- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 217 ได้ฟังวสันต์หวนคืนอีกครา
บทที่ 217 ได้ฟังวสันต์หวนคืนอีกครา
บทที่ 217 ได้ฟังวสันต์หวนคืนอีกครา
เมื่อเห็นเจ้าหมาน้อยกระโดดออกทางหน้าต่างหนีหายไปอย่างคล่องแคล่ว โม่หยางก็หน้าดำคล้ำขึ้นทันตา ไอ้เจ้าสัตว์ขี้โกงนี่หนีไวนักนะ
ขณะนั้น สาวน้อยนางหนึ่ง ยืนพิงกรอบประตู ใบหน้างามเปื้อนรอยยิ้มเงียบๆ มองมายังโม่หยาง
หากเป็นคนทั่วไปได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง คงกล่าวว่าน่ารักยิ่งนัก บางคนอาจหลงใหลลุ่มหลงเอาง่ายๆ ทว่าในสายตาของโม่หยางกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง... จะมีสักกี่คนในโลกที่สามารถทำให้เจ้าหมาน้อยเพียงเห็นหน้าครั้งเดียวก็รู้สึกกลัวขึ้นมาได้?
นางผู้นี้คือคนแรก!
“ข้าไม่สนใจ!” โม่หยางส่ายหน้าทันที
บรรดาโอรสสวรรค์แห่งยุทธภพ ส่วนมากเขาไม่รู้จัก ต่อให้รู้จักบ้างก็ไม่มีความสนิทสนม ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อน เขาจึงไม่สนใจอยากไปสุงสิงด้วย
“น้องชาย เจ้าไม่ไปจริงหรือ?” ดวงตาอันแวววาวของสาวน้อยหันมามอง ยามเปล่งวาจานั้นประกายแห่งปัญญาแผ่กระจายไปทั่วร่าง แลดูมีชีวิตชีวาอย่างยากจะพรรณนาได้
“ไม่ไป!” โม่หยางปฏิเสธหนักแน่น
ช่วงนี้เขายังเอาตัวเองแทบไม่รอด วันแต่งงานก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จิตใจก็ยิ่งอึดอัดไร้ช่องว่าง เขาไม่มีอารมณ์จะไปยุ่งกับเรื่องพรรค์นี้ อีกทั้งยังไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับพวกที่เรียกกันว่าโอรสสวรรค์เหล่านั้นด้วย
“น้องชาย เจ้านี่มีเอกลักษณ์ดีจริงๆ นะ พี่สาวชอบเจ้ามาก!” หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ “แต่หากคืนนี้เจ้าไม่ไป อาจจะเสียใจภายหลังก็ได้นะ ข้าได้ยินมาว่า เมิ่งเซียนอินจากสำนักเสียงเซียนก็อยู่ที่นั่นด้วย เจ้าจะไม่ไปดูนางหน่อยหรือ? นางคือเทพธิดาแห่งสำนักเสียงเซียนเชียวนะ!”
โม่หยางขมวดคิ้วทันที หญิงสาวผู้นี้ไม่เพียงรู้ว่าเขาเป็นใคร ยังรู้อะไรมากกว่านั้นอีกด้วย
เห็นชัดว่านางจงใจหยอกเขา ทั้งที่เขากับเมิ่งเซียนอินไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกัน จุดเดียวที่คนพูดถึงได้ก็คือเหตุการณ์ที่เขาแอบดูนางอาบน้ำ ไม่สิ บังเอิญเห็นนางขณะอาบน้ำ แล้วข่าวลือยังแพร่สะพัดออกไป
“ข้ากับนางไม่สนิทกัน และข้าก็ไม่สนใจนางเช่นกัน!” โม่หยางสีหน้าเริ่มเย็นชา
ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดคือการถูกใครสักคนจับตา เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหญิงสาวคนนี้ แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับดูจะรู้จักเขาไม่น้อย
โม่หยางขมวดคิ้วจ้องมองนาง แล้วกล่าวเสียงหนักแน่นว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ามีภูมิหลังไม่ธรรมดา หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าคงเป็นคุณหนูของตระกูลใหญ่ แม้ข้าไม่รู้ว่าเจ้าต้องการอะไรจากข้า แต่ข้าอยากเตือนว่า อย่ามายุ่งกับข้าดีกว่า... ดวงข้าไม่ดีนัก ใครมายุ่งกับข้ามักจะชะตาขาด!”
หญิงสาวฟังจนจบ รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มเลือนหาย สายตาก็เริ่มจริงจังขึ้น ดวงตาใสจ้องมองมา แล้วถามว่า “นี่เจ้ากำลังข่มขู่ข้าอยู่หรือ?”
โม่หยางตอบเสียงราบเรียบ “เจ้าจะคิดเช่นนั้นก็ได้!”
เมื่อบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ดูเหมือนหญิงสาวจะเตรียมตัวลงมือเสียแล้ว ทว่าในลมหายใจนั้นนางกลับหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “น้องชาย ไม่ต้องตื่นตระหนก พี่สาวไม่รังแกเจ้าหรอก!”
โม่หยางขมวดคิ้ว แต่ยังไม่คลายความระวัง
“ไปเถิด พี่สาวจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตา คนโบราณว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เจ้ากับพวกนั้นสักวันก็ต้องมีเรื่องกันอยู่ดี!”
หญิงสาวเอ่ยพลางหันหลังก้าวเดินจากไป
โม่หยางยืนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่านางก็พูดมีเหตุผลอยู่บ้าง และถ้าคนพวกนั้นรู้จักหญิงสาวผู้นี้ เขาก็อาจจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วนางคือใคร
“ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าเป็นอสุรกายตัวไหน!” โม่หยางพึมพำ จากนั้นก็เดินตามนางออกจากโรงเตี๊ยม
ภายใต้เงาราตรี เมืองเสวียนเทียนยังคงครึกครื้น ถนนหนทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าและแผงขายของมากมาย เสียงตะโกนเรียกลูกค้าไม่ขาดสาย เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาด ทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองไร้ราตรี ไฟสว่างดั่งกลางวัน แม้ยามค่ำคืนผู้คนก็ยังเบียดเสียดแน่นขนัด
หญิงสาวเดินชมร้านไปพลาง หยิบของที่ถูกใจใส่ในแหวนเก็บของโดยไม่ลังเล ใช้จ่ายด้วยเงินที่ปล้นมาจากโม่หยางอย่างไม่เกรงใจ ทำเอาโม่หยางแทบอยากจะกระอักเลือด
พวกเขาเดินอ้อมมาหลายตรอก เสียงน้ำไหลแว่วเข้าหู เมื่อมองไปก็เห็นว่าในเมืองเสวียนเทียนยังมีแม่น้ำสายหนึ่ง สองฝั่งแม่น้ำมีผู้คนมากมาย บ้างลอยกระทงไฟ บ้างล่องเรือไปมา
หญิงสาวชี้ไปยังหอใหญ่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำแล้วกล่าวว่า “ก็คือที่นั่นแหละ คึกคักใช่ไหมล่ะ!”
โม่หยางแหงนหน้ามอง หอคอยนั้นสูงเจ็ดชั้น แต่ละชั้นประดับตกแต่งงดงาม ลวดลายละเอียดวิจิตร ปลายชายคาทั้งสี่ห้อยโคมแดงทุกมุม แสงไฟจากด้านในส่องลอดช่องหน้าต่างออกมา ทำให้ทั้งอาคารดูสว่างไสวยิ่ง
ตึง…
ขณะนั้นเอง เสียงพิณหนึ่งสายดังขึ้นจากในหอคอย คล้ายระลอกคลื่นแผ่กว้างออกไปทั่วสี่ทิศ
ในพริบตา เสียงจอแจโดยรอบพลันเงียบลง ทุกคนหยุดก้าวเดิน หันไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน
ตึง…
เสียงพิณอีกระลอกดังขึ้น อ่อนโยนราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านใบหน้า แฝงด้วยความอบอุ่น ทำให้ผู้คนรู้สึกสงบและผ่อนคลายยิ่ง
