เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17:  ใครบางคนกำลังเฝ้าสอดแนมดินแดน (2)

ตอนที่ 17:  ใครบางคนกำลังเฝ้าสอดแนมดินแดน (2)

ตอนที่ 17:  ใครบางคนกำลังเฝ้าสอดแนมดินแดน (2)


ตอนที่ 17:  ใครบางคนกำลังเฝ้าสอดแนมดินแดนเรา (2)

“เหยี่ยวสอดแนม” เป็นการสอดแนมแบบที่ใช้ได้แค่เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง สามารถซื้อได้ที่ [คลังสินค้าราชันย์] โดยราคาการซื้ออยู่ที่ 10 ทอง ราชันย์ที่ซื้อเหยี่ยวนี้กำลังเลือกใช้มันเพื่อสอดแนมดินแดนของคังชอลอิน

10 ทองคือการใช้ทองคำบริสุทธิ์ 97.8% มาใช้แลกเปลี่ยนแทนเงินซึ่งจะมีมูลค่าเท่าเงินวอนอยู่ที่เกือบ ๆ 5 ล้านวอน นั่นหมายความว่าราชันย์ที่ส่งเหยี่ยวนี้ต้องลงทุนถึง 5 ล้านวอนเพื่อจะสอดแนมเขา

‘ไอ้โง่ ไม่รู้จักใช้ทองที่มีอยู่ให้รู้ค่า’

คังชอลอินพ่นเสียงไม่พอใจก่อนจะเหลือบตากลับขึ้นไปมองเหยี่ยวสอดแนมที่กำลังวนอยู่เหนือหัวเขาอีกครั้ง เหยี่ยวสอดแนมจะใช้งานได้แค่เพียงหนึ่งชั่วโมงและระยะทางในการติดตามคือประมาณ 20 กม. ด้วยราคาขนาดนี้มันไม่มีความคุ้มค่ากับการใช้งานใด ๆ มันไม่ใช่ตัวเลือกที่แนะนำเว้นแต่จะมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้จริง ๆ

“หมอบตัวลงต่ำซะ มีใครมีธนูบ้างหรือไม่? ไม่เช่นนั้นจะเป็นปืนก็ได้”

“นี่ขอรับนายท่าน”

ทหารนายหนึ่งที่ใช้ธนูเป็นอาวุธส่งมันมาให้กับคังชอลอินในทันใด

‘5 ล้านวอน… ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครแต่ข้าจะทำลายเงินที่มีค่าของเจ้าให้ดู’

คังชอลอินหมายจะยิงไปที่เหยี่ยวสอดแนมและสอยมันให้ร่วงลงมา

แน่นอนว่าเขาไม่ได้จะยิงมันแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง เหยี่ยวสอดแนมถูกสร้างขึ้นโดยมีส่วนประกอบจากเวทมนตร์ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสกัดกั้นมันได้ด้วยการใช้ฟิสิกส์ธรรมดา

‘ผ่านมาได้สักพักแล้วเหมือนกัน … อยากรู้นักว่ายังจะทำได้อยู่ไหม’

คังชอลอินคิดขณะดึงคันธนูมาใกล้ตัว

เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เขายิงธนูนั้นคือเมื่อไหร่

เขาเป็นดั่งนักรบที่มีฝีมือทางการทหารที่ใช้ดาบและไม่เคยได้ทำความคุ้นเคยกับการใช้ธนูมากนัก

‘เอาล่ะ ถ้าอย่างนี้ก็น่าจะพอเป็นไปได้’

แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยขาดความมั่นใจในตัวเองไปอย่างสมบูรณ์เช่นกัน

แม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักธนูผู้เชี่ยวชาญแต่เขาก็มีพื้นฐานที่ยอดเยี่ยมสำหรับศิลปะการต่อสู้ทั้งหมด เหยี่ยวสอดแนมเพียงตัวเดียวไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเขา คังชอลอินมั่นใจอย่างยิ่งกับความสามารถของตัวเอง

‘เล็งเป้าและ...ยิง!’

วู้ชช

ลูกธนูกลายเป็นแสงแวววับเมื่อมันพุ่งเข้าหาเหยี่ยวสอดแนม

แอ่กกก แอ่กกก!

เหยี่ยวสอดแนมที่สัมผัสได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาส่งเสียงด้วยความหยิ่งผยองและไม่ได้พยายามที่จะหลบลูกธนูที่กำลังพุ่งเข้ามาแต่อย่างใด ราวกับว่ามันกำลังล้อเลียนคังชอลอินเป็นคำพูดว่า “ลูกธนูแค่นั้นจะทำอะไรข้าได้”

‘โง่นัก’

คังชอลอินยิ้มเยาะ

คังชอลอินไม่ได้ยิง “แค่ลูกธนู” ไปอย่างเดียวแต่เขาใช้เวทมนตร์ผสมไปด้วยเล็กน้อยบนปลายลูกธนูก่อนจะปล่อยมันออกไป มันไม่ได้เป็นเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งแต่สำหรับเหยี่ยวสอดแนมที่มีการป้องกันที่อ่อนแอแล้ว ก็ถือว่าพอเป็นการโจมตีที่ใช้ได้อยู่บ้าง

หากลูกธนูยิงเข้าเป้ามันจะยิ่งเป็นหลักประกันแห่งชัยชนะได้เป็นอย่างดี

แคร่ก!

ลูกธนูพุ่งเข้าเป้าโดยตรงและติดค้างอยู่ที่ส่วนท้องของเหยี่ยวบนท้องฟ้าตามที่คาดการณ์ไว้

เอี๊ยด ๆ

เสียงร้องสับสนดังออกมาจากปากของเหยี่ยว

เมื่อมีเวทมนตร์จากอีกสิ่งหนึ่งแทรกแซงร่างกายที่สร้างขึ้นจากเวทมนตร์ ประกายไฟก็เริ่มก่อตัวขึ้นและตามมาด้วยเสียงดังโครม จากนั้นเหยี่ยวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราคาแห่งการสอดแนม 5 ล้านวอน เศษซากของมันกลายเป็นผงธุรีที่ปลิวกระจาย

“โว้ว”

“มหัศจรรย์เหลือเกิน!”

“กระทั่งธนูนายท่านก็ยังชำนาญการ!”

ทหารที่ได้เห็นสิ่งนี้ต่างพากันปรบมือและยกย่องให้กับทักษะของเขา

‘มันคงจะเจ็บเล็กน้อย’

คังชอลอินที่ไม่สนใจการยกย่องจากกองทหารยกยิ้มพอใจ

เหยี่ยวสอดแนมมีกลไกที่เชื่อมไปถึงกับจิตใจราชันย์ผู้ใช้ ดังนั้นเมื่อมันถูกทำลายตัวราชันย์เองก็จะได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน

มันเป็นบทลงโทษที่แปลกและเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องระวังเมื่อเลือกจะใช้เหยี่ยวสอดแนมนี้

แม้เขาจะมองไม่เห็นด้วยตาของตัวเองแต่เขามั่นใจว่าราชันย์ที่ส่งเหยี่ยวสอดแนมนี้มากำลังโอบรัดท้องของตัวเองและคร่ำครวญอย่างเจ็บปวดราวกับว่าเขาเป็นคนที่ถูกยิงด้วยลูกธนูเสียเอง

“กองกำลังทั้งหมดกลับฐานทัพ”

คังชอลอินสั่งการ

“ตอนนี้เลยหรือขอรับ?”

เจมส์เอ่ยถาม

“นั่นเป็นหน่วยสอดแนมที่ถูกส่งมาโดยราชันย์คนอื่นหมายความว่ายังมีดินแดนที่ถูกครอบครองในระยะ 20 กม.อยู่อีกแห่ง”

“อ๋อ!”

“ข้าไม่รู้ว่าเจตนาของราชันย์ผู้นี้คืออะไร แต่พวกเขาอาจจู่โจมเราได้ทุกเมื่อดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดที่จะกลับไปยังกองบัญชาการใหญ่และเตรียมตัว บางทีมันอาจเป็นแค่การลาดตระเวนตามปกติ”

คังชอลอินไม่สามารถห้ามตัวเองจากการพูดได้ “แพนดิโมเนียมจะมีแต่ความบ้าคลั่งในสงครามเท่านั้น”

มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

มันเป็นสวรรค์สำหรับผู้พิชิตราชันย์ที่คลั่งไคล้ในสงครามและปีศาจ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติสำหรับพวกเขาที่จะเกิดการสู้รบหรือทำลายซึ่งกันและกัน

“ไปบอกให้พวกคนงานและเกษตรกรทั้งหลายล่าถอยซะ การระวังไว้ก่อนไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร”

“ขอรับนายท่าน!”

แม้เขาจะเป็นกังวลที่ต้องหยุดการทำฟาร์มไปสักสองสามวันแต่มีบางอย่างบอกให้เขาต้องทำแบบนั้น หากศัตรูบุกเข้ามาจริง เช่นนั้นชีวิตของผู้บริสุทธิ์อาจเกิดการสูญเสียได้

.

.

.

“อึ่ก!”

ลึกลงไปในอุโมงค์ที่ราบทางเหนือ ราชันย์แห่งเบอร์โรลกำลังกุมหน้าท้องของเขาและคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด

“นะ นายท่าน! เป็นอะไรหรือขอรับ?!”

ผู้ช่วยส่วนตัวของดินแดนเบอร์โรล ทิโมธีรีบเข้ามาพยุงดูแลนายของตัวเองอย่างเร่งรีบ ทิโมธีเป็นก็อบลินที่มีหนวดเคราสีขาวขนาดใหญ่

“อึ่ก!”

“โอ้ นายท่าน! เหยี่ยวสอดแนมของนายท่านถูกโจมตีหรือขอรับ?”

ราชันย์แห่งดินแดนเบอร์โรลไม่สามารถตอบคำถามใด ๆ ได้ชั่วขณะแม้จะมีคำถามมากมายจากผู้ช่วยส่วนตัว เนื่องจากความเจ็บปวดที่โดนลูกธนูแทงทะลุหน้าท้องเหยี่ยวกำลังแพร่กระจายมายังบนตัวทำให้เขาไม่สามารถมีสมาธิใด ๆ ได้ในตอนนี้

ความเจ็บปวดของเขาใช้เวลานานถึง 30 นาทีถึงจะสงบ ราชันย์แห่งเบอร์โรลบดฟันด้วยความโกรธแค้น

“ไอ้บัดซบสารเลวเอ๊ย!”

“นายท่านดีขึ้นแล้วหรือขอรับ? นี่น้ำเย็นขอรับ ๆ โปรดดื่มให้ชื่นใจเสียก่อน”

“หุบปาก!”

ทิโมธีนำน้ำเย็น ๆ มาให้แก่ราชันย์ของเขา ทว่าราชันย์ของเขากลับตีมือที่ถือถ้วยนั้นจนตกลงไปที่พื้น

“ไอ้ตัวอุบาทว์ก็อบลิน! บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเรียกข้าว่าว่านายท่านหรือราชันย์! ให้เรียกข้าว่าโชกุน!”

“อ๊ะ! ขอรับ ท่านโชกุน!’

“ไอ้โง่เอ๊ย! ที่โง่แบบนี้เพราะเป็นก็อบลินด้วยหรือเปล่า? ทั้งแก่และทั้งน่าเกลียด! เฮ้อ จากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มากมายทำไมผู้ช่วยของข้าถึงต้องเป็นก็อบลินด้วยกัน”

คิมูระ ฮิเดคิ ราชันย์แห่งเบอร์โรลกำลังวิพากษ์วิจารณ์และระบายความโกรธของเขาไปกับทิโมธีก็อบลินผู้ช่วยส่วนตัว

“โง่เง่าและไร้ประโยชน์! ทำไมข้าถึงได้ก็อบลินโง่ ๆ แบบนี้! เฮ้อ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเป็นผู้หญิง!”

“...”

“อะไร? เจ้าทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร? มีปัญหากับสิ่งที่ข้าพูดงั้นรึ?”

“ไม่เลยขอรับ! ไม่ใช่เลยท่านโชกุน!”

“เจ้าหมายถึงอะไรที่ว่าไม่?”

คิมูระตะโกนลั่น

เพี๊ยะ!

ตามด้วยเสียงตบที่ดังก้องจนหัวของก็อบลินหันไปอีกทาง

“ก็อบลินเจ้าเล่ห์น่ารังเกียจ!”

