เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 211 ตำหนักวิญญาณขั้นราชันยุทธ์

บทที่ 211 ตำหนักวิญญาณขั้นราชันยุทธ์

บทที่ 211 ตำหนักวิญญาณขั้นราชันยุทธ์


เมื่อเห็นเจ้าหมาน้อยกำลังจะอาละวาด โม่หยางจึงรีบส่งสายตาเตือนให้มันสงบลง เพราะชายชราคนนี้ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดแก่เขามาก แม้ทั่วทั้งร่างจะไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของพลังปราณใดๆ แต่เขากลับรู้สึกว่าชายชรานี้ไม่ใช่คนธรรมดา

ลึกๆ ในใจโม่หยางอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเมื่อคืน คนที่ลอบลงมือสังหารจะเป็นชายชราคนนี้หรือไม่ ตอนนี้เขายังไม่อาจแยกแยะได้ว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรหรือศัตรู

ชายชราคว้าไก่ย่างจากบนโต๊ะมากินอย่างเอร็ดอร่อย น้ำมันสีเหลืองทองไหลเยิ้มไปตามมุมปาก ทำให้เจ้าหมาน้อยมองดูอย่างตะลึงงัน

เพียงเวลาแค่ชั่วจิบชา ชายชราก็กินไก่ย่างตัวอ้วนๆ จนหมดเกลี้ยง จากนั้นดึงกระดูกน่องไก่ออกจากปาก ใช้แขนเสื้อปาดปากสองสามครั้ง ก่อนเรอเสียงดังออกมาติดต่อกันจนเจ้าหมาน้อยตกใจรีบกระโดดหลบ ชายชราจึงแสดงสีหน้าพอใจอย่างเต็มที่

“เจ้าหนู ตาแก่คนนี้มันตัวอะไรกันแน่?” เจ้าหมาน้อยอยากอาละวาดเต็มที แต่เห็นสีหน้าโม่หยางผิดปกติ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

ชายชราเหลือบตามองเจ้าหมาน้อย พลางหัวเราะเบาๆ “ข้าเป็นคน ไม่ใช่ผี!”

จากนั้นจึงมองเจ้าหมาน้อยพร้อมเอ่ยว่า “เป็นสุนัขชั้นเยี่ยมจริงๆ ถึงกับมีพลังวิญญาณด้วย!”

พูดจบเขาหันมามองโม่หยาง “เจ้าหนู สุนัขตัวนี้ไม่เลวเลย เจ้าจะขายหรือไม่? เจ้ายังหนุ่มแน่นเต็มไปด้วยพลัง ไม่จำเป็นต้องบำรุงร่างกาย แต่เจ้าสุนัขที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณเช่นนี้ เหมาะแก่การบำรุงพลังบุรุษนัก ถ้าไม่กินคงเสียดายแย่!”

เจ้าหมาน้อยสะดุ้งตัวสั่น รีบแยกเขี้ยวคำรามทันที “กินมารดาเจ้าสิไอ้แก่บ้าเอ้ย! ระวังข้าจะกินเจ้าเสียเอง!”

โม่หยางขมวดคิ้ว ดึงเจ้าหมาน้อยให้เข้ามาใกล้แล้วกล่าวกับชายชรา “ผู้อาวุโส ท่านกินอิ่มดื่มพอแล้ว ถ้ายังไม่พอ ของบนโต๊ะท่านตามสบาย พวกข้าขอตัวก่อน!”

กล่าวจบโม่หยางก็ลุกขึ้น ตั้งใจจะจากไป

ชายชราไม่ได้ขัดขวาง เพียงแต่พอโม่หยางลุกขึ้น เขาก็แคะฟันพลางพูดอย่างสบายใจว่า “เจ้าหนู ช่วงนี้หว่างคิ้วของเจ้ามีเคราะห์ร้าย อาจเกิดภัยถึงเลือดถึงชีวิตได้นะ!”

นี่เป็นคำพูดที่พวกหมอดูเร่ร่อนทั่วไปมักใช้หลอกลวงผู้คน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ร่างของโม่หยางพลันหยุดนิ่งทันที

ไม่นับการลอบโจมตีเมื่อคืนนี้ เพียงแค่เรื่องการแต่งงานระหว่างแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนกับสกุลมู่ ก็เต็มไปด้วยวิกฤตอันตรายมากมายแล้ว

โม่หยางนั่งลงอีกครั้ง มองชายชราอย่างละเอียด ก่อนถามขึ้นอีกครั้ง “ผู้อาวุโสรู้จักข้าจริงๆ หรือ?”

