- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 176 ถ้อยคำเทพบรรพกาลเป็นลาง
บทที่ 176 ถ้อยคำเทพบรรพกาลเป็นลาง
บทที่ 176 ถ้อยคำเทพบรรพกาลเป็นลาง
ในยามนั้น โม่หยางดูเหมือนจะถูกกระแสคลื่นพลังอันยิ่งใหญ่ปลุกให้ตื่นขึ้น เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แหงนมองฟากฟ้าอันมืดครึ้ม ก่อนจะเห็นสายฟ้าเส้นหนึ่งแล่นลงมาราวกับแสงกระบี่สังหารฟ้าดิน ฉีกเมฆดำออกเป็นช่อง
เลือดสดๆ สายหนึ่งไหลจากมุมปากของเขา หยดลงบนอกเสื้อที่ชุ่มไปด้วยคราบเลือด
แสงสายฟ้าแลบสะท้อนสีหน้าซีดขาวของเขาให้ยิ่งซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด เลือดที่ไหลจากมุมปากให้ความรู้สึกทั้งโศกเศร้าและงดงามประหลาด ขณะนั้น แม้เขาจะลืมตาอยู่ แต่กลับขยับเขยื้อนไม่ได้เลย
บนใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ นอกจากความเงียบสงบกับสีหน้าซีดขาว
เขาค่อยๆ ยกมือเช็ดเลือดมุมปาก แล้วเผยรอยยิ้มจางๆ อย่างขื่นขม สภาพของเขาในตอนนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ชัด เขาใกล้ตายเต็มที!
เพราะพลังบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย พัดทะลวงเส้นลมปราณทั่วร่างอย่างรุนแรง ทั้งยังบดขยี้ตันเถียนจนแหลกละเอียด เวลานี้พลังนั้นยังคงโหมกระหน่ำอยู่ภายใน แต่เพราะฉากปรากฏการณ์ในฟากฟ้าดึงดูดสายตาผู้คนทั้งหมด และหมอกแสงรอบกายเขาก็บดบังไว้ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นอาการของเขา
ทั้งหมดนี้ช่างคล้ายกับชะตาลิขิต เมื่อนึกย้อนไปถึงสุสานเทพบรรพกาลในดินแดนลับมหาพิภพ ถ้อยคำสุดท้ายของเทพบรรพกาลยังคงดังก้อง การแตะต้องผนึกนั้นคือการเปิดประตูนรก และมันก็เกิดขึ้นจริง!
พลังที่บังเกิดในร่างเขานั้นเกินกว่าที่เขาจะรับไหวอย่างสิ้นเชิง และนี่เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นภายใน
เวลานี้ เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าในห้วงอากาศอันมืดมิด เขารู้สึกราวกับมีดวงตาเย็นเยียบคู่หนึ่งจ้องมองเขาอยู่ ราวกับยมทูตกำลังเพ่งมองดวงวิญญาณของเขา
ความรู้สึกเช่นนั้นทำให้โม่หยางกลัว และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขากลัวจริงๆ
เขาไม่เคยหวั่นเกรงต่อความตาย เขาผ่านห้วงเวลาอันมืดมิดยาวนานนับสิบปี จิตใจมั่นคงถึงขั้นสงบนิ่งดั่งผืนน้ำไร้ระลอก แต่ในเวลานี้ เขากลับหวาดกลัว เป็นความกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้
เจ้าหมาน้อยยังไม่ถอยไปไหน แม้จะสูญเสียพลังวิญญาณไปแล้ว แต่สติสัมปชัญญะยังครบถ้วน มันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของโม่หยางนานแล้ว เพียงแต่เพราะสายฟ้าที่ฟาดลงมาไม่หยุด ทำให้มันไม่กล้าเข้าใกล้
ในขณะนั้น ร่างหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ท้าทายสายฟ้าที่กำลังจะฟาดลงมา ฝ่ามือขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหมือนจะยกทั้งผืนฟ้าขึ้นไว้
ก่อนพุ่งขึ้นฟ้า ชายหนุ่มคนนั้นหันกลับมามองโม่หยาง พร้อมเอ่ยเสียงราบเรียบว่า
“ไม่ต้องกังวล ตั้งสมาธิทะลวงพลังให้ดีเถอะ”
โม่หยางเพิ่งตระหนักถึงการมีอยู่ของชายหนุ่มลึกลับผู้นั้นในขณะนี้ จากคำพูดและท่าที ทำให้เขาสันนิษฐานได้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็นหนึ่งในเหล่าศิษย์พี่ของ สำนักหยางสวรรค์ที่เขายังไม่เคยได้พบหน้า เพียงแต่ไม่ทราบว่าเป็นศิษย์พี่ลำดับที่เท่าไร
ในใจเขาได้แต่ทอดถอน แม้ว่าสายฟ้าจะถูกหยุดไว้ได้ แต่ร่างเขาก็คงไม่อาจรอด เพราะเขาเข้าใจสถานการณ์ของตนดี เส้นลมปราณพินาศ ตันเถียนแหลกสลาย
พลังทั้งหมดในร่างหลั่งไหลราวมหาสมุทรที่กำลังจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
แม้เขาทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะกลายเป็นความว่างเปล่า การทำลายผนึกเปิดเส้นทางสู่พลังใหม่ แต่ก็เท่ากับเปิดประตูสู่ขุมนรก
โม่หยางรับรู้ได้ชัดเจนว่าพลังชีวิตของเขากำลังร่วงหล่นทีละน้อย แม้ความเจ็บปวดในร่างจะยังคงบีบคั้นสมองอยู่ไม่หยุด หากแต่เขากลับรู้สึกชาเย็นเสียจนแทบไม่รับรู้ความเจ็บอีกแล้ว
ใจของเขาเงียบสงบกว่าครั้งใด จ้องมองไปรอบๆ เห็นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รายล้อม บางคนส่งเสียงร้องตกใจ บางคนมองเขาด้วยความสับสนตกตะลึง ขณะที่อีกหลายคนจ้องมองขึ้นฟ้า…
ในแววตา เขาเห็นใบหน้าเย็นชาของมู่เซียว เห็นบรรพชนแห่งตระกูลมู่ผู้เคยเข้าทำร้ายเขาในค่ำคืนนั้นที่เขาบุกปล้นหอสมบัติ เห็นเหล่าผู้อาวุโสหลายคนของตระกูลมู่ อีกด้านหนึ่ง เขาเห็นเจียงเสวียนฮวานกำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าครุ่นคิดและประหลาดใจ…
เจ้าหมาน้อยดูเหมือนกำลังร้องเรียกเขาดังลั่น…
แต่โม่หยางไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว โลกทั้งใบตกอยู่ในความเงียบ
เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวแบกรับภูเขา ความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนพัดกระหน่ำใส่จิตใจ จนสติสุดท้ายพลันเลือนหาย
โม่หยางค่อยๆ หลับตาลง ศีรษะของเขาค่อยๆ ก้มลง ทั้งที่ร่างยังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม
ภาพนั้นทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์พากันนิ่งงัน
ในขณะนั้นเอง ทุกคนก็เพิ่งตระหนักว่าโม่หยางมีบางอย่างผิดปกติ เพราะเขานิ่งเงียบเกินไป และหมอกแสงที่ล้อมรอบตัวเขาก็เริ่มสลายตัวลงช้าๆ
ชายหนุ่มลึกลับกลางอากาศก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาหันกลับไปมองโม่หยางทันที แม้จะยังต้องรับมือกับสายฟ้าที่กำลังฟาดลงมา แต่เขาก็ไม่อาจเพิกเฉย
เพราะในสัมผัสของเขา พลังชีวิตของโม่หยางกำลังเลือนหาย และหยุดนิ่ง
“ศิษย์น้อง…”
น้ำเสียงเขาเบายิ่ง แต่กลับสั่นไหว นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปรากฏตัว ที่ชายผู้นี้เผยความรู้สึกบนใบหน้า
คำเรียกนั้น… เผยตัวตนของเขาอย่างหมดเปลือก
เขาคือศิษย์ของสำนักหยางสวรรค์ จริงดังคาด!
เปรี้ยง!
เสียงคำรามจากเบื้องบน สายฟ้ารุนแรงฟาดลงตรงจุดที่เขาอยู่ กลืนร่างเขาเข้าไปในแสงอันเจิดจ้า ร่างเขากระเด็นตกสู่พื้นทันที
สายฟ้าแล่นวนทั่วร่างเขาหลายชั่วอึดใจ กว่าที่แสงจะค่อยๆ จางลง
แม้เขาแข็งแกร่งถึงขั้นต่อกรกับบรรพชนตระกูลมู่ได้ แต่การรับสายฟ้านั้นเต็มๆ ก็ยังทำให้บาดเจ็บสาหัส เสื้อผ้าถูกเผาจนขาดรุ่งริ่ง เส้นผมกระเซอะกระเซิง มีบาดแผลใหญ่ปรากฏหลายแห่ง เลือดไหลทะลักไม่หยุด แม้กระทั่งมุมปากยังมีเลือดไหลริน
แต่เขาไม่ใส่ใจบาดแผลของตนเองเลย เขาเคลื่อนตัวไปถึงข้างกายโม่หยางในทันที
ขณะนั้น โม่หยางไม่ขยับแม้แต่น้อย ราวกับกลายเป็นรูปสลักไปแล้ว และพลังชีวิตของเขาก็… เลือนหายหมดสิ้นแล้ว
เจ้าหมาน้อยก็วิ่งมาถึงข้างโม่หยางเช่นกัน เมื่อสัมผัสถึงสภาพของโม่หยาง มันก็ยืนนิ่งอยู่กับที่
“เจ้าหนู… เจ้า…”
มันรู้จักโม่หยางมานาน มันเข้าใจนิสัยใจคอเขา มันไม่อยากเชื่อว่าภาพตรงหน้าจะเป็นความจริง แต่จากการสัมผัส ไม่มีลมหายใจ ไม่มีชีพจร ไม่มีแม้แต่คลื่นพลังชีวิตหลงเหลือ…
เปรี้ยง!
เบื้องบนยังไม่สงบ เสียงสายฟ้าฟาดดังกึกก้องยิ่งกว่าเดิม พลังอันหนักหน่วงไหลบ่าราวห้วงน้ำทลายเขื่อน พลังนั้นกดดันเสียจนแทบทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
สายฟ้าเจิดจ้าหลายสายฟาดลงมาจากฟากฟ้าในทันที เมฆดำถูกฉีกออก สายฟ้าดูเหมือนแสงสังหารจากฟ้า พร้อมทำลายทุกสิ่ง
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที เขาไม่คิดว่าเรื่องจะรุนแรงถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะสายฟ้านี้ที่คล้ายกับทัณฑ์แห่งสวรรค์ ซึ่งเขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
เวลานี้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ทันใดนั้นเอง…
ร่างของโม่หยางพลันสั่นไหวเล็กน้อย แล้วในพริบตา หอคอยหินแปดชั้นที่เคยปรากฏวูบหนึ่ง ก็พุ่งพรวดออกมาจากร่างกายเขา!
หอคอยนั้นพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็ขยายขนาดจนสูงกว่าสิบจั้ง ลอยอยู่กลางเวหา
สายฟ้าที่กำลังฟาดลงมาทั้งหมด ถูกหอคอยนั้นดูดกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น!
ทั่วทั้งหอคอยมีแสงฟ้าผ่าไหลเวียนอยู่ตลอด สายฟ้าแต่ละสายพุ่งฟาดใส่ผิวหอคอยจนสั่นสะเทือน แต่แสงประกายอ่อนละมุนกลับโอบรับและสลายพลังสายฟ้าอันบ้าคลั่งไปจนหมดอย่างเงียบงัน…