“ข้าขออภัยขอรับที่ข้าเป็นเพียงก็อบลิน…”

ทิโมธีคิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่เขาต้องถูกตีอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไป

ไม่มีอะไรที่เขาสามารถทำได้สักอย่าง

เขาต้องอดทนแม้ว่ามันจะไม่ยุติธรรมหรือแม้ว่ามันจะทำร้ายความภูมิใจของเขาเองก็ตาม

ชะตากรรมของผู้ช่วยส่วนตัวเช่นเขาคือการอดทนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครเล่าจะอยากมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้กับคนป่าเถื่อนแบบนี้กัน?

สิ่งเดียวที่ทิโมธีทำได้ก็คือการยอมรับชะตากรรมของตัวเอง การหมุนทายลูกเต๋าย่อมมีความเสี่ยงร่วมด้วยเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งนี้อาจกล่าวได้ว่าลูเซียผู้ซึ่งได้พบกับคังชอลอินที่ฉลาดและมีความสามารถในฐานะผู้นำนั้นถือเป็นกรณีที่โชคดีอย่างมาก

“ราชันย์ในพื้นที่เกษตรกรรมคนนั้นมันยิงเหยี่ยวสอดแนมของข้า”

“ข เขาทำเช่นนั้นจริงหรือขอรับ?!”

“ไอ้สารเลวนั่น… ข้าคิดว่าการส่งตัวตุ่นออกไปจะทำให้มันยอมแพ้ต่อดินแดนนั่นแล้วเชียว ไอ้สารเลวที่ดื้อด้าน!”

ที่จริงแล้วคนที่ส่งตัวตุ่นมาขัดขวางเควสของคังชอลอินก็คือคิมูระ

หากจะกล่าวให้ถูกต้อง คิมูระต้องการทิ้งกองบัญชาการใหญ่ใต้ดินของเขาและขึ้นมาปกครองดินแดนภาคพื้นซึ่งได้รับคำแนะนำจากทิโมธีว่าให้เลือกดินแดนของคังชอลอินมาเป็นเป้าหมาย

“ท่านโชกุน ท่านจะทำอะไรหรือขอรับ?”

ทิโมธีถาม

“หมายความว่าอะไรที่ถามว่าข้าจะทำอะไร! ข้าก็จะโจมตีมันน่ะสิ!”

"แต่…"

"อะไร?"

“หากเหยี่ยวสอดแนมสามารถถูกโจมตีได้นั่นหมายความว่าเขาสามารถใช้เวทมนตร์ได้ด้วยนะขอรับ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ง่ายจะจัดการ”

“ข้าเป็นผู้เล่น ข้าต่างหาก!”

“ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านโชกุนได้อย่างแท้จริงขอรับ แน่นอนว่าท่านอาจรู้สึกประหลาดใจและเจ็บปวด แต่ท่านโชกุน! สงครามไม่ใช่เรื่องของการละเล่นนะขอรับ”

“หุบปาก! ข้าสั่งให้หุบปาก!”

คิมูระไม่สนใจคำเตือนจากทิโมธีเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือการแก้แค้นคนที่กล้าโจมตีเหยี่ยวสอดแนม สำหรับเขาแล้วข้อเท็จจริงอื่น ๆ เช่นความสามารถของคังชอลอินในการบัญชาการและการใช้เวทมนตร์นั้นไม่มีความสำคัญใด ๆ

“เห้ย ก็อบลิน”

“ขอรับ ท่านโชกุน”

“เตรียมกำลังพลของข้าซะ ข้าจะบุกกองบัญชาการของมันเดี๋ยวนี้”

“ท่านโชกุน ท่านช่วยฟังความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของข้าสักครั้งได้หรือไม่ขอรับ?”

“ความปรารถนาของเจ้า? ข้าจำเป็นต้องทำตามความปรารถนาของเจ้าด้วยรึ?”

ทิโมธียอมรับการเย้ยหยันและความอาฆาตแค้นจากคิมูระเพราะนั่นคือบทบาทหน้าที่ของเขา ไม่ว่าเขาจะได้รับการปฏิบัติที่เลวร้ายเพียงใดแต่พวกเขาก็ต้องรับใช้ราชันย์ด้วยทุกสิ่งที่เขามี

“ท่านโชกุนขอรับ ทิโมธีนี้ผู้นี้ อย่างที่ท่านกล่าวมาข้าไม่มีอะไรเลยนอกจากการเป็นก็อบลิน แต่ข้าก็ยังมีประโยชน์นะขอรับ ถ้านายท่านยอมปล่อยให้ข้า…”

“เจ้าจะทำอะไร?”

“มันไม่ใช่การพูดเกินจริงเลยขอรับที่จะกล่าวว่าชัยชนะของสงครามนั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญาของผู้นำ หากท่านโชกุนยินยอมให้เวลาข้าแค่เพียงสองวัน ข้าจะมอบรายงานโดยละเอียดเกี่ยวกับสถานะทางทหารและสิ่งอำนวยความสะดวกในปัจจุบันของศัตรูให้ท่านได้ทราบ การที่ส่งข้าไปทำเช่นนั้นท่านโชกุนไม่คิดหรือขอรับว่าโอกาสแห่งชัยชนะของท่านจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น?”

“หืม… เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้งั้นรึ?”

“ไม่เลยขอรับท่านโชกุน! ข้าแค่เพียงต้องการจะบอกว่า ‘ถ้าท่านรู้จักศัตรูของท่านและถ้าท่านรู้จักตัวท่านเป็นเป็นอย่างดี ต่อให้มีการสู้รบกันร้อยครั้งท่านก็จะสามารถเอาชนะมาได้ทั้งร้อยครั้ง’ต่างหากขอรับ ข้าเพียงแนะนำกฏของการทำสงคราม...”

“เรื่องนั้นข้าก็รู้!”

คิมูระตะโกน

“คิดว่าข้าไม่รู้เรื่องพวกนั้นหรืออย่างไร? เรื่องนั้นข้าก็จะทำด้วยเหมือนกัน!”

คิมูระพูดอย่างไร้ยางอายราวกับว่าความคิดของทิโมธีนั้นเป็นของเขาเอง

“ข้าจะใช้หน่วยสอดแนมที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย”

“โอ้ ท่านโชกุน ท่านช่างปราดเปรื่องอย่างมากเลยขอรับ!”

“เจ้ากล้ายิงข้างั้นรึ? ได้! แค้นนี้ข้าจะชำระให้เอง!”

เห็นได้ชัดว่าวิธีการของเขาเป็นวิธีการที่ค่อนข้างทำเกินกว่าเหตุ

คิมูระ ฮิเดคิอยู่ที่โตเกียวทาวเวอร์เมื่อตอนที่เขาถูกพามายังแพนเจีย เขาเป็นเพียงเด็กนักเรียนที่ไม่สามารถเชื่อสถานการณ์ที่เขาได้เข้าร่วมในตอนแรกได้

ทุกคนคงจะเคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก

อยู่มาวันหนึ่งโดยไร้ซึ่งสัญญาณการเตือนล่วงหน้า ตัวของท่านได้ถูกนำพามายังโลกอื่นที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง จากนั้นก็ต้องทำภารกิจให้สำเร็จตามเควสที่ปรากฏโดยที่ท่านไม่รู้จักที่มาในการจะปกครองดินแดนของตัวเอง หากเป็นเช่นนั้นท่านคงปฏิเสธความจริงไปตามปกติ

อย่างไรก็ตามแพนเจียคือความเป็นจริงและคิมูระก็ยอมรับสถานะของเขาในฐานะราชันย์ ตามความคาดหวังของคนญี่ปุ่น เขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงของที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว คิมูระตัดสินใจทำเควสปราบมอนเสอตร์ในดินแดนของเขาจากนั้นก็ตั้งใจทำตามจุดประสงค์ในฐานะผู้พิชิตราชันย์เพื่อขยายการครอบครองดินแดน

มันดีมาตลอดจนถึงตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือแม้ว่าเขาจะยอมรับความจริงบนโลกที่แตกต่างนี้ได้แต่เขาไม่ได้ตระหนักถึง "ความจริง" และความรุนแรงของสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นที่แพนเจียนี้เลยแม้แต่น้อย

ความตายบนแพนเจียมีค่าเท่ากับความตายบนโลก นี่คือวิถีแห่งธรรมชาติและกฎแห่งชีวิตซึ่งระบุไว้แต่แรกแล้วว่าไม่มีใครสามารถยกเลิกการตายของตัวเองได้ นอกจากชายที่ชื่อคังชอลอินที่ใช้พลังสำรองวิญญาณเพื่อกลับสู่อดีตได้อีกหนึ่งครั้ง