ในชั่วขณะนั้น เหมือนกับฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไป ลมหนาวแห่งราตรีคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นสายลมอันอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิที่โบกพัดผ่านหัวใจ ทำให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกสบายอย่างไม่อาจอธิบายได้
เพียงสองท่อนเสียงพิณ ก็ทำให้ผู้คนรอบด้านเคลิบเคลิ้ม บ้างถึงกับหลับตาแหงนหน้าฟังอย่างหลงใหล
“เสียงพิณนี้…” โม่หยางขมวดคิ้วมองไปยังอาคาร รู้สึกคุ้นหูอยู่บ้าง ราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
“เป็นอย่างไรเล่า ข้าไม่ได้หลอกเจ้าจริงไหม?” หญิงสาวหัวเราะพลางเหลือบมองโม่หยาง
โม่หยางตกใจเล็กน้อย แล้วพลันนึกขึ้นได้ว่าเมิ่งเซียนอินก็มาที่นี่ด้วย ไม่แปลกที่เขารู้สึกคุ้นกับเสียงนี้
“บทเพลงนี้ชื่อว่า วสันต์หวนคืน”
โม่หยางนึกย้อนกลับไป เจ้าหมาน้อยเคยบอกเขาว่านี่คือหนึ่งในบทเพลงเทพประจำสำนักเสียงเซียน
“น้องชาย เจ้าเมื่อครู่นี้ยังพูดว่าไม่สนใจเทพธิดาแห่งสำนักเสียงเซียนแท้ๆ แต่แค่สองท่อนเสียงพิณกลับสามารถจำชื่อเพลงได้ แถมยังดูจะรู้จักนางดีเสียด้วย?”
โม่หยางขมวดคิ้วตอบ “นางเคยใช้เพลงนี้พยายามฆ่าข้า ใช้เสียงดนตรีเข้าสู่หนทางแห่งเต๋า สามารถฆ่าคนโดยไร้รูป หากไม่ระวังมีหวังตายโดยไม่รู้ตัว!”
หญิงสาวกระพริบตา “ดูเหมือนน้องชายจะไม่ธรรมดา เพราะข้าได้ยินมาว่านางไม่เคยได้เปรียบเจ้าสักครั้ง!”
“เพราะวิชาของข้ามีคุณสมบัติต้านทานกับเสียงดนตรีของนางเท่านั้น หากเป็นคนอื่น ผลลัพธ์คงไม่เหมือนกัน” โม่หยางถอนใจเบาๆ ดวงตาซ้ายของเขาหลอมรวมกับดวงตาเทพยุคโบราณ เรียกได้ว่าเป็นศัตรูโดยธรรมชาติของเมิ่งเซียนอิน
หญิงสาวไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เพียงกล่าวสั้นๆ “ไปกันเถอะ ขึ้นไปดูใกล้ๆ ดีกว่า”
เสียงพิณยังคงแว่วมาอย่างต่อเนื่อง เมืองเสวียนเทียนค่อยๆ สงบลง ผู้คนตามถนนล้วนหยุดยืน เงยหน้าหลับตา ซึมซับเสียงเพลงอย่างลุ่มหลง
โม่หยางกับหญิงสาวเดินข้ามสะพานหิน มุ่งหน้าไปยังชั้นที่เจ็ดของอาคาร เสียงพิณชักนำสายตาทุกผู้คนจนแม้แต่ระเบียงก็แน่นขนัดไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์
มีบางคนจำได้ว่าเขาคือใคร ต่างก็แสดงสีหน้าแปลกใจ บางคนรีบถอยไปข้างทางทันที
แม้โม่หยางจะไม่ใช่โอรสสวรรค์ที่ใครเคารพนับถือ แต่ชื่อเสียงเรื่องกล้าหาเรื่องไปทั่วจนถึงกับขัดแย้งกับหลายฝ่ายใหญ่ ทำให้มีคนไม่น้อยนับถือในความกล้าของเขา
หญิงสาวไม่สนใจใดๆ เปิดประตูห้องชั้นเจ็ดที่มีลวดลายแกะสลัก แล้วเดินเข้าไปโดยไม่ลังเล
ในห้องมีคนอยู่ร่วมหลายสิบคน ส่วนมากโม่หยางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ก็มีอยู่บ้างที่ดูคุ้นเคย
และทันทีที่เขาก้าวเข้ามา ทั้งห้องก็เงียบกริบลงทันที แม้แต่เสียงพิณที่ดังต่อเนื่องก็หยุดลงโดยสิ้นเชิง.