่โมงครึ่ง ทั้งสี่คนเดินออกจากสถานีรถไฟ
เย่เถียนเถียนเดินตามหลังเย่เจินติดๆ สัมผัสได้ถึงฝูงชนที่เบียดเสียดมาจากทุกทิศทุกทาง แล้วถามอย่างว่าง่าย "พี่ใหญ่ครับ เราจะไปทางไหนกันต่อ?"
เย่หว่านเบียดฝูงชนวิ่งไปที่ป้ายขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกล แล้วแหงนหน้าขึ้นตะโกนอย่างตื่นเต้น "พี่ใหญ่! ที่นี่มีรถทัวร์ไปเขาหวาตูโดยตรงเลย!"
เย่เจินมือหนึ่งจูงเจ้าอ้วนผู้ว่าง่ายไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งก็ดึงเย่จิ้นที่ดูไร้เรี่ยวแรงไว้แน่น กลัวว่าท่าทีเนิบนาบของเขาจะถูกฝูงชนซัดหายไป พอได้ยินดังนั้นก็ถามไปส่งๆ "ค่าตั๋วเท่าไหร่?"
"คนละ 35 ค่ะ" เย่หว่านตอบเสียงใส
เย่เจินคำนวณในใจเงียบๆ จากที่นี่ไปเขาหวาตูก็แค่ประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ค่าตั๋ว 35...
ไม่คุ้ม
ดังนั้นเธอจึงโบกมืออย่างใจป้ำ ตัดสินใจพาน้องๆ เดินเท้าไปยังเขาหวาตู
หนึ่งชั่วโมงต่อมา สามพี่น้องมองสี่แยกข้างหน้า แล้วพร้อมใจกันหันขวับมามองเย่เจิน
เย่เจิน: "..." เธอก็ไม่รู้จักทางเหมือนกัน
ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน ที่สี่แยกที่แล้ว พวกเขานั่งยองๆ อยู่กับที่สิบกว่านาที ถึงจะได้เจอกับรถทัวร์คันหนึ่ง แล้วก็เดินตามทิศทางของรถทัวร์คันนั้นมาจนถึงสี่แยกนี้
แต่ใครจะไปคิดว่าถนนจากสถานีรถไฟไปเขาหวาตู มันจะมีมากกว่าหนึ่งแยกกันล่ะ?
ประมาทไปหน่อย
หลังจากความเงียบที่น่าอึดอัดผ่านไป เย่เจินก็ขยี้ผมนุ่มๆ ที่หยิกเล็กน้อยของเจ้าอ้วน แล้วถามอย่างหยั่งเชิง "หว่านหว่าน เมื่อกี้เธอจำแผนที่ได้ไหม?"
"จำได้ค่ะ" เย่หว่านพยักหน้า ตอบตามตรง "แต่แผนที่ในเมืองมันซับซ้อนไปหน่อย หนูจำได้ไม่หมด รู้แค่ว่าน่าจะไปทางทิศเหนือค่ะ"
เย่เจินกระแอมเบาๆ "...งั้นเรารออีกหน่อยดีไหม?"
เย่จิ้นคิดว่าคราวนี้ไม่รู้จะต้องรออีกนานแค่ไหน อาการโรคขี้เกียจขึ้นสมองขั้นสุดท้ายก็กำเริบทันที เขานั่งยองๆ ลงกับพื้นอย่างหมดแรง แหงนหน้ามองเย่เจิน แล้วพูดช้าๆ "พี่ใหญ่ รถทัวร์เที่ยวสุดท้ายตอนห้าโมงเย็น"
โอ๊ะโอ... ไม่มีรถมาให้นำทางแล้ว
เย่หว่านเห็นได้ชัดว่านึกถึงปัญหานี้เช่นกัน เธอทำหน้ากังวล "พี่ใหญ่ ทำยังไงดีคะ?" ออกตัวได้ไม่ดีเลย เจอกับเรื่องแบบนี้ ดูเหมือนจะไม่เป็นมงคลเท่าไหร่
อย่าเห็นว่าเย่หว่านนิสัยใจร้อน ทำอะไรฉับไว แต่ความจริงแล้ว เธอเป็นคนขี้เชื่อเรื่องโชคลางอยู่หน่อยๆ
มีเพียงเย่เถียนเถียนที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวเย่เจินอย่างเต็มเปี่ยมเหมือนเดิม
หลังจากความเงียบที่น่าอึดอัดผ่านไปอีกครั้ง เย่เจินก็กระแอมเบาๆ ปลอบใจน้องๆ "...ไม่เป็นไรน่า เวลายังมีอีกเยอะ ที่นี่ก็ไม่ใช่ป่าเขารกท้างที่ไม่มีคน ยังไงก็ต้องเจอคนหรือรถบ้างแหละ..."
เสียงเพิ่งจะขาดคำ เสียงแตรที่แสบแก้วหูก็ดังขึ้นมาจากข้างหลังพวกเขา
ทั้งสี่คนพร้อมใจกันหันกลับไป ก็เห็นรถตู้เก่าๆ คันหนึ่งเบรกเอี๊ยดจอดอยู่ตรงหน้าพวกเขา
"พวกเธอจะไปไหนกันเหรอ?" กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลง คนขับเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี เสียงของเขาใสกระจ่าง ฟังแล้วสบายหูมาก
เขาถามพวกเย่เจิน "ถ้าจะไปเขาหวาตูล่ะก็ ฉันให้ติดรถไปด้วยได้นะ"
มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ? สี่พี่น้องมองหน้ากัน และเห็นความหมายเดียวกันในแววตาของอีกฝ่าย
"อย่างนั้นก็ดีเลยสิคะ ขอบคุณมากนะคะ" เย่เจินรีบขอบคุณ แล้วดึงน้องๆ ขึ้นรถ
ส่วนเรื่องจะกลัวเจอคนไม่ดีไหมน่ะเหรอ? เย่เจินบอกเลยว่าถ้าเจอคนไม่ดีจริงๆ คนที่ต้องกลัวน่าจะเป็นฝ่ายนั้นมากกว่า
เพราะเธอที่กลับมาจากโลกของผู้ฝึกตน ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเย่เจิน... ร่างอวตาร!
สิบห้านาทีต่อมา คนขับรถใจดีจอดรถตู้ที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งตรงตีนเขาหวาตู แล้วหันมาถาม "แน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ฉันไปส่งบนเขา?"
เย่เจินยิ้มส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างสุภาพ "ไม่ต้องแล้วค่ะ เราลงที่นี่ก็ได้ ขอบคุณมากนะคะ"
ก่อนจะมา เย่เจินได้หาข้อมูลแถวนี้มาแล้ว ถึงแม้เขาหวาตูจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทางตอนเหนือ แต่เพราะมีสถาบันศาสตร์เร้นลับตั้งอยู่บนเขา ชาวบ้านบนเขาก็เลยย้ายออกไปนานแล้ว เหลือเพียงโรงแรมท่องเที่ยวแห่งเดียวที่ร่วมมือกับทางสถาบัน
ค่าห้องของโรงแรมนั้นแพงกว่าโฮมสเตย์ของชาวบ้านตีนเขาสิบเท่าตัวได้
พวกเขามันจน พักไม่ไหวหรอก
แน่นอนว่าต่อให้พักไหว เย่เจินก็จะไม่ไปพักอยู่ดี
มีเงินเหลือเฟือขนาดนั้น เอาไปซื้อเสื้อผ้าให้น้องๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้คนละหลายชุด ซื้อเครื่องเขียนได้อีกหลายชุด ให้พวกเขาได้ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุขยังจะดีกว่า
จะไปเสียเงินกับเรื่องไร้สาระแบบนั้นทำไม
หลังจากลงจากรถ เพื่อเป็นการขอบคุณคนขับรถใจดีคนนี้ เย่เจินตั้งใจจะเลี้ยงบะหมี่เนื้อหนึ่งชาม
คนขับรถใจดีปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม บอกว่าตัวเองยังมีธุระ ต้องรีบขึ้นเขา บะหมี่คงไม่กินแล้ว
เย่เจินคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือไปทางเย่หว่าน
เย่หว่านเข้าใจทันที รีบหยิบกระดาษกับปากกาออกมาส่งให้เธอ
เย่เจินรับมา ก้มหน้าลงเขียนข้อความบรรทัดหนึ่งอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นให้คนขับรถใจดีคนนั้น พร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างจริงจังอีกครั้ง "วันนี้ขอบคุณมากนะคะ ต่อไปถ้าเจอ...เรื่องที่คุณแก้ไขไม่ได้ สามารถมาหาฉันได้ค่ะ"
ชายคนนั้นรับมา ก้มสายตาลงมองตัวอักษร "สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเทียนหลาง เย่เจิน โทร 139..." ที่อยู่บรรทัดบนสุด แล้วเงียบไป
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเด็กตัวครึ่งๆ กลางๆ ไม่กี่คนถึงได้เดินทางกันเอง แถมยังไม่มีเงินนั่งรถ ที่แท้ก็เป็นเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี่เอง
ถึงแม้ในใจเขาจะประหลาดใจว่าเด็กสาวจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าคนหนึ่งจะกล้าพูดจาโอ้อวดขนาดนี้ได้ยังไงว่าจะช่วยเขาแก้ไขเรื่องที่แม้แต่ตัวเขาเองก็แก้ไขไม่ได้ แต่บนใบหน้ากลับไม่ได้แสดงอะไรออกมา ยังคงเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนเหมือนเดิม
"ได้ครับ ไว้มีวาสนาคงได้เจอกันอีก" ก่อนจะจากไป จู่ๆ เขาก็เลื่อนกระจกรถลงมาแล้วพูดว่า "จริงสิ ผมชื่อลู่จิ่งถัง"
แค่พบกันโดยบังเอิญ เดิมทีลู่จิ่งถังไม่ได้คิดจะบอกชื่อของตัวเอง แต่ไม่รู้ทำไม สุดท้ายกลับเหมือนมีอะไรดลใจให้พูดออกไป
เมื่อมองดูกระแสรถที่แออัดอยู่ข้างหน้า ลู่จิ่งถังใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยเบาๆ อย่างครุ่นคิด "สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเทียนหลาง เย่เจิน..."