คิมูระไม่รู้ซึ้งถึงความจริงที่สำคัญนี้

การโจมตีราชันย์คนอื่นด้วยความตื่นเต้นที่ได้เป็นราชันย์เหมือนได้เป็นผู้เล่นในเกมเป็นการตัดสินใจที่ภาคภูมิใจของนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งที่แสนโง่เขลา

หากต้องการชีวิตของใครสักคนก็ควรเตรียมพร้อมที่จะสูญเสียชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน แต่ในใจของคิมูระมีเพียงภาพลักษณ์ของตัวเองที่ได้ขึ้นเป็นใหญ่หลังจากที่เขาพิชิตดินแดนของคังชอลอินมาได้สำเร็จ

มันเป็นการกระทำที่โง่เขลาที่ไม่ได้คำนึงถึงผลพวงของการก่อสงคราม

อย่างไรก็ตามมันสายเกินไปแล้วที่จะย้อนกลับมาพิจารณาใหม่ ท้ายที่สุดการที่เขาเลือกคังชอลอินผู้อยู่ตรงข้ามกับทุกฝ่ายมาเป็นคู่ต่อสู้คือความผิดพลาดที่แสนมหันต์

.

.

.

ในวันนั้นคังชอลอินรู้สึกได้ถึงเมฆแห่งสงครามที่กำลังก่อตัว

เขาเห็นเหยี่ยวสอดแนมบินวนรอบลาพิวต้าบ่อยมากขึ้นและไกลเกินเอื้อมกว่าที่ลูกธนูจะยิงถึงได้ และหลังจากนั้นสองวันก็มีเหยี่ยวสอดแนมประมาณ 5 - 6 ตัวบินวนรอบลาพิวต้า ฝ่ายตรงข้ามได้เปิดเผยการสอดแนมซึ่ง ๆ หน้าซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันเป็นการประกาศเพื่อบุกรุก

‘คงต้องเลื่อนกำหนดการกลับโลกไปอีกสัก 2 - 3 วัน ดีเหมือนกันที่มีเรื่องอะไรแบบนี้เกิดขึ้นให้ได้เล่นสนุก’

คังชอลอินยิ้ม

ราคาของดินแดนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 3 - 4 พันทอง อย่างไรก็ตามลาพิวต้าของเขามีราคามากถึง 9,800 ทอง เนื่องจากราคาที่เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าของดินแดนอื่นจึงอาจทำให้เกิดการล้มละลายได้ง่าย ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ การมีราชันย์อื่นบุกเข้ามาถึงที่ด้วยสองเท้าของตัวเองนับเป็นเรื่องที่เขารู้สึกขอบคุณอย่างมาก

ราชันย์ที่ชนะการสู้รบจะได้รับไปทั้งหมด

เขาจะเอาทั้งดินแดน ประชาชน และทหารของฝ่ายตรงข้ามมาให้หมด นอกจากนี้เขายังจะได้รับค่าตอบแทนด้วยคะแนนราชันย์ที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นทางลัดสำคัญในการขึ้นเป็นจอมราชันย์ จากมุมมองของคังชอลอินแล้ว การบุกรุกครั้งนี้เป็นดั่งของขวัญจากสวรรค์

“ลูเซีย”

“เจ้าค่ะ นายท่าน”

“อีกไม่นานจะมีราชันย์อื่นบุกมา”

“เจ้าค่ะ”

“ช่างเป็นคนที่โง่เขลาเสียจริง”

“ข้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”

“เขาเป็นคนที่จะนำความมั่งคั่งมาสู่ดินแดนของเรา จงเตรียมการต้อนรับเขาเป็นอย่างดี”

“แน่นอนเจ้าค่ะ”

คังชอลอินพูดพร้อมรอยยิ้ม

งานเลี้ยงต้อนรับ?

เขาจะตั้งใจเตรียมการต้อนรับนี้ให้เป็นอย่างดี

เพื่อที่เขาจะสามารถบดขยี้อีกฝ่ายจนไม่เหลืออะไรเลยสักอย่างได้!

.

.

สามารถกดติดตามเพื่อรับอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับนิยายได้ก่อนใครที่ทาง แปลได้แปลเถอะ ´・ᴗ・`

จบบทที่ ตอนที่ 17:  ใครบางคนกำลังเฝ้าสอดแนมดินแดน (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว