เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 19: จะแสดงสิ่งที่ข้ามีให้เจ้าได้เห็น

ตอนที่ 19: จะแสดงสิ่งที่ข้ามีให้เจ้าได้เห็น

ตอนที่ 19: จะแสดงสิ่งที่ข้ามีให้เจ้าได้เห็น


ตอนที่ 19: จะแสดงสิ่งที่ข้ามีให้เจ้าได้เห็น

“องค์ราชันย์เจ้าคะ”

ขณะที่ทิโมธีกำลังสูญเสียคำพูด ลูเซียที่เงียบมาตลอดการสนทนาเขยิบก้าวเข้ามาใกล้แล้วเรียกคังชอลอิน

“ในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวของราชันย์ ก็อบลินผู้นี้ได้อาสาตัวเองเพื่อมาเป็นนักการทูตและเยี่ยมชมดินแดนของเรา แต่ในความเป็นจริงเขากำลังพยายามทำลายเราจากภายในและลวงหลอกนายท่านเรื่องการทำศึก ข้าเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะต้องได้รับบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับเรื่องนี้”

ความคิดเห็นของลูเซียนั้นสมเหตุสมผลมาก

เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า ทิโมธีเป็นเพียงนักการทูตที่ต้องการเจรจาขอความสันติ แต่ในตอนนี้เขากลับกลายเป็นตัวแปรหลักในการเดินทัพของศัตรู มันไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าเหตุหากจะตัดสินประหารหัวเขาซะตั้งแต่เดี๋ยวนี้

อย่างไรก็ตามคังชอลอินมีความคิดที่ต่างออกไป

“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล”

“เช่นนั้นให้ข้านำเครื่องประหาร…”

ลูเซียพูดโดยไร้ซึ่งความปราณีใด ๆ นางไม่คิดให้อภัยกับใครก็ตามที่อาจหาญกล้ามาดูหมิ่นคังชอลอิน

“ยังก่อน”

คังชอลอินส่ายหัว

“ลูเซีย ความคิดเห็นของเจ้านั้นถูกต้องและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง แต่มันไม่มีความสำคัญใดที่จะมาฆ่าก็อบลินเสียตั้งแต่ตอนนี้ มันยังไม่สายที่จะพิจารณาโทษใหม่อีกครั้งหลังการสู้รบสิ้นสุด”

“ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่นายท่านกล่าว…”

“จงมองไปที่ก็อบลินให้ดี”

คังชอลอินเพยิดคางของเขาชี้ไปที่ก็อบลินตามข้อสงสัยของลูเซีย ทิโมธีกำลังตัวแข็งทื่อและไม่ยอมขยับร่างกายไปไหน เขาไม่อาจรับรู้ถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างคังชอลอินและลูเซียได้ นั่นเพราะเขากำลังสูญเสียสภาพจิตใจของตัวเอง

“ผู้ช่วยส่วนตัวที่ถูกทอดทิ้งโดยราชันย์ที่เขารับใช้”

ดวงตาของลูเซียเบิกกว้างขณะที่นางเข้าใจความคิดของคังชอลอินได้ในที่สุด

‘ใช่แล้ว!’

ทันใดนั้นลูเซียก็สร้างภาพสถานการณ์ของทิโมธีขึ้นมาในใจ

‘ผู้ช่วยส่วนตัวผู้นี้ไม่อาจทราบได้ว่าราชันย์ของเขากำลังจะบุกมาที่ดินแดนของเรา! หากเขารู้อยู่ก่อนหน้าคงไม่มีการตอบสนองเช่นนี้แน่! อา...องค์ราชันย์ของข้าไม่เคยมองพลาดรายละเอียดเล็กน้อยอีกเช่นเคย!’

