- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 227 เทพอสูรบรรพกาล (ยาว)
บทที่ 227 เทพอสูรบรรพกาล (ยาว)
บทที่ 227 เทพอสูรบรรพกาล (ยาว)
บรรยากาศอึกทึกภายในแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนพลันสงบลงโดยฉับพลัน
วันนี้คือวันแห่งการแต่งงานของสองตระกูลใหญ่อันทรงอิทธิพล แต่บรรยากาศอันชื่นมื่นกลับกลายเป็นตึงเครียดในชั่วพริบตา
โม่หยางกับตระกูลมู่มีความแค้นลึกล้ำเป็นที่รู้กันทั่ว และยิ่งมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเขาและธิดาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเขาปรากฏตัวในเมืองเสวียนเทียนเมื่อสองวันก่อน ก็กลายเป็นจุดสนใจของผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วน ทุกคนต่างคาดเดาเป้าหมายของเขา
ไม่มีใครคาดคิดว่าโม่หยางจะมาปรากฏตัวในแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนในวันนี้ แถมยังกล้าออกมายืนขวางหน้าขบวนรับเจ้าสาวของตระกูลมู่อย่างอุกอาจ
ในเวลานี้ หลายคนในใจล้วนเกิดความคิดเดียวกัน โม่หยางจะมาชิงตัวเจ้าสาวหรือ!?
มู่เซียวเมื่อเห็นโม่หยางขวางทางก็หน้าถอดสีทันที นี่คือแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนเชียวนะ โม่หยางยังกล้าทำเรื่องเช่นนี้อีกหรือ?
“โม่หยาง เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือที่ใด?” มู่เซียวในชุดเจ้าบ่าว นั่งอยู่บนหลังกิเลนสีขาว จ้องโม่หยางด้วยดวงตาเปี่ยมความโกรธ เสียงของเขาเย็นเยียบ
ยังไม่ทันรอคำตอบ เขาก็แค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “ถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าคิดว่าจะเปลี่ยนอะไรได้? ข้ารู้ว่าเจ้าหมายปองความงามของธิดาศักดิ์สิทธิ์ แต่หลังจากวันนี้ไป อวี้เหยาจะเป็นของข้า!”
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของตระกูลมู่กับแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ข้าจะใจดีไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง ถอยไปซะ!”
มู่เซียวตะโกนซ้ำสอง เขามั่นใจว่าผู้อาวุโสสองคนแห่งตระกูลมู่ซ่อนอยู่ในเกี้ยวด้านหลัง แม้จะรู้ว่าโม่หยางมีฝีมือ แต่เขาก็มิได้หวาดหวั่น ที่นี่คือแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน หากโม่หยางกล้าอาละวาด พวกเขาย่อมไม่ยอมปล่อยไว้แน่
“หึหึ ไม่เจอกันนาน เจ้านี่พอจะมีพัฒนาขึ้นบ้าง แต่ดูเหมือนฝีมือจะไม่ไปถึงไหน ที่พัฒนากลับเป็นเพียงความโอหัง มีสองตาแก่ในตระกูลมู่คอยหนุนหลัง เจ้าก็ลืมตัวไปแล้วสินะ ว่าเจ้าคือใคร?” โม่หยางยืนกอดอก สีหน้าเย็นชา แม้ไร้โทสะ แต่คำพูดกลับเจ็บแสบจนใครต่อใครสัมผัสได้ถึงความเหยียดหยัน
“ไอ้หนูตระกูลมู่ เจ้าขี่อสูรตัวนี้ไม่เลวนี่นา ข้าชักอยากกินมันขึ้นมาแล้วล่ะ ได้ยินมาว่าเนื้อกิเลนนี่รสชาติล้ำเลิศใช่ย่อย!” เจ้าหมาน้อยยืนขึ้นสองขา จ้องกิเลนของมู่เซียวด้วยแววตาวาววับ น้ำลายไหลยืดทั้งสองข้างแก้ม
“หาเรื่องตายรึไง!” มู่เซียวโกรธจนตัวสั่น ในมือปรากฏกระบี่หนึ่งเล่ม ยกขึ้นชี้ตรงมาทางโม่หยาง
โม่หยางยักไหล่ แล้วกล่าวเสียงเรียบ “พูดตามตรง วันนี้ข้ามีจุดประสงค์เดียว มาเพื่อฆ่าเจ้า!”
ฝูงชนรอบบริเวณถึงกับหน้าถอดสีเมื่อได้ยินถ้อยคำนี้
โม่หยางจะลงมือภายในแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนจริงๆ งั้นหรือ?
ต้องรู้ว่าวันนี้ไม่เหมือนวันวาน ตอนนี้แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนกับตระกูลมู่เป็นพันธมิตรกัน หากโม่หยางคิดจะทำลายพิธีแต่งงาน คงถูกสังหารในทันที!
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาวุโสทั้งสองแห่งตระกูลมู่ก็มาด้วย เขาคิดจะไม่เกรงกลัวอะไรเลยเช่นนั้นหรือ!?
“หมอนี่เสียสติไปแล้วแน่ๆ บุกมาฆ่ามู่เซียวถึงนี่ ก็เท่ากับหาเรื่องตาย มีทั้งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนกับบรรพจารย์สกุลมู่หนุนอยู่แบบนี้ เขาคิดจะรอดกลับไปยังไง?” หนึ่งในผู้ชมกล่าวขึ้น
ในสายตาของเขา การกระทำของโม่หยางนั้นเท่ากับฆ่าตัวตาย เพราะคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเกินไป โอกาสสำเร็จมีเพียงน้อยนิด
“ใครจะไปรู้ว่าหมอนี่คิดอะไรอยู่ แม้จะมีความแค้นกับตระกูลมู่ แต่เลือกลงมือในวันนี้ ข้าว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องธิดาศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ล่ะ ถึงได้ยอมเสี่ยงขนาดนี้!” สตรีนางหนึ่งกล่าว
“พวกเจ้าลืมเรื่องที่เกิดในเมืองเสวียนเทียนเมื่อสองวันก่อนแล้วหรือ? ว่ากันว่าหญิงสาวลึกลับผู้นั้นคือพี่สาวของเขา ข้าอยากรู้ว่านางมาวันนี้ด้วยไหม!”
...
เมื่อมีคนพูดถึงเหตุการณ์ในเมืองเสวียนเทียนเมื่อวันก่อน ภาพของหญิงสาวลึกลับก็ลอยเข้ามาในความคิดของทุกคนอีกครั้ง และเริ่มคาดเดากันใหม่
ในขณะเดียวกัน ดวงตาของมู่เซียวเปี่ยมด้วยโทสะ เขากำลังจะพุ่งเข้าโจมตี แต่ทันใดนั้น เสียงแหบพร่าของชายชราดังออกมาจากเกี้ยวด้านหลัง
“เซียวเอ๋อร์ ถอยออกมา!”
“ท่านปู่…” มู่เซียวยังจ้องโม่หยางเขม็ง แม้จะไม่ยินยอมก็จำต้องชะงัก กระบี่ในมือยังสั่นเล็กน้อยด้วยความคับแค้นใจ
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของเจ้า ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง” เสียงจากในเกี้ยวดังขึ้นอีกครั้ง
มู่เซียวจึงถอนใจอย่างขุ่นเคือง แล้วเก็บกระบี่กลับเข้าฝัก
“เด็กน้อย วันนี้เป็นวันมงคล ไม่ควรให้เลือดหลั่ง ถอยออกไปเถิด ข้ายังสามารถไว้ชีวิตเจ้าได้” เสียงนั้นยังคงราบเรียบ แฝงด้วยความเย็นชา น้ำเสียงชราภาพอย่างชัดเจน ดูแล้วอาวุโสกว่ามู่หลิงซวีอีกหลายปี
โม่หยางหรี่ตา มองไปยังเกี้ยวหลังนั้น สีหน้าค่อยๆ เย็นลง พร้อมกล่าวด้วยเสียงเย้ยหยัน “ไอ้เฒ่าทั้งหลาย คราวนี้พวกเจ้าเตรียมพร้อมไว้ดีเชียวนะ ข้าน่าจะขอบคุณด้วยซ้ำที่จัดค่ายกลไว้ต้อนรับ”
“เจ้าหนู การมีชีวิตอยู่ไม่ดีกว่าหรือ? ข้าได้ยินว่าเบื้องหลังเจ้าคือสำนักหยางสวรรค์ ว่ากันว่าเป็นสำนักลึกลับ วันนี้ข้าอยากเห็นนัก หากข้าสังหารเจ้าแล้ว สำนักหยางสวรรค์จะทำอย่างไร!”
สิ้นเสียงนั้น แรงกดดันมหาศาลก็แผ่กระจายออกมาจากเกี้ยวนั้น ดุจคลื่นน้ำป่าโหมกระหน่ำเข้าใส่โม่หยาง
บรรดาผู้ฝึกยุทธ์รอบข้างต่างหน้าซีดเผือด รีบถอยร่นออกไปทันที…
สีหน้าของโม่หยางเคร่งขรึม แรงกดดันที่แผ่กระจายออกมาจากในเกี้ยวนั้น รุนแรงยิ่งกว่ามู่หลิงซวีอย่างเห็นได้ชัด มันราวกับภูผาสูงหมื่นจั้งพุ่งลงมาทับร่างเขาโดยตรง
“ไอ้เด็กบ้า! เจ้าแก่นี่ถึงขั้นมหาเซียนระดับสูงสุดแล้วนะเว้ย! รีบเผ่นเหอะ ข้าดูแล้วกระดูกมันคงเคี้ยวยากไม่ใช่น้อยเลย!” เจ้าหมาน้อยถึงกับอ้าปากค้าง ร้องเตือนโม่หยางเสียงเร่งร้อน
แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร เสียงเย็นชาอันทรงอำนาจจากในเกี้ยวก็ดังขึ้นอีก
“หึ! จะหนีงั้นหรือ? ช้าไปแล้ว!”
แรงกดดันแผ่ขยายยิ่งกว่าเดิม ราวคลื่นมหาสมุทรถาโถมเข้ามาทุกทิศทาง
ทว่า…เจ้าหมาน้อยกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แม้แต่น้อย อย่างไรเสีย มันเคยไปถึงระดับนี้มาแล้ว ต่อให้พลังวิญญาณยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่ แต่แรงกดดันระดับนี้ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของมันเลย
แต่โม่หยางไม่เหมือนกัน แรงกดดันมหาศาลที่บดทับลงมา ทำให้เขารู้สึกราวกับทั้งร่างกำลังจะถูกขยี้เป็นผง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงดังกรอบแกรบอย่างน่าขนลุก
ผู้ชมที่รายล้อมต่างล่าถอยไปไกล ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อย ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ไอ้เด็กคนนี้จบสิ้นแล้วแน่ๆ … บรรพจารย์สกุลมู่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ต่อให้เป็นเซียนยุทธ์ยังยากจะรับมือได้!” ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งเอ่ยเสียงสั่น
“ขั้นมหาเซียนสูงสุด… บุคคลเช่นนี้ แม้แต่ทั่วทั้งแผ่นดินก็มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น!” คนที่พูดคราวนี้คือเนี่ยอวิ๋น เขาเพ่งมองโม่หยางด้วยแววตาตกตะลึง ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมโม่หยางถึงกล้าท้าทายกับตัวตนระดับนี้
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มเงาร่างหลายสายก็ร่อนลงมาจากกลางอากาศ ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ทว่าพวกเขาเพียงแค่ยืนมองอย่างเงียบงัน มิได้ออกหน้าขัดขวางแม้แต่น้อย ราวกับเปิดทางให้บรรพจารย์สกุลมู่ลงมือเอง
โม่หยางพยายามเร่งหมุนเวียนปราณอย่างสุดกำลัง แต่พลังปราณป้องกันที่ปล่อยออกมาเพียงพริบตาก็ถูกแรงกดดันอัดย้อนกลับเข้าไปในร่างโดยตรง
เขาหันไปตะโกนเรียกเจ้าหมาน้อยเบาๆ “เจ้าฟื้นตัวมานานขนาดนี้ ยังจะไม่ลงมืออีกหรือ!”
“เจ้า…ไอ้เด็กเวร!” เจ้าหมาน้อยฟังแล้วอยากกัดคนด้วยความโมโห “เจ้าคิดจะหลอกใช้ข้าใช่ไหม! มิน่าล่ะถึงยัดโอสถให้ข้าเป็นกำ…!”
มองเห็นโม่หยางเริ่มหน้าซีด ตัวสั่น เจ้าหมาน้อยก็กัดฟันกรอด “เอาวะ…วันนี้ข้าจะช่วยเจ้าอีกครั้ง! แต่ขอบอกก่อนนะ ไอ้แก่สองตัวนี้มันเกินกว่าที่ข้ารับมือได้!”
ทันใดนั้น มันแหงนหน้าคำรามเสียงดัง
วู้วววววววววว!
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดินดุจดั่งเสียงมังกรเก้าสวรรค์ เสียงคำรามสะเทือนไปทั่ว คลื่นเสียงพุ่งกระจายออกไป ปัดเป่าแรงกดดันรอบบริเวณจนหมดสิ้น!
ทันใดนั้น ขบวนตระกูลมู่ก็ระส่ำระสายทันที!
