- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 202 ย่ำราตรีขึ้นเขา
บทที่ 202 ย่ำราตรีขึ้นเขา
บทที่ 202 ย่ำราตรีขึ้นเขา
ในความคิดของโม่หยาง หากไม่กล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงแค่ในอดีตที่อวี้เหยาเคยมอบดอกเกล็ดมังกรเก้ากลายให้แก่เขาเพื่อช่วยทำลายพันธนาการตำหนักวิญญาณ จนเขาสามารถทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์ได้ นี่ก็ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวงยิ่งแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ในดินแดนลับ นางยังยอมสละหมากแม่แห่งกระดานหมากล้อมบรรพกาล เพื่อต่อรองกับสำนักต้าต้าว
โม่หยางรู้ดีอยู่แก่ใจ แม้เบื้องหน้าสำนักต้าต้าวจะรับปากว่าจะไม่ตามฆ่าเขา แต่เบื้องหลังคงไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่อวี้เหยามีต่อเขานั้นย่อมประเมินค่าไม่ได้
แม้โม่หยางจะไม่เคยใส่ใจเรื่องความรักมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะไม่ต้องการผูกพันกับใคร อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะในตอนนี้เขายังอ่อนแอเกินไป จึงไม่อาจสนใจเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาว แต่เขาก็มิใช่ท่อนไม้ไร้หัวใจ ความรู้สึกที่อวี้เหยามีให้ เขาย่อมรับรู้ได้เป็นอย่างดี
เมื่อเห็นโม่หยางนิ่งเงียบ เจ้าหมาน้อยจึงเริ่มร้อนใจ กล่าวขึ้นว่า “เจ้าหนู เจ้าไม่คิดจะถามหน่อยหรือว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์จะถูกจับคู่กับใคร?”
มันพูดต่อไปว่า “ข้าเกรงว่าแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนคงถูกบีบจนถึงทางตัน หลังจบการเดินทางในดินแดนลับ ผู้คนในยุทธภพต่างพูดคุยคาดเดาความสัมพันธ์ของเจ้ากับธิดาศักดิ์สิทธิ์กันไปต่างๆ นานา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ตัวไหนที่คิดแผนชั่วนี้!”
โม่หยางขมวดคิ้ว ถามกลับด้วยความอดทนไม่ได้ “ใครกัน?”
“เจ้าหนู จะมีใครได้อีก? เจ้าก็เคยบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าเจ้าหนูสกุลมู่นั่นจ้องอวี้เหยามานานแล้ว!”
“พวกแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนมันสมองเสียกันหมดหรือไง ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้ากับสกุลมู่เป็นศัตรูไม่เผาผี แต่กลับยอมรับการแต่งงานกับสกุลมู่ นี่มันจงใจทำให้เจ้าขยะแขยงชัดๆ!”
“เจ้าลองเล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ละเอียดหน่อย!” โม่หยางกล่าวขึ้น
“เจ้าหนู มันไม่มีรายละเอียดอะไรมากหรอก พูดง่ายๆ คือสกุลมู่ต้องการฉวยโอกาสซ้ำเติม ได้ข่าวว่าสกุลมู่มีบรรพบุรุษที่ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่ง ได้พาเจ้าหลานเวรอย่างมู่เซียวไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนเพื่อเจรจาเรื่องแต่งงาน เจ้าพวกแดนศักดิ์สิทธิ์นั่นกลับไม่ปฏิเสธ นี่ล่ะคือรายละเอียดทั้งหมดที่ข้าได้ยินมาเมื่อครู่นี้!”
โม่หยางรู้สึกตกใจอยู่บ้าง สกุลมู่กลับมีบรรพบุรุษที่ยังมีชีวิตอยู่อีกหนึ่งคน แค่คนก่อนที่เขาเคยเจอก็แข็งแกร่งเกินไปมากแล้ว ครั้งที่แล้วหากไม่ได้ศิษย์พี่รองออกมือช่วย เขาคงต้องตายไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับปรากฏขึ้นมาอีกคนหนึ่งเสียอย่างนั้น
ขณะเดียวกัน โม่หยางก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจ ตระกูลใหญ่แห่งดินแดนตอนกลางเหล่านี้แต่ละแห่งช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ที่สามารถติดอยู่ในเจ็ดตระกูลใหญ่ ย่อมมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว
“เจ้าหนู ข้าเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟังหมดแล้ว เจ้าตัดสินใจเอาเองเถอะ ปู่เจ้าจะออกไปดื่มสุราแล้ว!” เจ้าหมาน้อยกล่าวจบก็กระโดดทะลุหน้าต่างหายวับไปทันที
โม่หยางเงียบไปนาน ก่อนจะหลับตาลงบำเพ็ญตนต่อไป
หลังจากผ่านการบำเพ็ญไปหลายวัน เขาเริ่มมีความเข้าใจในม้วนอักษรแปรมากขึ้น แม้จะยังแค่เพียงผิวเผิน แต่ก็เริ่มเห็นทางที่ชัดเจน
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ดินแดนตอนกลางทั้งหมดต่างเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
ระยะหลังนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องมากมาย ดินแดนตอนกลางแต่เดิมก็ไม่สงบอยู่แล้ว เมื่อแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงไม่กี่วันก็ถูกผลักไปอยู่ตรงกลางของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อเผชิญหน้ากับเสียงโจมตีจากยุทธภพ ในที่สุดแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนก็ยอมตกลงรับข้อเสนอแต่งงานจากสกุลมู่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การปรากฏตัวของบรรพบุรุษสกุลมู่ที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้น มีผลกระทบต่อเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
เจ้าหมาน้อยมักออกไปเที่ยวเตร่กินดื่มยามค่ำคืนอย่างสบายใจ
ส่วนโม่หยาง ตั้งแต่เขามาถึงเมืองเสวียนเทียน เขาก็อยู่แต่ในโรงเตี๊ยมบำเพ็ญตลอด ไม่เคยแสดงความสนใจต่อเรื่องที่โลกภายนอกวิจารณ์แม้แต่น้อย
ช่วงวันแรกๆ เจ้าหมาน้อยยังคอยพูดถึงเรื่องแต่งงานระหว่างสกุลมู่กับแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เห็นโม่หยางไม่แสดงท่าทีชัดเจน เจ้าหมาน้อยก็ไม่พูดเรื่องนี้อีกต่อไป
หลังจากมาถึงเมืองเสวียนเทียน เจ้าหมาน้อยก็ปล่อยตัวอิสระอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพบตัว เจ้าตัวร้ายนี้ถึงขั้นสำเร็จในการทำความเข้าใจอักขระเทพจากหอจักรพรรดิดาราชั้นแรก ทำให้มันสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ได้ชั่วคราว
ค่ำคืนนี้ หลังเจ้าหมาน้อยกลับมาที่โรงเตี๊ยมและไม่เห็นใครอยู่ ก็เข้าใจว่าโม่หยางเข้าไปฝึกในหอจักรพรรดิดารา มันจึงไม่สนใจและกลับออกไปเที่ยวอีกครั้ง
แต่ความจริงแล้ว โม่หยางได้จากเมืองเสวียนเทียนไปแล้ว
ค่ำคืนเหน็บหนาว ลมเย็นพัดแรง โม่หยางร่อนลงอย่างเงียบเชียบที่นอกแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน สายตามองไปยังยอดเขาเขียวขจีที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบเบื้องหน้า
โม่หยางเคยมาที่นี่หลายครั้ง จึงคุ้นเคยเส้นทางดี และขึ้นไปยังยอดเขาอย่างเงียบงัน
เมื่อก้าวขึ้นถึงยอดเขา เขาก็เปิดประตูสวนเข้าไป เห็นร่างงดงามในชุดขาวกำลังนั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้จักรพรรดิ
อวี้เหยานั่งขัดสมาธิเงียบงัน เส้นผมสีดำขลับราวแพรไหมปลิวพลิ้วหล่นจากบ่าลงถึงช่วงเอว แม้เพียงนั่งนิ่งอยู่เฉยๆ ก็ยังเปล่งประกายเสน่ห์อันโดดเด่น ล้ำลึกเกินใคร
ไม่รู้เพราะหลงอยู่ในภวังค์แห่งการหยั่งรู้มหามรรคาลึกซึ้ง หรือเพราะเหตุอื่นใด อวี้เหยาจึงมิได้รู้สึกถึงการมาถึงของโม่หยางเลย
นางยังคงนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้จักรพรรดิ รอบกายมีแสงสีขาวจางบางไหลเวียนไปมา ราวกับธิดาเซียนที่ตกสวรรค์ลงสู่โลกมนุษย์ งามสง่าหาใครเปรียบมิได้
โม่หยางยืนสงบอยู่ในความมืด มือไพล่หลัง พลางมองหญิงสาวผู้นี้ด้วยสายตาจริงจังเป็นครั้งแรก
ใบหน้าของนางนั้น… เรียกได้ว่างามหมดจดไร้ที่ติ
หน้าผากเนียนเกลี้ยง คิ้วยาวโค้งดั่งใบหลิว ขนตายาวงอนแนบเปลือกตาดั่งแผ่วลมหยอกล้อกัน จมูกโด่งเป็นสันงามเด่น ริมฝีปากสีชมพูเข้มดั่งชาด ทุกรายละเอียดของรูปหน้าล้วนประณีตถึงขีดสุด
งามอย่างไร้ตำหนิแม้เพียงน้อยนิด
ไม่ว่ายุคใดกาลใด ไม่ว่าแห่งหนใดบนแผ่นดิน ใบหน้าเช่นนี้ล้วนคู่ควรแก่คำว่าโฉมสะคราญล่มเมืองที่ใครเห็นก็ลืมหายใจ
‘บุปผางามจนจันทร์อับแสง ปลาว่ายคล้อยพานจมหาย แม้นวิหคย้ายถิ่นมิกล้าโผบิน’
เมื่อลอบมองนางอย่างพินิจ โม่หยางพลันอดมิได้ที่จะรู้สึกตื่นตะลึงในใจ เขามองจนเคลิบเคลิ้ม ลืมแม้แต่จะหายใจ
ดูเหมือนเสียงลมหายใจที่ขาดช่วงของเขา จะปลุกให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ นางลืมตาอย่างรวดเร็ว
ร่างอันงามสง่าดุจอสรพิษอันพริ้วไหวถอยกรูดออกไปอย่างว่องไว ยืนหยัดอยู่ห่างออกไปกว่าสิบก้าวด้วยท่าทีตื่นตระหนกระคนโกรธเกรี้ยว มองมายังแขกผู้ไม่พึงประสงค์ใต้เงารัตติกาล
ทว่าในเสี้ยวอึดใจที่สายตาปะทะกับร่างโม่หยาง โทสะในดวงหน้าของนางก็สลายหายไปทันใด แม้ยังตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก
“เป็นเจ้าเอง…”