ชายชราส่ายหัวพร้อมยิ้ม “เพียงแค่พบกันโดยบังเอิญเท่านั้น แต่ว่าข้ากินไก่ของเจ้า ดื่มสุราของเจ้า ก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน!”

เจ้าหมาน้อยรีบแทรกขึ้น “เจ้าหนู คำพูดแบบนี้เจ้าก็เชื่อหรือ ตาแก่คนนี้ไม่น่าไว้ใจชัดๆ มองก็รู้แล้วว่าเป็นพวกต้มตุ๋นเร่ร่อนชัดๆ!”

ชายชราไม่สนใจคำพูดนั้นแม้แต่น้อย เพียงแต่ยิ้มเบาๆ มองโม่หยางอีกครั้ง “เจ้าหนู จิตใจเจ้าไม่มั่นคงเช่นนี้ ไม่เหมาะแก่การขึ้นเขาหรอกนะ!”

ใจของโม่หยางพลันสะท้านวูบ คำพูดที่คลุมเครือเช่นนี้หมายถึงอะไร หรือว่าจะเป็นการขัดขวางเขาไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน?

ประเด็นสำคัญคือ ชายชราผู้นี้ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน เรื่องที่เขาจะขัดขวางการแต่งงานนี้ ไม่มีคนนอกล่วงรู้ได้เลย แล้วทำไมชายชราถึงรู้ความคิดในใจเขาได้?

“ข้าเห็นเจ้าหนูมีพรสวรรค์อยู่บ้าง แถมยังมีของวิเศษในตัว วันข้างหน้าย่อมกลายเป็นโอรสสวรรค์อยู่แล้ว รู้ทั้งรู้ว่าหนทางเบื้องหน้าล้วนเต็มไปด้วยอันตราย ข้างหน้ามีเสือร้าย แต่เหตุใดกลับยังเลือกจะมุ่งไปยังขุนเขาแห่งนั้นเล่า เหตุใดถึงไม่ปล่อยวางเรื่องในใจเสียบ้าง?” คำพูดนี้ของชายชราทำให้โม่หยางตะลึงงันไปโดยสมบูรณ์

เจ้าหมาน้อยเองก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันที คำพูดของชายชรานั้นชัดเจนเกินไปแล้ว มันอดไม่ได้ที่จะจ้องมองชายชราอย่างละเอียดจริงจังขึ้นมา

“ผู้อาวุโส...”

โม่หยางเพิ่งจะพูด ชายชราก็ยกมือขึ้นโบกปฏิเสธ ก่อนจะลุกขึ้นอย่างช้าๆ แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าหนูอย่าได้ตกใจไป ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าข้ากับเจ้ามีวาสนา เลยอยากเตือนสักคำสองคำเท่านั้น!”

กล่าวจบชายชราก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมไปทันที

“บัดซบ! เหล้าของข้าถูกไอ้แก่นั่นขโมยไปแล้ว!” เจ้าหมาน้อยหันกลับมาดูบนโต๊ะ จึงพบว่าเหล้าหลายไหหายไปอย่างไร้ร่องรอย มันสบถดังลั่นก่อนรีบวิ่งออกไปตามหา

เวลานี้โม่หยางเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะกลับมียันต์นำโชควางทิ้งไว้แผ่นหนึ่ง นี่เป็นยันต์ธรรมดาที่พบได้ทั่วไปในเมืองต่างๆ ส่วนใหญ่มักไว้ให้เด็กๆ พกติดตัว

เขาหยิบมันขึ้นมาดูอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ โม่หยางจึงเก็บมันไว้ในอกเสื้อเงียบๆ

ไม่นาน เจ้าหมาน้อยก็กลับมาพร้อมสบถเสียงดัง “ซวยจริง! ตาแก่คนนั้นมือไม้ไวมาก เห็นชัดว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ขโมยของกินคนอื่นไปแบบนี้!”

โม่หยางมองมันอย่างเงียบๆ แล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าก็เถอะ เหล้าพวกนั้นเจ้าเองก็ขโมยมาไม่ใช่หรือไง?”

เจ้าหมาน้อยมองค้อนแล้วพูด “ก็แค่เฒ่าต้มตุ๋นคนหนึ่ง! แต่เขาน่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดา ถ้าเป็นคนทั่วไป ไม่มีทางขโมยเหล้าของข้าไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนั้นได้หรอก!”

...

หลังจากออกจากโรงเตี๊ยม โม่หยางกับเจ้าหมาน้อยก็พากันออกจากเมืองเล็กนั้น เจ้าหมาน้อยขมวดคิ้วกล่าวขึ้นด้วยความครุ่นคิด “เจ้าหนู คิดไปคิดมา ข้าว่าไอ้เฒ่าคนนั้นมันแปลกชะมัด คำพูดของมันเหมือนพยายามจะขัดขวางเจ้า!”

โม่หยางสีหน้าเรียบนิ่ง เอ่ยเสียงต่ำ “ข้าตัดสินใจไปแล้ว ต่อให้ใครมาขวางก็ไร้ประโยชน์ เดิมทีข้าก็คิดว่าเรื่องแต่งงานนี้ไม่เกี่ยวกับข้า แต่ยิ่งนานไป ข้ายิ่งรู้สึกว่า หากไม่ทำลายพิธีนี้ให้พังพินาศ ข้าจะต้องมีสิ่งที่ค้างคาใจไปชั่วชีวิต”

“เจ้าหนู คิดหาทางหนีไว้หรือยัง ถึงเวลานั้นแม้แต่ดินแดนตอนนกลางเจ้าก็จะไม่มีที่ยืน!”

โม่หยางเงียบ ไม่ตอบ ร่างของเขาก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆ “ข้า...ไม่เคยคิดหนี”

หลายวันถัดมา โม่หยางกับเจ้าหมาน้อยอาศัยยามค่ำคืนลอบกลับเข้าสู่เมืองเสวียนเทียน ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาไม่หยุดฝึกฝนแม้แต่น้อย บัดนี้ระดับพลังของเขาบรรลุถึงขอบเขตสูงสุดของขั้นราชันยุทธ์แล้ว อีกทั้งยังได้เข้าใจม้วนอักษรแปรอยู่ไม่น้อย เวลานี้หากเขาใช้ม้วนอักษรแปร ก็สามารถแปลงโฉมใบหน้าได้แล้ว เพียงแต่สามารถคงอยู่ได้แค่หนึ่งก้านธูปเท่านั้น

เมื่อกลับถึงเมืองเสวียนเทียน เจ้าหมาน้อยก็อ้างว่าจะช่วยโม่หยางสืบข่าว แล้วก็กลับเข้าสู่วิถีชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง ออกไปตอนค่ำ กลับมาตอนรุ่งเช้า ทว่าในเวลาเดียวกันก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าโรงประมูลหลายแห่งถูกปล้น โอสถและสมุนไพรล้ำค่าถูกกวาดเกลี้ยง ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือของมัน

ส่วนโม่หยาง นอกจากการฝึกยุทธ์แล้ว ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรุงโอสถอยู่ในหอจักรพรรดิดารา

ไม่กี่วันให้หลัง โม่หยางปรับลมหายใจนั่งสมาธิอยู่นานหลายชั่วยาม แล้วเริ่มบุกทะลวงสู่ขั้นเหนือสามัญ การทะลวงขอบเขตครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่ง

ทว่าเมื่อทะลวงเสร็จสิ้น โม่หยางกลับพบว่าตน...ยังไม่ถึงขั้นเหนือสามัญ!

เพราะภายในร่างของเขา กลับมีตำหนักวิญญาณปรากฏขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง!

โม่หยางถึงกับนิ่งงันในทันใด เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่เดิมเขามุ่งมั่นจะก้าวสู่ขั้นเหนือสามัญ โดยไม่แม้แต่จะตั้งใจเปิดตำหนักวิญญาณ แล้วเหตุใดถึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้

ด้วยประสบการณ์ก่อนหน้า โม่หยางย่อมมีเงื่อนไขในใจต่อตำหนักวิญญาณ แม้ว่าการเปิดตำหนักจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น มีรากฐานมั่นคงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นพันธนาการที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้

ยามอยู่ในขั้นจ้าวยุทธ์ เขาเปิดตำหนักวิญญาณสองแห่ง กว่าจะทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์ต้องล้มเหลวถึงหลายครา และสุดท้ายต้องพึ่งพาการทำลายผนึกจึงจะก้าวข้ามได้

แม้แต่ขั้นจ้าวยุทธ์ก็เกือบทำให้เขาสิ้นหวัง แล้วนับประสาอะไรกับขั้นราชันยุทธ์!

ขณะเดียวกัน เมื่อเจ้าหมาน้อยกลับมา มันก็นำข่าวใหญ่มาบอกแก่โม่หยาง พิธีแต่งงานระหว่างสกุลมู่และแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ได้กำหนดวันเรียบร้อยแล้ว คืออีกครึ่งเดือนข้างหน้า!

จบบทที่ บทที่ 211 ตำหนักวิญญาณขั้นราชันยุทธ์

คัดลอกลิงก์แล้ว