อสูรทั้งสี่ตัวที่ลากเกี้ยวอยู่พลันสั่นสะท้านจนทรุดตัวลงกับพื้น แม้แต่เสือปีกเหล็กที่ว่ากันว่าทรงพลังยังส่งเสียงโหยหวนสั่นเทา ย่อตัวหมอบราบกับพื้นอย่างหวาดกลัว
ฉากตรงหน้าเล่นเอาผู้ชมเบิกตาค้าง!
“อะ…อะไรกันเนี่ย?”
“แค่…สุนัขตัวหนึ่ง? มันเป็นตัวอะไรแน่!?”
ก่อนหน้านี้ทุกคนคิดว่าเจ้าหมาน้อยเพียงแค่เปิดวิญญาณธรรมดาเท่านั้น แต่เสียงคำรามเมื่อครู่กลับสามารถทำให้เวหาสะท้าน คลื่นเสียงราวคลื่นมหาสมุทรคลั่งซัดกระหน่ำ
และที่สำคัญที่สุดคือเสือปีกเหล็กและกิเลน สัตว์อสูรจากบรรพกาลที่ขึ้นชื่อเรื่องพลังอันดุร้าย กลับแสดงท่าทีหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน สั่นสะท้านจนไม่กล้าขยับ
“เจ้าหมานี่…ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!” เสียงของผู้อาวุโสเฒ่าแห่งตระกูลมู่ดังออกมาจากเกี้ยว น้ำเสียงเจือความตื่นตระหนก
“เจ้าสิหมา! บิดาเจ้าก็เป็นหมา! ทั้งโคตรเจ้าก็เป็นหมาโว้ย!!” เจ้าหมาน้อยระเบิดอารมณ์โต้กลับเสียงลั่น พร้อมแยกเขี้ยวคำรามใส่เกี้ยวอย่างดุร้าย
แม้พลังวิญญาณของมันยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่ตอนนี้ก็พอแตะขั้นเซียนยุทธ์ได้แล้ว มันตั้งใจซ่อนตัวไว้มาตลอด แต่ไม่คาดว่าจะถูกโม่หยางลากออกมาใช้แบบนี้
“เจ้าสัตว์อัปมงคล!!” บรรพจารย์สกุลมู่โกรธจัด ส่งเสียงฮึดฮัด พร้อมเหวี่ยงฝ่ามือออกมา
ฝ่ามือนั้นแห้งเหี่ยวราวกับกิ่งไม้ผุพัง หนังเหี่ยวย่นดุจเปลือกไม้ตาย แต่สิ่งที่น่ากลัวคือมันสามารถยืดขยายราวไม่มีขอบเขต พริบตาเดียวก็ทะลวงมาถึงหน้าโม่หยางกับเจ้าหมาน้อยพุ่งใส่อย่างหมายสังหาร
“โฮ่ววววววววว!!”
เจ้าหมาน้อยแยกเขี้ยว คำรามอีกครั้งอย่างดุร้าย ก่อนจะสะบัดกรงเล็บตะปบใส่อย่างสุดกำลัง
บูม!!
เสียงระเบิดกึกก้องดังสนั่น คลื่นพลังมหาศาลพุ่งกระจายออกมาราวพายุ!
เจ้าหมาน้อยปลิวกระเด็นไปไกลหลายสิบจั้ง ส่วนโม่หยางก็ถูกแรงกระแทกซัดปลิวออกไปเช่นกัน
ผู้คนรอบด้านถึงกับอ้าปากค้างเสียงอุทานดังขึ้นรอบทิศ
“อย่าบอกนะ…ว่าไอ้หมานั่นคือเทพอสูรบรรพกาล!?”
ไม่ใช่แค่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ตกใจ เสียงอุทานอย่างตกตะลึงก็ดังออกมาจากเกี้ยวทั้งสองหลังของตระกูลมู่ ผู้อาวุโสทั้งสองแห่งตระกูลมู่ถึงกับหลุดอุทานพร้อมกัน!
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนเองก็ต่างหน้าซีดเผือด
พวกเขาอาจไม่รู้รายละเอียดของโม่หยางมากนัก แต่ทุกคนต่างรู้ว่าเขาเต็มไปด้วยความลับไม่ว่าจะเป็น สมบัติจักรพรรดิ วิชาลับระดับสูง หรือพลังที่ไม่อาจคาดเดา
แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ทำให้พวกเขาหวาดหวั่นได้เท่าสุนัขดำที่ตามเขาอยู่…ซึ่งในตอนนี้ แท้จริงแล้วกลับเป็นเทพอสูรบรรพกาล!