- หน้าแรก
- สำนักงานชิงเย่:เปิดแฟ้มคดีลึกลับ
- บทที่ 36 วันแรก
บทที่ 36 วันแรก
บทที่ 36 วันแรก
บทที่ 36 วันแรก
#สำนักงานรื้อถอน
ผมเดาว่าตอนนี้จิตใจของเฉินเสี่ยวชิว คงเหมือนกับคนที่ยังได้เห็นข่าวหมู่บ้านในเขตเขาแห่งหนึ่ง ประกาศตั้ง "ราชวงศ์ X" ขึ้นมาในศตวรรษที่ 21 แล้วจะแบ่งแผ่นดิน ตั้งตัวเป็นจักรพรรดิเหมือนยุคศักดินา ความเป็นจริงคือ เรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นยังมีอยู่จริง และเมื่อสื่อรายงานออกมา บางที “ราชบัลลังก์” ของคนๆ นั้นก็อาจส่งต่อถึงรุ่นลูกไปแล้วด้วยซ้ำ
เรื่องของสำนักงานผลิตชิงโจวก็เช่นกัน ก่อนเจ้าผอมจะสืบเรื่องนี้มาได้ พวกเราก็ไม่รู้เลยว่าโรงงานเหล็กหมายเลข 3 ถูกยุบไปแล้ว และยังมีเบื้องหลังอะไรซับซ้อนอีกมาก พอรู้แล้วก็ได้แต่รู้สึกเหนื่อยใจ
สำนักงานผลิตชิงโจวที่มีประวัตินับร้อยปีในยุคเศรษฐกิจสมัยศตวรรษที่ 21 ยังคงดิ้นรนเอาตัวรอดไปวันๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด ถูกรัฐบาลสั่งยุบรวมกับโรงงานในมณฑลและเมืองอื่น กลายเป็นบริษัทเหล็กระดับใหญ่ของประเทศในชื่อ บริษัทเหล็กหมินชิ่ง
ผมไม่รู้ว่าบริษัทเหล็กหมินชิ่งยังเหลืออะไรจากสำนักงานผลิตชิงโจวอยู่หรือไม่ แต่ในหมู่บ้านกงหนงลิ่วชุนแน่นอนว่าไม่มีเหลือแล้ว แถมยังไม่มีข้อมูลหลงเหลือเลย ทำให้เราตามหาไม่ได้เลยว่าใครบ้างที่เคยได้สิทธิ์บ้านจากตอนนั้น
เฉินเสี่ยวชิวยังดูเหมือนไม่ค่อยเชื่อที่เจ้าผอมเล่าเท่าไหร่ ผมเลยรีบพูดตัดบทขึ้นมา
“เอาเป็นว่า เริ่มสืบจากเรื่องชิงเย่ก่อน...เราคุยเรื่องงานกันแค่นี้เถอะ ไปหาอะไรกินกันก่อน เดี๋ยวสายไปจะไม่มีที่นั่ง” ผมหันไปถามเธอ
“เฉินเสี่ยวชิว อยากกินอะไร?”
“อะไรก็ได้” เฉินเสี่ยวชิวไม่พูดถึงเรื่องงานอีก
พวกเราห้าคนไปหาข้าวกินที่ร้านเล็กๆแถวนั้น เดิมทีผมคิดว่าเฉินเสี่ยวชิวคงไม่ยอมกินร้านแบบนี้แน่ แต่เธอกลับพูดง่ายกว่าที่คิด กินเรียบร้อย พูดน้อย ดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเข้าหายาก ผมเลยไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงล้มเหลวในหน้าที่การงานที่เก่า จนต้องย้ายมาอยู่ที่สำนักงานรื้อถอนอย่างเรา
ข้อสงสัยนี้ ผมก็ได้รับคำตอบในวันถัดมาเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเสี่ยวชิวมาทำงานตรงเวลา ในมือหิ้วถุงกระดาษใบ พอเปิดถุงก็หยิบเอกสารที่ถ่ายเอกสารไว้จำนวนมหาศาลเทออกมาเหมือนกองภูเขาเล็ก ๆ
“นี่อะไรเหรอ?” ผมถามเธอ
“ข้อมูลของสำนักงานผลิตชิงโจว ฉันอ่านไปบ้างแล้ว นี่คือรายชื่อพนักงานตั้งแต่ปี 1859 ถึง 1901 อาจจะมีตกหล่นไปบ้าง” เธอพูดพลางยื่นรายชื่อที่เขียนด้วยลายมือมาให้
ผมเปิดดูเอกสารเหล่านั้นแล้ว เนื้อหาค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งหนังสือของท้องถิ่น บันทึกของนักเขียนในยุคสมัยนั้น และหนังสือราชกิจจานุเบกษาเก่าๆที่ถูกคนอ่านจดโน้ตไว้ด้วยปากกา
นี่มันไม่ใช่แค่ “หา” รายชื่อพนักงานสำนักงานผลิตชิงโจว แต่มันเป็นการ “รวบรวมและจัดเรียง” ขึ้นมาเลยต่างหาก! แต่นี่มันเพิ่งผ่านไปแค่คืนเดียวเองนะ!
ผมถึงกับกลั้นหายใจ
เจ้าผอมมาถึงที่ทำงานพอดี เห็นกองเอกสารนี้แล้ว ตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจ แต่พอรู้ว่านี่คืออะไร เขาก็เริ่มขมวดคิ้วทันที
“ที่ผมพูดไปเมื่อวาน คุณไม่เชื่อเหรอ?”
“เปล่า แต่ฉันแค่คิดว่านี่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งเหมือนกัน พวกคุณไม่อยากทำ ฉันก็ทำเอง เอกสารจากสำนักงานทนายความนั่นฉันก็จะตรวจสอบเหมือนกัน” เฉินเสี่ยวชิวตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น มีเหตุมีผล ชัดเจน และแววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เจ้าผอมพูดไม่ออก แต่ดูท่าทางจะหัวเสียเล็กน้อย เขาทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง แล้วกางรายชื่อที่เฉินเสี่ยวชิวให้ไว้
“ก็ได้! เธอเก่งก็ทำไปเลย! ตอนนี้เราจะจำกัดอายุคนไว้ที่ 30 ถึง 40 ปี ต้องหาคนที่ชื่อเย่ชิงกับหลิวเหมียวที่มีความเกี่ยวข้องกันให้เจอ!”
ช่วงอายุที่กำหนดนี้อ้างอิงตามเวลาปัจจุบัน — ในช่วงปี 2004 ถึง 2015 เย่ชิงยังทำงานอยู่ ตอนนั้นพวกเขายังเป็นวัยรุ่นอายุยี่สิบต้น ๆ มาถึงตอนนี้ก็น่าจะราว ๆ สามสิบถึงสี่สิบปี แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “พวกเขายังมีชีวิตอยู่”
ผมคิดประโยคนี้ขึ้นมาในหัวแล้วก็สะดุ้งไปเองหนึ่งที แต่พอคิดดีๆ แล้ว มันก็เป็นตรรกะที่ถูกต้อง เพราะโดยปกติแล้ว หากบุคคลใดหายสาบสูญไปสี่ปีขึ้นไป ก็สามารถยื่นคำร้องขอประกาศว่าเสียชีวิตได้ เพียงแต่ว่าเราเป็นหน่วยงานราชการ จึงไม่สามารถยื่นคำร้องลักษณะนี้ให้ประชาชนได้โดยไม่ผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างเข้มงวด ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมด้วย
เฉินเสี่ยวชิวรับรายชื่อจากเจ้าผอม แล้ววางข้อมูลของสำนักงานผลิตชิงโจวไว้บนโต๊ะ และยังคงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่
แต่ถึงแม้กรองอายุแล้วก็ยังเหลืออีกหลายพันคน เท่านี้ก็เหมือนเปลี่ยนจาก “งมหาเข็มในมหาสมุทร” มาเป็น “งมหาเข็มในทะเลสาบ” แทน ทั้งสามคนจะต้องหาเย่ชิงกับหลิวเหมียวที่เกี่ยวข้องกัน แล้วหา “คนที่ยังมีชีวิตอยู่” มาเป็นพยานยืนยัน ซึ่งเงื่อนไขหลังนี้ยังพอจัดการได้
ผมเห็นทั้งสองคนเริ่มทำงานโดยไม่มีปัญหากันก็ค่อยโล่งใจหน่อย ไม่นานเจ้าอ้วนกับกั๋วอวี้เจี๋ยก็มาถึง
“พวกเราว่างอยู่พอดี เดี๋ยวช่วยดูด้วยก็ได้” กั๋วอวี้เจี๋ยอาสาด้วยท่าทีเต็มใจ
ผมไม่ได้ว่าอะไรที่เธอตัดสินใจแทนผม
เจ้าอ้วนกำลังจะโห่ร้องด้วยความดีใจ แต่เฉินเสี่ยวชิวก็พูดขึ้นว่า
“ไม่ต้องค่ะ นี่เป็นงานที่คุณหลีมอบหมายให้ฉันทำ ฉันจะทำเองคนเดียว”
เจ้าผอมหันขวับไปมองเฉินเสี่ยวชิวทันที
แต่เฉินเสี่ยวชิวไม่เงยหน้าขึ้นแม้แต่น้อย ยังคงจัดเรียงประวัติของเย่ชิงกับหลิวเหมียวต่อไปอย่างนิ่งเฉย
กั๋วอวี้เจี๋ยไม่คิดอะไรมาก กำลังจะตบไหล่เฉินเสี่ยวชิวด้วยความเป็นมิตร
“เฮ้ย ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันว่างจริง ๆ นะ”
แต่ผมดันตาไว คว้ามือกั๋วอวี้เจี๋ยไว้ ก่อนที่ฝ่ามือเธอจะถึงตัวเฉินเสี่ยวชิว ผลก็คือถูกแรงเหวี่ยงจนเซ
เฉินเสี่ยวชิวหันไปมองกั๋วอวี้เจี๋ย
“ไม่เป็นไรค่ะ งานของฉัน ฉันทำเองได้”
"เอ่อ..." กั๋วอวี้เจี๋ยหน้าเสียเล็กน้อย
"เสี่ยวเจี๋ย คนเขาบอกว่าไม่ต้องช่วยแล้ว เธอก็อย่าเอาน้ำใจไปทุ่มใส่กำแพงน้ำแข็งเลย มานี่ มาช่วยฉันดูรายชื่อหน่อย” เจ้าผอมพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"ใครจะช่วยนายล่ะ! นายดูเองเลยไป!" กั๋วอวี้เจี๋ยกลอกตา
"เจ้าอ้วน แบ่งของนายให้ฉันครึ่งนึงสิ" เจ้าอ้วนได้ยินถึงยิ้มแป้น พยักหน้าให้ไม่หยุด
เจ้าผอมจึงต้องรีบหันมามองผมแทน
"เอามานี่มา" ผมถอนหายใจ แล้วเหลือบมองเฉินเสี่ยวชิว
เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเธอถึงไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีนักในที่ทำงานเก่าของเธอ
จนถึงเที่ยงวัน ผมก็ยิ่งรู้จักเฉินเสี่ยวชิวมากขึ้นไปอีก เราทั้งสี่คนยังทำงานไม่เสร็จ เธอกลับล่วงหน้าไปไกลแล้ว รายชื่อของเธอนั้นถูกจัดการเรียบร้อย แถมยังเชื่อมโยงประวัติของแต่ละคนไว้หมด ส่วนพวกเรายังทำไปได้แค่ครึ่งเดียว
เจ้าอ้วนยิ้มเจื่อนๆ กั๋วอวี้เจี๋ยก็ชื่นชมด้วยความทึ่ง เจ้าผอมบ่นอุบอิบไม่หยุด ส่วนผมในฐานะหัวหน้าทีมเลยชมเฉินเสี่ยวชิวสักหน่อย จากนั้นก็นำรายชื่อที่จัดการเรียบร้อยไว้มาใส่ลงในโปรแกรมคัดกรอง พบว่า“เย่ชิง” กับ “หลิวเหมียว”มีประวัติที่เกี่ยวโยงกันทั้งหมดเจ็ดเรื่อง นับว่าไม่มากเท่าไรนัก
“เริ่มจาก 14คนนี้ก่อนแล้วกัน ผมว่าแบบนี้ เฉินเสี่ยวชิวรับหน้าที่จัดการข้อมูล ส่วนพวกนายไปติดต่อคนพวกนี้” ผมสั่งงานเจ้าผอมกับอีกสองคน
ทั้งสามคนไม่มีใครคัดค้าน
ช่วงพักเที่ยงพวกเราควรจะได้ไปกินข้าวด้วยกัน แต่เฉินเสี่ยวชิวกลับรีบเอาเวลาไปศึกษาข้อมูลของโรงงานผลิตชิงโจว ดูไม่เข้าพวกตั้งแต่วันแรก เธอปฏิเสธการร่วมโต๊ะอาหารกับพวกเรา หยิบขนมปังจากในกระเป๋าออกมา กดน้ำดื่ม แล้วก็นั่งกินไปทำงานไป
พอเห็นเธอทำแบบนั้น พวกเราทั้งสี่คนจะกินอาหารกันอย่างสบายใจได้ยังไงล่ะ? พวกเรารีบกินแล้วรีบกลับมาทำงานต่อ
ผมได้แต่ถอนหายใจ เพราะโอกาสที่จะดื่มชาอ่านหนังสือพิมพ์ เอ่อ!.. หมายถึงเวลาที่จะอ่านแฟ้มคดีของชิงเย่ก็ไม่มี
ตอนเลิกงาน เจ้าผอมกับเจ้าอ้วนกลับทางเดียวกันกับผม พวกเขาเลยเริ่มบ่นขึ้นมา
"เฉินเสี่ยวชิวนี่กินยาบำรุงมาเหรอ? ทำไมขยันเว่อร์ขนาดนั้น?"
"คนเขาทำงานขยันขันแข็ง แกสองคนยังมีหน้ามาว่าคนอื่นอีกเหรอ?" ผมสอนพวกเขาแบบผู้นำที่ดี
"แกก็เหมือนกันแหละ ไม่เห็นขยันเลย" เจ้าผอมไม่เกรงใจผมในฐานะหัวหน้าเลย กล้าด่าผมตรงๆ
"ตอนนี้ต้องเริ่มตั้งใจทำงานแล้ว พวกนายก็ต้องเรียนรู้ทัศนคติการทำงานของเฉินเสี่ยวชิวให้ดีด้วยนะ" ผมกล่าวสั่งสอนทั้งสองคนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
วันต่อมา "เป้าหมายที่ผมพูดถึง" กลับลางานตั้งแต่วันที่สองของการทำงานเสียแล้ว
(จบบทนี้)