ช่างเป็นคนที่แสนสารเลวเพียงใดกันถึงได้คิดทำสงครามหลังจากส่งนักการทูตมาได้ไม่ถึงวันและยังไม่มีการประกาศเริ่มนำสงครามมาก่อนเช่นนี้อีก นอกจากจะเป็นการเจรจาต่อรองที่รุนแรงและไร้ซึ่งอารยธรรมแล้วมันยังเป็นการตัดสินใจที่โหดร้ายและไร้ความปราณีอย่างแท้จริงที่ไม่คำนึงถึงทูตที่ส่งมาเลยแม้แต่น้อย

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ราชันย์ของศัตรูไม่คำนึงถึงผู้ช่วยส่วนตัวเลยว่าเขาจะเป็นจะตายหรือไม่อย่างไร ทิโมธีผู้นี้ได้ถูกทอดทิ้งโดยสมบูรณ์”

เมื่อลูเซียมองกลับไปทิโมธีอีกครั้ง นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง

นางเองก็เป็นผู้ช่วยส่วนตัวเช่นกัน

นางย่อมรู้ดีกว่าใครว่าการถูกราชันย์ทอดทิ้งนั้นหมายถึงสิ่งใด จนถึงตอนนี้ลูเซียเองก็ยังไม่มีความมั่นใจและกลัวว่าตัวนางจะไร้ประโยชน์ต่อคังชอลอินและคงจะถูกทอดทิ้งในที่สุด แม้นางไม่อาจรู้ได้อย่างแน่ชัดแต่นางก็พอรู้สึกถึงหัวใจของทิโมธีที่กำลังมอดไหม้จนแผดเผาเป็นเถ้าธุลีในตอนนี้ได้

“ใช่ เช่นนั้นแล้วชีวิตที่สูญเสียไปหมดทุกอย่างจะเป็นเช่นไรต่อ?”

“...”

“ถึงอย่างไรเขาก็ต้องชดใช้ที่กล้าเข้ามาบ่อนทำลายข้า”

“เช่นนั้นข้าจะทำให้เขาต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าการได้รับความตายขอรับ”

คังชอลอินแสยะยิ้มร้ายอย่างพอใจ

“ทิโมธี เจ้าพูดอะไรออกมา?”

“... องค์ราชันย์...”

เสียงของทิโมธีไร้ซึ่งพลังเมื่อเขาตอบกลับ หูของเขาหย่อนคล้อยแต่กลับไม่ดูน่าสงสารอีกต่อไป

“ตามข้ามา”

“...”

“เจ้าไม่อยากเห็นหรือว่าคนที่ทอดทิ้งเจ้าจะถูกทำลายลงเช่นไร?”

วินาทีนั้นทิโมธีเหมือนได้เห็นภาพปีศาจแห่งความชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและภาพของผู้นำที่มีเมตตาซ้อนทับกันบนใบหน้าของบุรุษที่ชื่อคังชอลอิน

คำกล่าวก่อนหน้าของคังชอลอินตีเป็นความหมายออกมาได้สองประการ

“เจมส์”

คังชอลอินเรียกหาผู้บัญชาการเจมส์โดยไม่สนใจทิโมธีที่กำลังใช้ความคิด

“ขอรับ”

“ไปแสดงให้ไอ้”ยุ่น“เห็นถึงสถานะของตัวเองและตอบรับความเย่อหยิ่งของมันซะ”

“ขอรับ องค์ราชันย์!”

เจมส์ตอบรับเสียงดังและแสดงความเคารพแก่คังชอลอิน จากนั้น...เขาก็ค่อย ๆ เอ่ยถามอย่างระวังราวกับว่ามีบางสิ่งรบกวนจิตใจของเขา

“แต่องค์ราชันย์…”ยุ่น“นี่หมายถึงสิ่งใดหรือขอรับ?”

“...อะไรบางสิ่งจากที่ ๆ ข้าจากมา”

“อ๋อ ขอรับ!”

คังชอลอินไม่ได้ตอบออกไปตามตรงเพราะเขาขี้เกียจเกินกว่าจะมานั่งอธิบายในตอนนี้

จากนั้นคังชอลอินก็นำลูเซียและทิโมธีไปยังหอสังเกตการณ์

ที่ลาพิวต้ามีหอสังเกตการณ์ที่สามารถสังเกตได้ไกลถึง 40 กม. ซึ่งจะทำให้เขามองเห็นอาณาเขตดินแดนและพื้นที่โดยรอบได้จากตรงจุดนี้

เหตุผลในการมาอยู่ที่หอสังเกตการณ์นั้นง่ายมาก

นั่นเพราะคังชอลอินไม่คิดร่วมต่อสู้กับศึกในครั้งนี้

มันไม่ใช่สถานการณ์เร่งด่วนและไม่ใช่สงครามใหญ่ที่จะต้องให้คนอย่างเขาออกไปร่วมต่อสู้

คังชอลอินได้เตรียมการบางสิ่งไว้ก่อนหน้านี้แล้วและคำสั่งที่เขาสั่งการออกไปนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาทิศทางของสงคราม คิมูระและทิโมธีไม่เคยรู้ว่าคังชอลอินเองก็ใช้เหยี่ยวสอดแนมสองตัวรวมถึงหน่วยสอดแนมเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับข้อมูลสถานะปัจจุบันของเบอร์โรลมา

ด้วยเหตุนี้ ทหารของลาพิวต้าจึงได้เสร็จสิ้นการเตรียมตั้งรับสงครามทั้งหมดก่อนที่ทิโมธีจะมาถึงและกำลังรอให้ทหารของดินแดนเบอร์โรลบุกเข้ามาด้วยความใจเย็น

ราวกับเขาเป็นแมงมุมที่จ้องจะกินหยื่อหลังชักใย

“ทิโมธี”

คังชอลอินกล่าวเรียกทิโมธีขณะที่เขาจ้องมองทหารของดินแดนเบอร์โรลที่ใกล้เข้ามาจากระยะไกล

“ขอรับ...ราชันย์”

ทิโมธียังคงมีความโกรธแค้น การถูกทอดทิ้งเป็นสิ่งที่เกินรับได้สำหรับก็อบลินชราวัยเช่นเขา

“เจ้าคาดหวังให้ผลลัพธ์เป็นเช่นไร?”

คังชอลอินเอ่ยถาม

“... หากท่านเปรียบเทียบแค่มุมมองของกองกำลัง ข้าคาดว่าดินแดนเบอร์โรลจะสามารถมีชัยได้อย่างยิ่งใหญ่ขอรับ”

“งั้นรึ?”

“กำลังทางทหารของเบอร์โรลมีความแข็งแกร่งอย่างมาก พวกเขามีทั้งมด 300 ตัว ตะขาบยักษ์ 4 ตัว และท่านโชกุนก็ยังมีคางคกเปลวเพลิงข้างกายอีกเช่นกัน”

“มันดูเหมือนจะเป็นกองกำลังที่ทรงพลัง”

คังชอลอินพยักหน้ารับ

ในความเป็นจริง

อำนาจทางทหารหมายถึงพลังทางเศรษฐกิจ

เนื่องจากลาพิวต้ามีราคาแพงมากคังชอลอินจึงไม่มีเงินเหลือมากพอให้ไปใช้จ่ายในคลังสินค้า มันค่อนข้างน่าอายเล็กน้อยแต่สถานะทางการเงินของลาพิวต้าในตอนนี้ค่อนข้างตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

คังชอลอินไม่ได้แสดงอาการผ่านทางสายตาใด ๆ ออกไป เขาเพียงยิ้มรับให้กับคำตอบจากทิโมธี

“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าราชันย์ของเจ้าจะสามารถพิชิตดินแดนนี้ได้หรือไม่?”

“นั่นมัน…”

ทิโมธีไม่สามารถให้คำตอบตอบกลับไปได้ในทันที

‘แน่นอนว่าฝ่ายเรามีทหารที่ดีกว่า เรามีความได้เปรียบ ... แต่ทำไมข้าถึงยังรู้สึกไม่สบายใจเช่นนี้?”

ความไร้ความสามารถของราชันย์คิมูระถือเป็นปัจจัยหนึ่งในเหตุผลนั้น แต่พฤติกรรมที่มั่นใจของคังชอลอินนี่ต่างหากที่ทำให้เขาสับสน เขากำลังผ่อนคลายเช่นนี้ได้อย่างไรในเมื่อเขาได้รู้แล้วว่าตัวเองกำลังเสียเปรียบเรื่องกำลังพล? ทิโมธีไม่สามารถเดาผลลัพธ์ของการต่อสู้นี้ได้เลย

“ข้าจะมอบคำตอบให้เอง”

ทันใดนั้นคังชอลอินก็พูดขึ้นมา

“ข้าจะชนะ”

มันเป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมาและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่แท้จริง

“วันนี้ดินแดนเจ้าจะล่มสลาย”

“ไม่!”

ก่อนที่ใครจะทันได้กระพริบตา ทิโมธีที่ไม่เห็นด้วยตะโกนเสียงดัง

‘เขายังคงมีความเป็นผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์อยู่ … เข้าใจแล้ว’

คังชอลอินมองดูทิโมธีและรู้สึกหวั่นกลัวถึงความภักดีของก็อบลินชราวัยเล็กน้อย

ตามที่มองผ่านจากสายตาของคังชอลอิน ดูเหมือนว่าทิโมธีเองยังไม่ได้สูญเสียความจงรักภักดีที่มีต่อราชันย์ของเขาไปจนหมดแม้ว่าเขาจะถูกทอดทิ้งแบบไร้เยื่อใยก็ตาม

“แม้ท่านโชกุนจะไร้ประสบการณ์ แต่ท่านโชกุนไม่มีทางแพ้เป็นอันขาด!”

“หืม…เจ้าคิดอย่างนั้นหรือ?”

“ขอรับ! แม้กองทัพของท่านจะดูไม่ธรรมดาแต่ท่านไม่มีทางสามารถเอาชนะความแตกต่างในสงครามได้ ...”

“เช่นนั้นจงรอดู”

คังชอลอินตัดคำพูดของทิโมธีแล้วหันไปพูดกับลูเซีย

“โทรโข่ง”

“เจ้าค่ะ”

ลูเซียส่งโทรโข่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องขยายเสียงให้คังชอลอินอย่างสุภาพ

“จงจำไว้ การร้องขอเพื่อยอมจำนนก็เป็นหนึ่งในคุณธรรมที่แข็งแกร่งเช่นกัน”

คังชอลอินมองอย่างเหยียดหยามขณะส่งเสียงพูด คิมูระและกองกำลังของเขาใกล้มาถึงลาพิวต้าแล้วเพียงอีกไม่นาน

ปี๊บ!

“สวัสดี ศัตรูของข้า ได้ยินเสียงข้าหรือไม่?”

คังชอลอินทำการทดสอบเสียงด้วยการเอื้อนเอ่ยวาจาแปลกประหลาด

“เจ้าคือราชันย์ของดินแดนนี้งั้นรึ?!”

คิมูระตะโกนตอบกลับคังชอลอิน เนื่องจากเขาไม่ได้นำโทรโข่งมาด้วยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตะโกนให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้

“จงยอมจำนน…”

“ยอมจำนนแก่ข้าซะยุ่น”

“...”

“เช่นนั้นแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

คังชอลอินปล่อยหมัดฮุคเข้าเต็ม ๆ ตัวคิมูระ

“ยะ ยุ่นงั้นรึ!”

เปลวเพลิงแห่งความแค้นปะทุขึ้นภายในดวงตาของคิมูระทันใด

“แก ไอ้แมลงโชซอน!(สมัยกาลโบราณของเกาหลีที่ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่น)”

ในขณะที่คนเกาหลีรู้จักคำว่า “ยุ่น” เพื่อใช้ดูถูกคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเองก็รู้จักคำสบประมาทของเกาหลีด้วยเช่นกัน

“กล้าดี… กล้าดีอย่างไรถึงมาเรียกข้าว่ายุ่น!”

“ก็ข้าจะเรียก หยุดพูดเรื่องไร้สาระแล้วยอมจำนนกลับไปซะ”

“กะ แก!”

