เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4: การกลับมา (2)

ตอนที่ 4: การกลับมา (2)

ตอนที่ 4: การกลับมา (2)


ตอนที่ 4: การกลับมา (2)

ภารกิจแรกของคังชอลอินหลังได้กลับมายังอดีตคือการจัดระเบียบชีวิตตัวเองก่อนการอัญเชิญครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น และอย่างแรกก็คือการเลิกทำงานในบริษัทที่ทั้งสกปรกและเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นแห่งนี้ซะ

‘ไม่มีอะไรให้ต้องอดทนกับบริษัทแบบนี้อีกต่อไป’

ก่อนการอัญเชิญครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น คังชอลอินเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่นเท่าไหร่ เป็นเพียงชายหนุ่มที่ดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงตัวเองในทุกวัน

เขายิ้มให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปในออฟฟิศ

ทุกสายตาจับจ้องมาที่คังชอลอินทันทีที่ปรากฏตัว เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังประหม่าเหมือนชาวนากลุ่มหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับขุนนางใหญ่เพียงลำพัง

“เห้ย ไอ้สวะ!”

คิมมินชอลที่กำลังเดินวนไปมาพร้อมไม้กอล์ฟในมือคำรามขณะจดจ้องสายตามาที่เขา

“ว่าไง? ไอ้สวะ”

คังชอลอินตอบกลับ

“... !”

ทั้งออฟฟิศถูกความเงียบเข้าครอบงำในทันใด

‘คังชอลอิน ในที่สุดหมอนี่ก็เป็นบ้าไปแล้ว หมอนี่ต้องเป็นบ้าเพราะเครียดมากไปแน่ ๆ’ พนักงานชายบางคนแอบคิดอยู่ในใจ

‘เขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?’

‘ท่านประธานเป็นอันธพาลนะ คังชอลอินจะไม่เป็นอะไรแน่ใช่ไหม?’ และสิ่งนี้คือความคิดจากพนักงานหญิง

“อะไรนะ?”ว่าไง ไอ้สวะ?“งั้นเหรอที่แกพูดออกมา?”

“ก็ใช่ไง ไอ้สวะ”

คิมมินชอลเหมือนเลือดสูบฉีดไปทั่วทั้งตัว ใครจะไปคาดคิดว่าประธานบริษัทจะถูกพนักงานทดลองงานที่ไม่แม้แต่จะเข้าสู่ “โลกแห่งความเป็นจริง” ของการทำงานได้สำเร็จพูดจาหยาบคายด้วยขนาดนี้

“แก ไอ้แมลงฝึกงานจิ๊บจ๊อย! คิดว่าตอนนี้กำลังพูดกับใครอยู่ห๊ะ?!”

“ใครที่ว่านี่หมายถึงใคร? ใช่ไอ้เวรอ้วน ๆ ที่มีเงินนิดหน่อยไหม? หรือว่าอันธพาล? พวกนักเลง?”

หลายคนที่เคยใช้หมัดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมักจะตอบสนองต่อคำว่า “นักเลง” กันอยู่บ้าง พวกผู้ชายที่มีจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญมักชอบเรียกตัวเองว่าพวกนักเลงเพื่อแสดงความเป็นใหญ่

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี

ในสายตาของคังชอลอินแล้วใครก็ตามที่แสวงหาผลประโยชน์จากการใช้ความรุนแรงก็ไม่ต่างอะไรจากพวกขยะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกแก๊งหลังจากยุค 90 ที่ใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของพวกตัวเอง

คิมมินชอลคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบต่อตัวอย่างเลว ๆ พวกนั้น

“เอาล่ะ มีอะไรให้เรียกอีกได้บ้างนะนอกจากอันธพาล พวกถ่อยงั้นเหรอ?”

คังชอลอินที่ไม่สะทกสะท้านต่ออารมณ์โกรธของประธานบริษัทที่เป็นเหมือนดั่งปีศาจยังคงสบประมาทเขาไม่หยุด

ในที่สุดคิมมินชอลที่ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปก็ระเบิดอารมณ์ออก

“ไอ้บัดซบ!”

ไม้กอล์ฟที่อยู่ในมือคิมมินชอลหลุดออกจากมือพร้อมด้วยเสียง “วืด” ที่ดังขึ้นกลางอากาศ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในพริบตาอย่างไรก็ตามไม้กอล์ฟนั่นไม่ได้สร้างความเสียหายให้คังชอลอินแต่อย่างใด

“ห๊ะ?”

คิมมินชอลมองไปรอบ ๆ

“พลาดนะ”

คังชอลอินหัวเราะเยาะใส่คิมมินชอล เขาหลีกเลี่ยงไม้กอล์ฟที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยการเอนตัวหลบไปด้านข้างเล็กน้อย

“ไอ้เวรเอ้ย!”

คิมมินชอลหน้าขึ้นสีด้วยความโกรธก่อนจะพุ่งเข้าหาคังชอลอิน แต่เขาไม่แม้แต่จะสัมผัสกับปลายเสื้อของคังชอลอินได้เลย

มันไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร

คังชอลอินได้รับการยอมรับจากคนอื่นถึงความแข็งแกร่งและพลังทางกายภาพ แม้จะอยู่ในร่างนี้แต่เขาก็ยังคงเป็นคังชอลอิน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็นนักมวยมืออาชีพถึงจะเข้าข่ายเป็นภัยคุกคามต่อเขา

“แฮ่ก ๆ … แก ไอ้หนูสกปรก”

คิมมินชอลหายใจหอบพร้อมกัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจ

“ก็แค่คนไร้ความสามารถคนหนึ่งสินะ หึ ไม่แม้แต่จะโดนตัวฉันได้เลยด้วยซ้ำ”

คังชอลอินยิ้มเยาะ

“ยิ่งไปกว่านั้น …”

การแสดงออกของเขาเปลี่ยนไปในทันใด ดวงตาที่แผดเผาของเขาจ้องทะลุเหมือนจะแทงหัวใจของอีกฝ่าย

“ถ้าคิดที่จะใช้ไม้กอล์ฟนี่อีกแม้แต่ครั้งเดียว มันจะไม่สนุกแบบนี้อีกแน่”

มันเป็นคำเตือนอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามคิมมินชอลที่ถูกครอบงำไปด้วยความโกรธไม่สามารถตัดสินใจจำยอมต่อคำเตือนนั้นได้ ท้ายที่สุดเขาก็คว้าไม้กอล์ฟขึ้นมาแล้วเหวี่ยงมันออกไปอีกครั้ง เป็นที่ชัดเจนว่าชายคนนี้ไม่มีทั้งสามัญสำนึกหรือมารยาทใด ๆ

“ตายซะเถอะ!”

อึก!

“อ่า!”

คิมมินชอลล้มลงพื้นไปพร้อมเสียงโอดครวญและความสามารถการหายใจที่ติดขัด กำปั้นที่พุ่งเข้ามาได้ทำลายไปถึงส่วนกระเพาะอาหาร

“อ๊วกกก...”

แรงกระแทกนั้นรุนแรงมากถึงขนาดทำให้คิมมินชอลต้องอาเจียนสตูว์ปลาที่เขากินเป็นอาหารกลางวันในวันนี้ออกมาจนหมด

“ไม่ได้โดนกระแทกแรงเท่าไหร่เลยนี่ สงสัยเพราะมีพุงอ้วน ๆ นี่คอยช่วยบังไว้ให้ล่ะสินะ”

คังชอลอินสบประมาทคิมมินชอลเป็นครั้งสุดท้าย

“บอส เป็นหรือเปล่าครับ?!”

พนักงานคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าหาคิมมินชอลเพื่อเอาหน้า

“บอส! คังชอลอิน ไอ้เลวเอ้ย! รีบคุกเข่าขอโทษบอสเดี๋ยวนี้เลย!”

เขาเข้ามากล่าวโทษคังชอลอินด้วยอารมณ์รุนแรงเพื่อหวังว่าการกระทำในครั้งนี้จะนำเขาสู่ความประสบสำเร็จในหน้าที่การทำงานในอนาคต

คังชอลอินไม่ได้ตอบสนองอะไรต่อการกระทำของพนักงานชายคนนั้น มันไม่คุ้มค่าพอให้ลดตัวลงไปใส่ใจ

‘พวกมนุษย์ขยะ’

คนพวกนี้ก็เป็นเหมือนกันหมด ไอ้หมูอ้วนที่เหวี่ยงไม้กอล์ฟเพราะความโกรธ พนักงานที่แสร้งเข้ามาช่วยเหลือเพราะต้องการเป็นที่โปรดปรานของไอ้หมูตัวนี้ แน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะวิจารณ์พนักงานชายที่คิดทำอะไรแบบนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่อะไรที่จะพยายามทำทุกหนทางเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่การละทิ้งความภาคภูมิใจและทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสิ่งสกปรกไม่ใช่สิ่งที่เขาโปรดปราน และเมื่อนึกถึงการกระทำของคิมมินชอลที่ผ่าน ๆ มาเขาก็ทำได้แค่ยิ้มอย่างขมขื่น

“แก ไอ้เลว ฉันจะฆ่าแก!”

คิมมินชอลที่ได้พนักงานชายเข้ามาช่วยเหลือและคุ้มกันจ้องเขม็งไปที่คังชอลอิน

“ไปเรียกผู้จัดการปาร์คมา ไปให้เขามาจัดการมันซะ!”

ผู้จัดการปาร์คเป็นคนจากแก๊งอันธพาลที่มาทำงานให้กับคิมมินชอลและกำลังคุมแก๊งเล็ก ๆ อยู่ในตอนนี้

“โอ้ กลัวเหลือเกินนะเนี่ย” คังชอลอินเย้ยหยัน

สถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิดแต่เขาก็ยังพยายามใช้ความรุนแรงอยู่เหนือเหตุผลในขณะประกาศกร้าวต่อหน้าผู้คน คังชอลอินกำลังสงสัยว่าคิมมินชอลเป็นเพียงคนโง่หรือเป็นคนที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้นอกเหนือจากความโกรธกันแน่

“ไอ้โง่เอ้ย ถ้าผู้จัดการปาร์คมาถึงล่ะก็…”

คิมมินชอลกล่าวอ้างถึงผู้จัดการปาร์คขึ้นมาซ้ำ ๆ เพื่อขู่คังชอลอิน ดูเหมือนว่าเขาจะมั่นใจมากว่าผู้จัดการปาร์คจะสามารถจัดการกับคังชอลอินได้

“อ่า ๆ ผู้จัดการปาร์ค!”

เมื่อมองเลยไปด้านหลังคังชอลอิน คิมมินชอลก็ได้เห็นคนที่เขาต้องการตัวมากที่สุดเข้า บังเอิญพอดีกับที่ผู้จัดการปาร์คเข้าออฟฟิศมาในวันนี้

“ท่านประธาน?”

ผู้จัดการปาร์คดูประหลาดใจเล็กน้อยกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดแต่เขาก็ยังมีสติมากพอที่จะสั่งให้ลูกน้องเข้ามาช่วยพยุงคิมมินชอล

“โอ้ ผู้จัดการปาร์ค ไอ้เวรนี่แหละที่มันทำร้ายฉัน!”

คิมมินชอลร้องครวญครางในขณะค้ำตัวเองและลงน้ำหนักไปที่ผู้จัดการปาร์ค มองข้ามการกระทำของตัวเองที่เหวี่ยงไม้กอล์ฟเพื่อโจมตีอีกฝ่ายไปโดยสิ้นเชิง

“ไอ้เวรนี่แค่โดนฉันสอนงานนิด ๆ หน่อย ๆ ก็มาสบถใส่แล้วยังต่อยฉันอีก!”

“บอส แล้วเรื่องทั้งหมด...”

“ไม่ต้องไปสนเรื่องราวทั้งหมด สนแค่มันต่อยฉันก็พอ! ไปจัดการมันซะ!”

คิมมินชอลโวยวานจนเกิดเสียงอึกทึกครึกโครมพลางโบกสะบัดแขนไปมาเหมือนเด็กร้องขอขนมไม่มีผิด

‘ช่างโง่เง่าและปัญญาอ่อนจริง ๆ กล้าที่จะทำตัวแบบนี้ต่อหน้าพนักงานทุกคนได้ยังไง?’

ในตอนนั้นผู้จัดการปาร์ครู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมากแต่เขาก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความต้องการของบอสไปได้ คิมมินชอลเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญสำหรับเขาและครอบครัวซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแก๊งเล็ก ๆ ที่เขากำลังคุมอยู่ในตอนนี้

ต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

ผู้จัดการปาร์คตัดสินใจที่จะทำความสะอาดออฟฟิศก่อนเป็นอย่างแรก

“ทุกคนมัวมุงดูอะไรกัน?!” เมื่อผู้จัดการปาร์คแผดเสียง ทุกสายตาก็รีบก้มกลับไปที่โต๊ะทำงานตัวเองในทันที

“ทำงานกันไปอย่างเงียบ ๆ แทนการนินทาที่ไม่จำเป็นซะ แล้วก็ผู้จัดการโอ”

ผู้จัดการปาร์คชี้ไปยังพนักงานชายที่เข้ามาช่วยคิมมินชอลในตอนแรก

“พาท่านประธานไปที่ห้องของเขาซะ”

“โอ้ เอ่อ ครับ! บอสครับ ไปกันเถอะครับ”

ผู้จัดการโอพยายามช่วยพยุงคิมมินชอลผู้มีน้ำหนักที่มากเกินพอดี

“ฮ่า ๆ แกเสร็จแน่ไอ้สารเลว!”

ระหว่างทางเดินกลับเข้าห้องทำงาน คิมมินชอลไม่วายแขวะคังชอลอินอีกครั้ง ภาพการพ่ายแพ้ของคังชอลอินที่ถูกผู้จัดการปาร์คเล่นงานได้ฝังแน่นอยู่ในหัวเขาเป็นที่เรียบร้อย

“โอ้ อย่างนั้นเหรอ?”

คังชอลอินเฝ้าดูสถานการณ์อย่างเงียบ ๆ พลางสงสัยว่าเขาทนทำงานถึง 10 เดือนที่บริษัทนี้มาได้อย่างไร

“นี่ ไอ้เด็กฝึกงาน”

ในขณะที่คังชอลอินกำลังสงสัย ผู้จัดการปาร์คก็เอ่ยเรียกเขา

“ควรเรียนรู้ที่จะกลืนความภาคภูมิใจของตัวเองลงไปซะหน่อยนะ แค่เพราะเขาพูดอะไรไม่เข้าหูก็ใช่ว่าจะไปทำตัวแบบนั้นได้ เขาเป็นผู้ใหญ่กว่านาย นายก็ควรเห็นด้วยไปกับเขาแล้วก็ไม่ต้องไปขัดใจอะไรเขาสิถึงจะถูก”

แม้ผู้จัดการปาร์คจะตำหนิคังชอลอินแต่เขาก็ดูไม่ค่อยเห็นด้วยกับสิ่งที่บอสต้องการ เขารู้ถึงความผิดของประธานคิมมินชอลดีเพราะเขาเองก็ได้รับความเครียดสะสมอย่างมากมาจนถึงตอนนี้เช่นกัน แม้ว่าเขาจะทำงานให้กับคิมมินชอลแต่เขาก็เข้าใจความโกรธที่พนักงานทดลองงานคนนี้กำลังรู้สึกได้เป็นอย่างดี

‘งั้นก็ตวาดใส่ไปสักหน่อยแล้วปล่อยไปก็แล้วกัน’

ผู้จัดการปาร์คคิดเพียงลำพังในใจ นี่มันยุคใหม่แล้ว การใช้หมัดเพื่อแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่ล้าหลัง สิ่งที่ฉลาดที่สุดสำหรับแก๊งอันธพาลที่ยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้คือการสร้างสถานการณ์เพื่อให้คิมมินชอลพึงพอใจ อย่างไรก็ตามความตั้งใจดีทั้งหมดของผู้จัดการปาร์คกลับต้องสูญสลายไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจจากพนักงานตรงหน้า

“ผู้ใหญ่บ้าบออะไรกัน?”

คังชอลอินเอ่ยถาม

“ในสายตาของพวกแก ไอ้หมูอ้วนนั่นคือผู้ใหญ่แล้วอย่างนั้นเหรอ? เอาล่ะ ถ้าให้เดาสำหรับพวกนักเลงแล้วคนที่มีเงินก็คือผู้ใหญ่งั้นสินะ”

เส้นเลือดนูนโป่งขึ้นที่หน้าผากของผู้จัดการปาร์คทันทีที่ถูกสบประมาท

“เห้ย”

ผู้จัดการปาร์คจ้องไปที่คังชอลอิน

“ระวังปากไว้ด้วย คิดถึงตัวเองซะบ้าง นั่นเป็นวิธีที่จะทำให้นายมีชีวิตที่ยืนยาวได้ เข้าใจไหม?”

“กฏนั้นใช้ได้แค่กับนักเลงแบบพวกแกเท่านั้นแหละ”

คำว่า “นักเลง” เป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้จัดการปาร์คต้องกำหมัดเหมือนที่คิมมินชอลคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่

“ไอ้หมาบ้า!”

“อยากตายนักหรือไง?”

ดูเหมือนว่าลูกน้องของผู้จัดการปาร์คจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนลูกพี่ตัวเองหลายเท่า

“ไอ้สวะ เมื่อกี้แกเรียกบอสของเราว่านักเลงงั้นหรอวะ?”

“โอ้ ยิ้มอยู่ด้วย? อยากให้ฉันเล่นหน้าแกให้เละนักใช่ไหม?”

บรรยากาศแห่งการคุกคามก่อตัวขึ้นราวกับว่าพวกเราพร้อมจะปล่อยหมัดกันได้ทุกเมื่อ

“เฮ้อ ฉันว่าจะปล่อยนายไปดี ๆ แล้วเชียวแต่ดูเหมือนต้องเรียกมาปรับทัศนคติกันสักหน่อยแล้วในวันนี้” ผู้จัดการปาร์คยังคงนิ่งสงบและใจเย็น เขาไม่ปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำแม้จะโดนสบประมาทอยู่ก็ตาม

“ตามฉันขึ้นไปบนดาดฟ้า”

ผู้จัดการปาร์คชี้ไปยังประตูของออฟฟิศ

“ไม่ ไม่เอาแบบนั้น” คังชอลอินตอบ “พวกแกนั่นแหละที่ต้องตามมา” จากนั้นเขาก็เดินออกจากออฟฟิศไปก่อน

“เด็กอะไรกัน...?”

ผู้จัดการปาร์คยิ้มเย้ยหยันให้กับสถานการณ์ไร้สาระในตอนนี้

จบบทที่ ตอนที่ 4: การกลับมา (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว