- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 188 แท่นถกธรรม
บทที่ 188 แท่นถกธรรม
บทที่ 188 แท่นถกธรรม
ภาพเบื้องหน้าช่างน่าตกตะลึงเกินบรรยาย เบี้ยหมากล้อมสองเม็ดขนาดมหึมาลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับเกาะลอยฟ้าสองเกาะ
โม่หยางกับเจ้าหมาน้อยต่างยืนตะลึงนิ่งงัน แม้แต่เจ้าหมาน้อยก็ดูจะงุนงงไม่ต่างกัน เพราะทันทีที่กระดานหมากล้อมบรรพกาลพุ่งมาถึงบริเวณนี้ มันกลับลอยนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่สามารถดูดเบี้ยทั้งสองเม็ดกลับเข้าไปได้
“กระดานหมากล้อมบรรพกาลไม่ใช่ว่าครบชุดแล้วหรือ แล้วเบี้ยสองเม็ดนี่มันโผล่มาจากไหน?” เจ้าหมาน้อยพึมพำด้วยความฉงน
มันเคยศึกษากระดานนี้ในหอจักรพรรดิดารามานานพอควร แต่ในความทรงจำของมัน เบี้ยบนกระดานก็ครบถ้วนดี แล้วเบี้ยที่อยู่ตรงหน้านี้มาจากไหน? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?
ในเวลานี้ กระดานหมากล้อมบรรพกาลลอยนิ่งอยู่ข้างๆ แต่ระหว่างมันกับเบี้ยสองเม็ดมีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมโยงกัน เส้นลายบนกระดานเรืองแสง เม็ดหมากทั้งหมดสั่นไหวคล้ายกำลังจะหลุดลอยออกจากกระดาน
“เจ้าหนู รีบเก็บกระดานนั่นเข้าไปก่อน!” เจ้าหมาน้อยร้องขึ้นด้วยความตกใจ
โม่หยางรีบลงมือทันที แต่ทันใดนั้นกลับรู้สึกถึงแรงต่อต้านมหาศาล พลังจากกระดานหมากล้อมต้านแรงดูดของหอจักรพรรดิดาราไว้อย่างรุนแรง เส้นลายอาคมบนกระดานเริ่มขยายตัวและปล่อยกลิ่นอายอันน่ากลัวออกมา
“กระดานจะฟื้นพลังแล้ว! รีบเร็วเข้า!” เจ้าหมาน้อยเสียงสั่น กระดานหมากล้อมบรรพกาลนี้เป็นค่ายกลระดับสูง หากมันฟื้นคืนพลังขึ้นมา ใครจะรู้ว่าจะก่อหายนะแค่ไหน บางทีอาจกวาดล้างสุสานทั้งแห่งนี้ไปเลยก็ได้
โม่หยางใจเต้นระรัว นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกต่อต้านจากการใช้หอจักรพรรดิดารา แต่ในที่สุด หลังจากต้านกันอยู่ครู่หนึ่ง กระดานหมากล้อมก็ถูกดูดกลับเข้าไปสำเร็จ
โม่หยางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพิจารณาเบี้ยสองเม็ดนั้น
เบี้ยสีดำหนึ่งเม็ด เบี้ยสีขาวหนึ่งเม็ด ลอยอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด ดูแล้วให้ความรู้สึกชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“นี่ใช่เบี้ยจากกระดานหมากล้อมบรรพกาลหรือเปล่า?” โม่หยางถามเจ้าหมาน้อยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าหนู เจ้าช่างโง่จริง ถ้าไม่ใช่ แล้วมันจะทำให้กระดานหมากล้อมมีปฏิกิริยาได้ยังไง?” เจ้าหมาน้อยมองเขาอย่างสมเพช
แต่ตัวมันเองก็ดูไม่เข้าใจนัก มันพึมพำว่า “ประหลาดแท้ เบี้ยพวกนี้มาหล่นอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่? ข้าศึกษากระดานมานานยังไม่เคยพบว่าขาดอะไรเลย...”
โม่หยางมองสำรวจรอบตัว สถานที่นี้กว้างหลายลี้ คล้ายเป็นโลกเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้านไกลคือป่าโบราณเขียวขจี มียอดเขาและศาลาเก่าแก่แทรกอยู่ในป่าอีกด้วย
เขาเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่ายังอยู่ในสุสานเดิมหรือไม่ สุสานอะไรถึงได้ซ่อนโลกอีกใบไว้ภายใน? หากไม่ได้ใช้ดวงตาซ้ายแห่งเทพเจ้ามอง เขาอาจคิดว่านี่เป็นภาพลวงตาอีก
“ลองเก็บเบี้ยพวกนี้ดู เผื่อจะทำอะไรได้” เจ้าหมาน้อยเดินวนไปรอบๆ เบี้ยทั้งสองเม็ด มันมั่นใจว่าเบี้ยนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน
“ข้าลองแล้ว มันไม่ขยับเลยสักนิด” โม่หยางส่ายหน้าอย่างจนใจ
ทันใดนั้น ม่านพลังรอบบริเวณสั่นไหว ร่างหลายร่างพุ่งทะลุเข้ามา
“เป็นเจ้า!” คนแรกที่ปรากฏคือเจียงเสวียนฮวาน ตามมาด้วยศิษย์อีกสองคนจากสำนักต้าต้าว เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นโม่หยาง
ก่อนเข้ามา เขาแน่ใจว่าโม่หยางไม่อยู่ในบริเวณนี้ แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาได้ก่อนเสียอีก
สายตาของเขาเหลือบมองเจ้าหมาน้อยเล็กน้อย แววตาแสดงความตกตะลึง เพราะในเวลาไม่นาน เจ้าหมาน้อยกลับตัวโตขึ้นหลายเท่า
ศิษย์อีกสองคนที่ตามมาด้วยก็มองโม่หยางอย่างไม่เป็นมิตร แม้จะไม่เคยพบตัวจริงมาก่อน แต่เรื่องราวของโม่หยางแพร่สะพัดไปทั่ว แค่เห็นเจ้าหมา พวกเขาก็เดาได้ทันทีว่าเขาคือใคร
“เจ้าคือโม่หยาง?” ชายหนุ่มคนหนึ่งหรี่ตา จ้องโม่หยางด้วยแววตาเย้ยหยันปนเย็นชา
แม้โม่หยางจะเป็นข่าวใหญ่ในช่วงหลัง แต่ในใจของพวกเขา ก็ยังดูถูกอยู่ดี ในสายตาพวกเขามองว่าโม่หยางเพิ่งจะทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์ในเมืองมู่หวังเท่านั้น
“จะลงมือหรือ?” โม่หยางถามกลับพลางมองเจียงเสวียนฮวานอย่างเยือกเย็น
เจียงเสวียนฮวานไม่ได้ตอบทันที แต่สายตากวาดไปรอบๆ อย่างระวัง แล้วค่อยตอบว่า “ก่อนหน้านี้ข้าบอกว่า จะรอเจ้าทะลวงถึงขั้นเหนือสามัญก่อนถึงจะฆ่า... แต่หากเจ้าจะรีบหาที่ตาย ข้าก็ยินดีจะช่วย!”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบเช่นเคย แต่จิตสังหารนั้นชัดเจนไม่ปิดบัง
“นี่มัน... นี่มันแท่นถกธรรมในตำนาน!” ทันใดนั้น เสียงตะโกนอย่างตกใจดังขึ้น ร่างอีกกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามา หัวหน้าคือชายชรา เขาจ้องเบี้ยทั้งสองบนท้องฟ้าด้วยความตกตะลึง
หลังจากนั้น เหล่ายอดฝีมือจากหลายขุมพลังทยอยเข้ามาถึง จุดศูนย์กลางแห่งนี้กลายเป็นจุดรวมสายตาของทั้งสำนัก
คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนก็มาถึง อวี้เหยาเห็นโม่หยางก็ไม่แปลกใจ เพราะก่อนเข้ามา นางก็รู้ว่าเขาแอบอยู่ และคนในสำนักก็รู้เช่นกัน นางจึงเพียงพยักหน้าเบาๆ ไม่กล่าวสิ่งใด
ตระกูลใหญ่จากดินแดนตอนกลางก็มากันพร้อมหน้า รวมถึงสกุลมู่ด้วย
มู่เซียวจ้องโม่หยางด้วยสายตาเย็นเฉียบ เขาไม่เอ่ยอะไร หลังผ่านศึกเมืองมู่หวัง แม้จะมีผู้อาวุโสและบรรพบุรุษช่วยกันรุมโม่หยาง สุดท้ายโม่หยางยังรอดไปได้ เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะรับมือโม่หยางได้อีกแล้ว
“แท่นถกธรรมงั้นหรือ… ข้าไม่น่าโง่ลืมไปได้!” เจ้าหมาน้อยพึมพำ ราวกับระลึกอะไรขึ้นมาได้
“แท่นถกธรรมคืออะไร?” โม่หยางเอ่ยถามเสียงเบา
เจ้าหมาน้อยรีบอธิบาย “ไม่มีอะไรมาก ก็แค่สถานที่ที่สองจักรพรรดินั่งเล่นหมากล้อมแล้วถกธรรมกัน ใช้หมากเป็นธรรม ล้อมวงแลกเปลี่ยนความเข้าใจในวิถีแห่งเต๋า ข้าเคยได้ยินว่า พวกเขาเล่นอยู่หลายสิบปี ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่สิ่งที่ตกค้างไว้ก็คือหลักธรรมอันล้ำลึกของพวกเขา!”
ขณะนั้นภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในใจโม่หยาง
ครั้งแรกที่เขาเข้าสู่ชั้นสามของหอจักรพรรดิดารา เขาเคยเห็นภาพหลงเหลืออยู่ มีสองผู้แข็งแกร่งนั่งตรงข้ามกันที่กระดานหมากล้อม และหนึ่งในนั้นก็คือจักรพรรดิดารา!
“เบี้ยทั้งสองนี่... หรือว่าจะเป็นเบี้ยที่เหลือจากครั้งนั้น?” โม่หยางขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนกับฝันไป
“ในคัมภีร์โบราณเคยกล่าวไว้ว่า บนแท่นถกธรรม มีเบี้ยหมากล้อมแม่สองเม็ดจากกระดานหมากล้อมบรรพกาล หลังจากจักรพรรดิทั้งสองจากไป เบี้ยทั้งสองยังคงยืนหยัดตรงข้ามกันไม่เคยเคลื่อนไหวอีกเลย!” ชายชราผู้นั้นกล่าวเสียงสั่นอย่างสะเทือนใจ