คิมูระตัวสั่นด้วยความโกรธ

เสียงของคังชอลอินน่าขยะแขยงมากจนเขารู้สึกถึงความโกรธแค้นที่เติมเต็มร่างกายจนลึกลงไปในกระดูก

“ถ้าเจ้ายังยืนกรานไม่ยอมจำนน…”

คังชอลอินแสยะยิ้มร้ายอีกครั้งก่อนจะปล่อยหมัดฮุคใส่คิมูระอีกเป็นครั้งสุดท้าย

“ข้าจะโจมตีจนเหมือนว่าเจ้ากำลังถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู... แต่เดี๋ยวก่อน นั่นมันความสามารถพิเศษของเจ้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ? เจ้าเป็นคนเดียวในโลกที่ได้รับสิ่งนั้น สองลูกจาก...คนที่เจ้าก็รู้ดีกว่าใคร พวกแมลงสาบอมตะ”

คิมูระไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้

แม้คังชอลอินจะจุดชนวนเพิ่มความโกรธอย่างไรแต่มันก็เป็นความจริงที่เขาไม่มีทางปฏิเสธได้เลย

ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกและชาติสุดท้ายที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูบนโลก

“ลิตเติ้ลบอย” ระเบิดปรมาณูที่ทำจากยูเรเนียมและ “แฟตบอย” ระเบิดปรมาณูที่ทำจากพลูโทเนียมเป็นหนึ่งในความอัปยศอดสูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่น

“ข้าจะฆ่าแก ไอ้นรก!”

คิมูระที่โกรธเคืองจนถึงขีดสุดระเบิดเสียงคำราม

“เช่นนั้นก็ลองทำดู”

คังชอลอินเย้ยหยัน

“แต่ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าจะสามารถมาฆ่าข้าได้จริงหรือไม่”

ขณะนั้นคิมูระรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังสั่งการเขาอยู่ในหัว เขาตะคอกคำสั่งออกไปด้วยความว้าวุ่น

“โจมตี!”

คิมูระบัญชาทัพ

“เดี๋ยวนี้! ไปเอาตัวมันมาให้ข้า! โจมตี! ข้าสั่งให้โจมตีมัน!”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงคราม

ภายใต้การนำของคิมูระ ทหารของเบอร์โรลเริ่มพุ่งตรงไปที่กำแพงปราสาทของลาพิวต้า

การล้อมดินแดนได้เริ่มขึ้นแล้ว

“ท่านโชกุน!”

ทิโมธีหลับตาลงแน่นเนื่องด้วยสถานการณ์ที่น่าหดหู่

แม้เขาจะพ่ายแพ้ให้กับการต่อสู้ทางวาจา แต่ราชันย์ที่ล้มลงได้ง่ายดายเพียงการเย้ยหยันของคังชอลอินนั้น สำหรับทิโมธีผู้ซึ่งอยู่กลางดินแดนของศัตรูรู้สึกเขินอายจนเขาอยากจะซ่อนตัวลงในหลุมเสีย

“เจ้ายังภักดีต่อคนที่โง่เขลาขนาดนี้ได้อยู่อีกหรือ?”

เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ คังชอลอินก็โยนคำถามกลับไปที่ทิโมธีอีกครั้ง

“โปรดระวังคำพูดด้วยขอรับ ถึงทิโมธีผู้นี้จะถูกท่านโชกุนถูกทอดทิ้งแต่ข้าก็ยังมีความภักดีต่อท่าน”

“งั้นรึ?”

คังชอลอินเอ่ยถามด้วยความสนใจ

“ถ้าอย่างนั้น ...”

เขายิ้ม มันเป็นยิ้มดั่งเช่นรอยยิ้มปีศาจ

“จงเพลิดเพลินไปกับการดูศึกครั้งนี้เสียเถอะ”

และในตอนนั้นเอง เหล่าทหารของเบอร์โรลก็เริ่มปีนไต่กำแพงเมืองขึ้นมา

.

.

สามารถกดติดตามเพื่อรับอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับนิยายได้ก่อนใครที่ทาง แปลได้แปลเถอะ ´・ᴗ・`

จบบทที่ ตอนที่ 19: จะแสดงสิ่งที่ข้ามีให้เจ้าได้เห็น

คัดลอกลิงก์แล้ว