เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 202 ย่ำราตรีขึ้นเขา

บทที่ 202 ย่ำราตรีขึ้นเขา

บทที่ 202 ย่ำราตรีขึ้นเขา


ในความคิดของโม่หยาง หากไม่กล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงแค่ในอดีตที่อวี้เหยาเคยมอบดอกเกล็ดมังกรเก้ากลายให้แก่เขาเพื่อช่วยทำลายพันธนาการตำหนักวิญญาณ จนเขาสามารถทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์ได้ นี่ก็ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวงยิ่งแล้ว

นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ในดินแดนลับ นางยังยอมสละหมากแม่แห่งกระดานหมากล้อมบรรพกาล เพื่อต่อรองกับสำนักต้าต้าว

โม่หยางรู้ดีอยู่แก่ใจ แม้เบื้องหน้าสำนักต้าต้าวจะรับปากว่าจะไม่ตามฆ่าเขา แต่เบื้องหลังคงไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่อวี้เหยามีต่อเขานั้นย่อมประเมินค่าไม่ได้

แม้โม่หยางจะไม่เคยใส่ใจเรื่องความรักมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะไม่ต้องการผูกพันกับใคร อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะในตอนนี้เขายังอ่อนแอเกินไป จึงไม่อาจสนใจเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาว แต่เขาก็มิใช่ท่อนไม้ไร้หัวใจ ความรู้สึกที่อวี้เหยามีให้ เขาย่อมรับรู้ได้เป็นอย่างดี

เมื่อเห็นโม่หยางนิ่งเงียบ เจ้าหมาน้อยจึงเริ่มร้อนใจ กล่าวขึ้นว่า “เจ้าหนู เจ้าไม่คิดจะถามหน่อยหรือว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์จะถูกจับคู่กับใคร?”

มันพูดต่อไปว่า “ข้าเกรงว่าแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนคงถูกบีบจนถึงทางตัน หลังจบการเดินทางในดินแดนลับ ผู้คนในยุทธภพต่างพูดคุยคาดเดาความสัมพันธ์ของเจ้ากับธิดาศักดิ์สิทธิ์กันไปต่างๆ นานา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ตัวไหนที่คิดแผนชั่วนี้!”

โม่หยางขมวดคิ้ว ถามกลับด้วยความอดทนไม่ได้ “ใครกัน?”

“เจ้าหนู จะมีใครได้อีก? เจ้าก็เคยบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าเจ้าหนูสกุลมู่นั่นจ้องอวี้เหยามานานแล้ว!”

“พวกแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนมันสมองเสียกันหมดหรือไง ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้ากับสกุลมู่เป็นศัตรูไม่เผาผี แต่กลับยอมรับการแต่งงานกับสกุลมู่ นี่มันจงใจทำให้เจ้าขยะแขยงชัดๆ!”

“เจ้าลองเล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ละเอียดหน่อย!” โม่หยางกล่าวขึ้น

“เจ้าหนู มันไม่มีรายละเอียดอะไรมากหรอก พูดง่ายๆ คือสกุลมู่ต้องการฉวยโอกาสซ้ำเติม ได้ข่าวว่าสกุลมู่มีบรรพบุรุษที่ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่ง ได้พาเจ้าหลานเวรอย่างมู่เซียวไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนเพื่อเจรจาเรื่องแต่งงาน เจ้าพวกแดนศักดิ์สิทธิ์นั่นกลับไม่ปฏิเสธ นี่ล่ะคือรายละเอียดทั้งหมดที่ข้าได้ยินมาเมื่อครู่นี้!”

โม่หยางรู้สึกตกใจอยู่บ้าง สกุลมู่กลับมีบรรพบุรุษที่ยังมีชีวิตอยู่อีกหนึ่งคน แค่คนก่อนที่เขาเคยเจอก็แข็งแกร่งเกินไปมากแล้ว ครั้งที่แล้วหากไม่ได้ศิษย์พี่รองออกมือช่วย เขาคงต้องตายไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับปรากฏขึ้นมาอีกคนหนึ่งเสียอย่างนั้น

ขณะเดียวกัน โม่หยางก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจ ตระกูลใหญ่แห่งดินแดนตอนกลางเหล่านี้แต่ละแห่งช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ที่สามารถติดอยู่ในเจ็ดตระกูลใหญ่ ย่อมมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว

“เจ้าหนู ข้าเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟังหมดแล้ว เจ้าตัดสินใจเอาเองเถอะ ปู่เจ้าจะออกไปดื่มสุราแล้ว!” เจ้าหมาน้อยกล่าวจบก็กระโดดทะลุหน้าต่างหายวับไปทันที

โม่หยางเงียบไปนาน ก่อนจะหลับตาลงบำเพ็ญตนต่อไป

หลังจากผ่านการบำเพ็ญไปหลายวัน เขาเริ่มมีความเข้าใจในม้วนอักษรแปรมากขึ้น แม้จะยังแค่เพียงผิวเผิน แต่ก็เริ่มเห็นทางที่ชัดเจน

ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ดินแดนตอนกลางทั้งหมดต่างเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ระยะหลังนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องมากมาย ดินแดนตอนกลางแต่เดิมก็ไม่สงบอยู่แล้ว เมื่อแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงไม่กี่วันก็ถูกผลักไปอยู่ตรงกลางของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อเผชิญหน้ากับเสียงโจมตีจากยุทธภพ ในที่สุดแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนก็ยอมตกลงรับข้อเสนอแต่งงานจากสกุลมู่

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การปรากฏตัวของบรรพบุรุษสกุลมู่ที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้น มีผลกระทบต่อเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

เจ้าหมาน้อยมักออกไปเที่ยวเตร่กินดื่มยามค่ำคืนอย่างสบายใจ

ส่วนโม่หยาง ตั้งแต่เขามาถึงเมืองเสวียนเทียน เขาก็อยู่แต่ในโรงเตี๊ยมบำเพ็ญตลอด ไม่เคยแสดงความสนใจต่อเรื่องที่โลกภายนอกวิจารณ์แม้แต่น้อย

ช่วงวันแรกๆ เจ้าหมาน้อยยังคอยพูดถึงเรื่องแต่งงานระหว่างสกุลมู่กับแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เห็นโม่หยางไม่แสดงท่าทีชัดเจน เจ้าหมาน้อยก็ไม่พูดเรื่องนี้อีกต่อไป

หลังจากมาถึงเมืองเสวียนเทียน เจ้าหมาน้อยก็ปล่อยตัวอิสระอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพบตัว เจ้าตัวร้ายนี้ถึงขั้นสำเร็จในการทำความเข้าใจอักขระเทพจากหอจักรพรรดิดาราชั้นแรก ทำให้มันสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ได้ชั่วคราว

ค่ำคืนนี้ หลังเจ้าหมาน้อยกลับมาที่โรงเตี๊ยมและไม่เห็นใครอยู่ ก็เข้าใจว่าโม่หยางเข้าไปฝึกในหอจักรพรรดิดารา มันจึงไม่สนใจและกลับออกไปเที่ยวอีกครั้ง

แต่ความจริงแล้ว โม่หยางได้จากเมืองเสวียนเทียนไปแล้ว

ค่ำคืนเหน็บหนาว ลมเย็นพัดแรง โม่หยางร่อนลงอย่างเงียบเชียบที่นอกแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน สายตามองไปยังยอดเขาเขียวขจีที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบเบื้องหน้า

โม่หยางเคยมาที่นี่หลายครั้ง จึงคุ้นเคยเส้นทางดี และขึ้นไปยังยอดเขาอย่างเงียบงัน

เมื่อก้าวขึ้นถึงยอดเขา เขาก็เปิดประตูสวนเข้าไป เห็นร่างงดงามในชุดขาวกำลังนั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้จักรพรรดิ

อวี้เหยานั่งขัดสมาธิเงียบงัน เส้นผมสีดำขลับราวแพรไหมปลิวพลิ้วหล่นจากบ่าลงถึงช่วงเอว แม้เพียงนั่งนิ่งอยู่เฉยๆ ก็ยังเปล่งประกายเสน่ห์อันโดดเด่น ล้ำลึกเกินใคร

ไม่รู้เพราะหลงอยู่ในภวังค์แห่งการหยั่งรู้มหามรรคาลึกซึ้ง หรือเพราะเหตุอื่นใด อวี้เหยาจึงมิได้รู้สึกถึงการมาถึงของโม่หยางเลย

นางยังคงนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้จักรพรรดิ รอบกายมีแสงสีขาวจางบางไหลเวียนไปมา ราวกับธิดาเซียนที่ตกสวรรค์ลงสู่โลกมนุษย์ งามสง่าหาใครเปรียบมิได้

โม่หยางยืนสงบอยู่ในความมืด มือไพล่หลัง พลางมองหญิงสาวผู้นี้ด้วยสายตาจริงจังเป็นครั้งแรก

ใบหน้าของนางนั้น… เรียกได้ว่างามหมดจดไร้ที่ติ

หน้าผากเนียนเกลี้ยง คิ้วยาวโค้งดั่งใบหลิว ขนตายาวงอนแนบเปลือกตาดั่งแผ่วลมหยอกล้อกัน จมูกโด่งเป็นสันงามเด่น ริมฝีปากสีชมพูเข้มดั่งชาด ทุกรายละเอียดของรูปหน้าล้วนประณีตถึงขีดสุด

งามอย่างไร้ตำหนิแม้เพียงน้อยนิด

ไม่ว่ายุคใดกาลใด ไม่ว่าแห่งหนใดบนแผ่นดิน ใบหน้าเช่นนี้ล้วนคู่ควรแก่คำว่าโฉมสะคราญล่มเมืองที่ใครเห็นก็ลืมหายใจ

‘บุปผางามจนจันทร์อับแสง ปลาว่ายคล้อยพานจมหาย แม้นวิหคย้ายถิ่นมิกล้าโผบิน’

เมื่อลอบมองนางอย่างพินิจ โม่หยางพลันอดมิได้ที่จะรู้สึกตื่นตะลึงในใจ เขามองจนเคลิบเคลิ้ม ลืมแม้แต่จะหายใจ

ดูเหมือนเสียงลมหายใจที่ขาดช่วงของเขา จะปลุกให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ นางลืมตาอย่างรวดเร็ว

ร่างอันงามสง่าดุจอสรพิษอันพริ้วไหวถอยกรูดออกไปอย่างว่องไว ยืนหยัดอยู่ห่างออกไปกว่าสิบก้าวด้วยท่าทีตื่นตระหนกระคนโกรธเกรี้ยว มองมายังแขกผู้ไม่พึงประสงค์ใต้เงารัตติกาล

ทว่าในเสี้ยวอึดใจที่สายตาปะทะกับร่างโม่หยาง โทสะในดวงหน้าของนางก็สลายหายไปทันใด แม้ยังตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก

“เป็นเจ้าเอง…”

จบบทที่ บทที่ 202 ย่ำราตรีขึ้นเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว