- หน้าแรก
- สำนักงานชิงเย่:เปิดแฟ้มคดีลึกลับ
- บทที่ 40 ชมรมละครเวที
บทที่ 40 ชมรมละครเวที
บทที่ 40 ชมรมละครเวที
บทที่ 40 ชมรมละครเวที
#สำนักงานรื้อถอน
เฉินเสี่ยวชิวอ้าปาก เรียกได้แค่คำว่า “หลานหลาน...” แล้วมือก็ปล่อยโทรศัพท์หลุดจากมือร่วงลงพื้น ร่างของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะเหลือกขึ้น แล้วล้มฟุบลงกับพื้นทันที
กั๋วอวี้เจี๋ยรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกของเฉินเสี่ยวชิวไว้
เจ้าผอมกับเจ้าอ้วนถึงกับยืนตาค้าง ทำอะไรไม่ถูก
“รีบไปแจ้งหัวหน้าอาวุโส!” ผมตะโกนใส่พวกเขา แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาเบอร์ฉุกเฉิน 120 ทันที
เฉินเสี่ยวชิวถูกพาส่งโรงพยาบาล หลังตรวจ พบว่าเธอเป็นลมจากการทำงานหนักเกินไป ต้องพักฟื้นร่างกาย
แม่ของเฉินเสี่ยวชิวรีบมาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งรีบ พอเห็นลูกสาวนอนอยู่บนเตียง น้ำตาก็คลอทันที
หัวหน้าอาวุโสรู้สึกผิดมาก พูดขอโทษแม่ของเฉินเสี่ยวชิวว่า
“ผมดูแลเสี่ยวเฉินไม่ดีเอง พี่เฉินฝากให้ผมดูแลเธอ แต่กลับปล่อยให้เธอเป็นแบบนี้…เฮ้อ…”
ผมกับเจ้าผอมรวมทั้งคนอื่น ๆ ก็รีบขอโทษและปลอบโยนแม่ของเฉินเสี่ยวชิว
“อย่าพูดแบบนั้นเลย ลูกสาวฉันเป็นคนชอบเอาชนะตัวเองมากเกินไป ฉันก็พยายามเตือนเธอแล้ว แต่เด็กคนนี้ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เล็ก” แม่ของเฉินเสี่ยวชิวบ่นพึมพำอย่างห่วงใย
พ่อของเฉินเสี่ยวชิวทำงานอยู่ที่ส่วนกลาง ไม่ได้อยู่บ้านที่เมืองหมินชิ่ง เนื่องจากญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งยังอยู่ที่นี่และไม่ย้ายไปเมืองหลวง
เฉินเสี่ยวชิวจึงเลือกเรียนมหาวิทยาลัยในหมินชิ่ง ส่วนแม่ของเธอก็อยู่ที่นี่ด้วย
ยังไม่มีใครบอกเรื่องนี้ให้ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝั่งรู้ มีแค่พ่อของเธอที่แม่โทรแจ้งไว้คนเดียว
แต่ยังไม่ทันไร เสียงเอะอะก็ดังขึ้นนอกห้องพักคนไข้
มีสาวน้อยคนหนึ่ง มัดผมเป็นก้อนกลมแบบ “ซาลาเปา” เดินเข้ามาอย่างโซซัดโซเซ หน้าตาเปรอะเปื้อนเครื่องสำอางจากการร้องไห้ มือยังลากชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาด้วย
ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความอับอาย แถมยังมีรอยฝ่ามือแดงเถือกอยู่บนหน้า ดูน่าสงสารสิ้นดี
“พี่คะ!” หญิงสาวคนนั้นรีบวิ่งไปที่เตียงเฉินเสี่ยวชิวแล้วร้องไห้โฮออกมา
พวกเราจึงรู้ว่าเด็กสาวคนนี้คือน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของเฉินเสี่ยวชิว แล้วคนที่เธอลากมาด้วยจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “หม่ายี่ปิง”
เจ้าผอมกับอีกสองคนจ้องมองหม่ายี่ปิงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
แม่ของเฉินเสี่ยวชิวรีบคว้าตัวหลานสาวมากอดไว้ “หลานหลาน หนูมาทำไมลูก? อย่าร้องเลยนะ พี่เขาไม่เป็นไรหรอก แค่ทำงานหนักเกินไปเท่านั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับละครเวทีของหนูเลย”
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไงล่ะคะ! ก็เพราะละครเรื่องนั้นแหละ!” หลานหลานจ้องหม่ายี่ปิงอย่างโกรธจัด
หม่ายี่ปิงก้มหน้าหดคอ ไม่กล้าสบตาใคร
ผมหันไปเห็นแม่ของเฉินเสี่ยวชิวกับหัวหน้าอาวุโสมองกันงงๆ ส่วนหัวหน้าอาวุโสนั้นถึงกับตาวาว รู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ดีแน่ แล้วก็ส่งสัญญาณทางสายตาให้เจ้าผอมและพวก
เจ้าผอมพุ่งเข้าไปที่หม่ายี่ปิงอย่างไว แล้วโอบไหล่หม่ายี่ปิงไว้
หม่ายี่ปิงรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา แต่นาทีนี้กลับห่อไหล่ ก้มหน้าก้มตาไม่สบตาใคร โดนเจ้าผอมที่เตี้ยกว่าเขาครึ่งหัวโอบไว้แบบนั้น ก็ดูหงอทันที
“เฉินเสี่ยวชิวต้องพักผ่อน อย่าส่งเสียงดังในห้องพักคนไข้เลย” ผมเอ่ยขึ้นเตือน
กั๋วอวี้เจี๋ยรีบดึงหลานหลานออกมา
“น้องสาวจ๋า ไม่ต้องร้องแล้วนะ เช็ดน้ำตาซะ แล้วเราออกไปนั่งคุยกันข้างนอกดีกว่า”
เจ้าอ้วนก็พูดเสริมสองสามคำ แล้วหันไปอธิบายกับแม่ของเฉินเสี่ยวชิวว่า
“ตอนที่เฉินเสี่ยวชิวเป็นลม เธอกำลังคุยโทรศัพท์กับหลานหลานอยู่ เด็กผู้หญิงคนนี้ก็ตกใจมากตอนนั้น”
หัวหน้าอาวุโสมองมาทางผม
ผมก็จำต้องพยักหน้ากลับไปอย่างฝืนใจ แล้วเดินตามทั้งสองคนนั้นออกจากห้อง ทิ้งให้เจ้าอ้วนอยู่ในห้องคนเดียว
พวกเราหามุมเงียบในทางเดิน ที่นั่นดูเหมือนจะเป็นโซนที่ไม่ค่อยมีคน ไม่รู้ว่าเป็นห้องอะไร ประตูปิดสนิท ไม่มีป้ายบอกอะไร แม้จะมีแสงสว่าง แต่บรรยากาศกลับเงียบจนน่าขนลุก
เจ้าผอมผลักหม่ายี่ปิงไปชิดกำแพง แล้วกอดอก มองด้วยสายตาเย็นเยียบ
“แกชื่อหม่ายี่ปิงใช่มั้ย? อยู่ชมรมละครเวที? งั้นมาคุยกันหน่อยว่าชุดกิโมโนตัวนั้นมันมีปัญหาอะไร?”
หม่ายี่ปิงเซไปกระแทกเข้ากับผนัง เจ็บจนสูดปาก อยากถอยหนีก็ไม่มีทางไป
หลานหลานยังคงร้องไห้อยู่ พอได้ยินที่เจ้าผอมพูดก็ทำท่าจะด่า แต่ผมรีบห้ามไว้
“หลานหลาน ใจเย็น ๆ ก่อนนะ ขอคุยทีละคนเถอะ” ผมพูดปลอบ
หลานหลานมองหน้าผม “พวกคุณเป็นใครกันแน่?”
“พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่สาวเธอ เธอเพิ่งมาทำงานกับเราได้ไม่กี่วันก็เจอเรื่องแบบนี้ เราจะอยู่เฉยได้ยังไงล่ะ” ผมตอบ
สายตาของหลานหลานสอดส่ายมองหน้าผมกับเจ้าผอม แล้วไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเบะปาก
“ขอบอกไว้ก่อนนะ พวกคุณน่ะหมดสิทธิ์แน่ๆ คนที่จีบพี่สาวฉันน่ะ ต่อคิวจากที่นี่ไปถึงเมืองหลวงได้เลยนะ มีแต่พวกหัวกะทิระดับประเทศทั้งนั้น...”
“พอเลย ๆ ใครมันจะไปหลงรักพี่สาวเธอกันล่ะ?” เจ้าผอมพูดอย่างหงุดหงิด แล้วหันไปจ้องหม่ายี่ปิง
“ไอ้นี่ แกอย่าคิดปั่นหัวพวกเรานะ ฟังไว้ให้ดี ถ้าแกโกหกหรือปิดบังอะไรไว้แม้แต่นิดเดียว ผมแค่โทรศัพท์สายเดียว เดี๋ยวตำรวจแถวนั้นก็จะเชิญแกไป ‘จิบชา’ ที่โรงพักทุกสองวันสามวัน แกเชื่อมั้ย?”
สิ่งที่เจ้าผอมพูดไปก็เรียกว่าโกหกคำโตได้เลย ถ้าเขาอยากเอาเรื่องจริงจังจนถึงขั้นรายงานเท็จแล้วลากทุกคนลงนรกด้วยกันก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าพูดตามความสามารถที่เขามีเกี่ยวกับตำรวจแล้ว อย่างเก่งก็แค่ฝาก "เสี่ยวกู่" ให้ช่วยอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งโรงพักที่เสี่ยวกู่ทำงานอยู่ก็ไม่มีอำนาจดูแลถึงวิทยาลัยการแสดงหมินชิ่งด้วยซ้ำ แต่กลยุทธ์แบบนี้ก็ได้ผลง่ายดี ถึงหม่ายี่ปิงจะไม่ทำอะไรผิดจริง แค่โดนตำรวจเรียกตัวมาที่โรงเรียนบ่อย ๆ เขาก็เดือดร้อนหนักแล้ว
หม่ายี่ปิงดูออกเลยว่าไม่ใช่เด็กหนุ่มในรั้วมหาวิทยาลัยที่ไร้เดียงสา เขาถูกเจ้าผอมขู่จนหน้าซีด แล้วพูดเสียงสั่น ๆ ว่า “พวกคุณจะถามอะไรครับ?”
“ก็เรื่องชุดชุดกิโมโนนั่นไง! รู้แค่ไหนก็พูดออกมาให้หมด!” เจ้าผอมพูด
“เรื่องชุดนั้นจริงๆ ผมก็ไม่รู้มากนัก...” หม่ายี่ปิงลังเลก่อนจะเริ่มพูด
เจ้าผอมหัวเราะเยาะ ก่อนจะชี้หม่ายี่ปิงแล้วแกล้งทำท่าจะเดินหนี
หม่ายี่ปิงรีบคว้าแขนเจ้าผอมไว้ “เปล่านะครับ พี่ครับพี่! ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมพูดจริง ๆ ผมไม่ค่อยรู้อะไรจริง ๆ ครับ”
“งั้นเท่าที่รู้ รู้แค่ไหน?” ผมถามต่อ
“ผมก็แค่รู้ว่าชุดนั้นมันดูแปลก ๆ แต่ก็ไม่แน่ว่าชุดมันแปลกเองหรอกครับ” หม่ายี่ปิงเกาศีรษะ ถอนหายใจ
“ละครเวทีที่เราซ้อมกันอยู่นั่น พวกพี่รู้จักไหมครับ? เป็นละครเวทีเก่าของชมรมเราเลยนะ ตั้งแต่ตอนก่อตั้งชมรม เรื่องแรกที่เล่นก็คือเรื่องนี้ เล่นกันมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว แทบจะทุกชั้นปีต้องเคยแสดง”
หม่ายี่ปิงเริ่มเล่าให้พวกเราฟังเกี่ยวกับชมรมละครเวทีของพวกเขา
พวกเขาเป็นชมรมของนักศึกษาภายในวิทยาลัยการแสดงหมินชิ่ง สมาชิกไม่ได้มีแค่จากคณะการแสดงเท่านั้น แต่ยังมีนักศึกษาจากคณะอื่นที่สนใจละครเวทีเข้าร่วมด้วย
เพราะเคยมีศิษย์เก่าหลายคนที่ได้เป็นดาราดัง ปัจจุบันจำนวนสมาชิกจึงมากมาย แต่คนที่ได้ขึ้นแสดงจริง ๆ กลับมีไม่มาก
การซ้อมละครเวทีไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์แบบเฉินเสี่ยวชิว คนทั่วไปต้องใช้เวลาซ้อมอย่างน้อยสองถึงสามเดือน ซึ่งยังเป็นกรณีที่ไม่มีอุปสรรคและสามารถทุ่มเทเต็มที่เท่านั้น
สมาชิกของชมรมต่างก็ยังเป็นนักเรียน แถมยังเรียนอยู่ในวิทยาลัยการแสดง บางคนระหว่างซ้อมอาจจะถูกแมวมองจากกองถ่ายเลือกตัวไปเดบิวต์ บางคนก็อาจลาออกกลางคันเพราะภาระด้านการเรียน
ด้วยเหตุนี้ การที่ชมรมสามารถผลิตละครเวทีออกมาได้สำเร็จปีละหนึ่งเรื่อง ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จใหญ่สำหรับประธานชมรมแล้ว
หม่ายี่ปิง ก็คือประธานชมรมละครเวทีคนปัจจุบัน และพอดีกับปีนี้ถึงคิวที่ต้องจัดแสดงเรื่อง “ครอบครัวใหญ่” เขาจึงเริ่มลงมือเตรียมงาน
“ครอบครัวใหญ่” เป็นละครเวทีเก่าแก่ของชมรม ทั้งเวที ฉาก เครื่องแต่งกาย ทุกอย่างมีพร้อมอยู่แล้ว เขาจึงเริ่มจากการเฟ้นหานักแสดง แน่นอนว่าคนที่ถูกเลือกก่อน ก็คือสมาชิกชมรมที่มีฝีมือ
ฝั่งนักแสดงชายไม่มีปัญหาอะไร คัดตัวได้อย่างราบรื่น แต่ฝั่งหญิงกลับไม่มีใครอยากรับบท “มาเอะดะ ซูซึนะ” เลยสักคน
ตอนนั้นหม่ายี่ปิงไม่ได้คิดมาก เพราะเขาเคยได้ยินว่ารุ่นพี่ในชมรมก็เคยเจอปัญหาแบบเดียวกัน บทของมาเอะดะ ซูซึนะ นั้นต้องคอยโค้งคำนับ นั่งคุกเข่าเป็นประจำ การซ้อมก็เหนื่อยมาก จึงไม่มีใครอยากรับบทนี้
(จบบทนี้)