เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 ศิษย์น้องหญิงหก

บทที่ 130 ศิษย์น้องหญิงหก

บทที่ 130 ศิษย์น้องหญิงหก


มู่เซียวถูกเจ้าหมาน้อยพูดยั่วยุจนเดือดดาล ใบหน้ามืดมนดั่งน้ำหมึก เปลวโทสะในดวงตาแทบปะทุออกมา

ทว่าเจ้าหมาน้อยหาได้ใส่ใจแม้แต่น้อย มันเหลือบตามองอย่างเหยียดหยาม ท่าทีหยิ่งทะนงไร้ขอบเขต

มันกล่าวต่อว่า “เจ้าหนุ่ม เป็นอะไรไป ยังไม่ยอมรับอีกหรือ? เจ้าก็แค่พอมีพรสวรรค์เท่านั้น จะเย่อหยิ่งไปถึงไหน ข้าได้ยินว่าเจ้ามีฉายาว่าไร้พ่ายในระดับเดียวกัน ข้าเรียกเจ้าด้วยสมญานั้น เจ้ากล้ารับไหมเล่า?”

“สุนัขเดรัจฉาน! เจ้าหาเรื่องตาย!”

มู่เซียวทนไม่ไหวอีกต่อไป แววตาแฝงจิตสังหารมองไปยังเจ้าหมาน้อย นับแต่พบกับโม่หยาง ความเย่อหยิ่งในฐานะยอดคนกลับหายสิ้นไปหมด สิ่งที่เหลือคือความกราดเกรี้ยว และในลมหายใจนั้นเขาก็ลงมือทันที

แม้จะรู้สึกเกรงใจต่อหุบเขาราชาโอสถอยู่บ้าง แต่เพลิงโทสะที่สุมในอกกลับเกินจะควบคุมได้ มือที่ยกขึ้นสูงพลันควบแน่นกลายเป็นปราณกระบี่แสง พุ่งแทงใส่เจ้าหมาน้อยในพริบตา

โม่หยางหรี่ตาเล็กน้อย รวบรวมพลังปราณที่ฝ่ามือ ก่อนจะร่ายเคล็ดเทพสังหาร ปลายนิ้วเปล่งแสงพร่างพราย แล้วพุ่งปราณกระบี่ออกไปเช่นกัน

ทุกอย่างดูเหมือนง่ายดาย ทว่าทันทีที่ปราณกระบี่ทั้งสองปะทะกัน กลับมีเสียงโลหะปะทะแหลมเสียดหูราวกับศาสตราเทพกระทบกัน คลื่นแรงระเบิดแผ่กระจายเป็นวง

สีหน้าของมู่เซียวเปลี่ยนไปทันที เขาต้องชักมือกลับโดยไว ส่วนโม่หยางแขนสั่นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง “เจ้าหมาน้อยของข้าถึงจะดูทึ่มๆ แต่คำที่มันพูดเมื่อครู่นั้น เจ้าควรฟังให้ดี ข้าคิดว่ามันมีเหตุผล”

ใบหน้ามู่เซียวมืดดำยิ่งกว่าเดิม แต่ภายในใจกลับไม่อาจสงบลงได้ เขารู้สึกได้ชัดว่าโม่หยางแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว ทุกครั้งที่ปะทะกัน โม่หยางก็มักสร้างความประหลาดใจให้เสมอ หากปล่อยไว้ต่อไป เกรงว่าตนจะมิอาจรับมือได้อีกแล้ว

บรรดาคนของตระกูลมู่ที่จับตามองอยู่ไม่ห่าง พอเห็นภาพนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป ผู้อาวุโสหลายคนสบตากัน ต่างเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย วันนี้ไม่ว่าอย่างไร จะต้องไม่ปล่อยให้โม่หยางมีชีวิตรอดไปได้อีก!

เสียงเอะอะนี้ดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์โดยรอบบริเวณโต๊ะรับรองด้านหน้าโถงวิหาร บรรดาผู้อาวุโสจากหุบเขาราชาโอสถต่างหันมามอง ก่อนมีผู้หนึ่งเอ่ยเสียงเข้ม

“วันนี้คือพิธีสืบทอดตำแหน่งราชาโอสถ ห้ามผู้ใดก่อความวุ่นวายเด็ดขาด!”

ขณะเอื้อนเอ่ย รัศมีบีบคั้นก็กระจายทั่วโถงวิหาร เป็นแรงกดดันขั้นเซียนยุทธ์ เมื่อครอบคลุมทั่วบริเวณ เหล่าผู้ฝึกยุทธ์พลันรู้สึกหายใจไม่ออก

ทั่วโถงวิหารพลันเงียบสงัด ผู้นำแต่ละฝ่ายต่างจับจ้องไปยังโม่หยาง พร้อมกับเสียงซุบซิบตามมาเป็นระลอก

อวี้เหยารีบกระซิบกับโม่หยาง “เจ้าอย่าบุ่มบ่าม หาโอกาสหลบหนีเถอะ นอกจากคนของตระกูลมู่แล้ว ยังมีผู้แข็งแกร่งจากสำนักเสียงเซียนจับตามองเจ้าอีก หากไม่หนี ตอนนี้ไม่มีใครช่วยชีวิตเจ้าได้แน่!”

โม่หยางกวาดตามองรอบทิศ เขารู้สึกได้ถึงจิตสังหารแฝงเร้นอยู่หลายสาย โดยเฉพาะจากฝั่งสำนักเสียงเซียน

ภายในใจโม่หยางเริ่มบังเกิดความคิดสังหาร แม้เขาไม่ชอบหาเรื่อง แต่เรื่องกลับชอบหาเขา

เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบากับเจ้าหมาน้อย “ในเมื่อเจ้ารู้จักกระดานหมากล้อมยุคบรรพกาล เช่นนั้นก็คงรู้วิธีใช้งานกระมัง?”

เจ้าหมาน้อยเบิกตากว้างเล็กน้อย มือที่กำลังยกเหล้าอยู่ชะงักกึก มันรีบลดเสียงลง “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

“ตอนนี้ข้าใช้มันได้ไหม?” โม่หยางถามกลับด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง

“เจ้า...ถึงแม้เจ้าจะฝืนใช้มันได้ แต่คิดหรือว่าไม่ต้องจ่ายราคาใด?” เจ้าหมาน้อยเริ่มหน้าซีด กระดานหมากล้อมยุคบรรพกาลนั้นลึกล้ำยากหยั่งรู้ นับแต่ยุคบรรพกาลมีมหาจักรพรรดิมากมายพยายามศึกษามัน

หากโม่หยางคิดจะใช้อาวุธระดับเดียวกับศาสตราจักรพรรดิ ด้วยพลังในตอนนี้ ย่อมต้องแลกกับราคามหาศาล

เพราะโม่หยางยังอ่อนแอเกินไป แม้จะเปิดตำหนักวิญญาณได้สองแห่งตั้งแต่ขั้นจ้าวยุทธ์ แต่ท้ายที่สุดก็ยังเป็นเพียงแค่จ้าวยุทธ์เท่านั้น

“ผลลัพธ์คืออะไร?” โม่หยางขมวดคิ้ว

“อย่างเบาก็ร่างเจ้าพัง อย่างหนักก็เจ้าโดนแย่งของ! หากตอนนี้เอากระดานออกมา พวกนั้นต้องตาโตกันเป็นแถบแน่ สุดท้ายไม่ใช่แค่เจ้าที่ตาย ข้าก็ต้องตายไปกับเจ้าด้วย!” เจ้านั่นพูดจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงแม้ถ้อยคำยังฟังทะเล้นอยู่บ้าง แต่เนื้อหานั้นจริงแท้แน่นอน

โม่หยางนิ่งเงียบ พลังจิตหลายสายจ้องมาที่เขา ถ้าคิดจะสู้ แม้ยังมีปราณกระบี่ในป้ายประกาศิตสำนัก คงพอใช้สังหารผู้อาวุโสตระกูลมู่ได้อีกคน แต่ก็มิอาจช่วยเขาหลุดพ้นจากสถานการณ์ได้ทั้งหมด

“เจ้าหนู ถ้าไม่มีทางจริงๆ ก็เปิดเผยนามสำนักออกไป อย่างน้อยอาจขู่พวกมันได้บ้าง!” เจ้าหมาน้อยเตือน

มันหันไปมองหลัวชวนเป็นระยะ ชายผู้นี้หากวางในดินแดนเสวียนเทียน ก็จัดว่าเป็นยอดคนแห่งยุค ถึงจะไม่รู้จักสำนักหยางสวรรค์ดีนัก แต่ก็มั่นใจว่าไม่ธรรมดาแน่นอน

ขณะนั้นเอง เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักเสียงเซียนและตระกูลมู่เดินตรงไปยังโต๊ะของหุบเขาราชาโอสถ ไม่รู้พูดอะไรกันบ้าง ไม่นานก็พากันหันมามองโม่หยาง ก่อนจะเดินตรงเข้ามา

ทั่วโถงวิหารบรรยากาศพลันตึงเครียด ทุกสายตาต่างรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว

โม่หยางสีหน้ากลายเป็นเคร่งขรึม หลัวชวนหรี่ตา แก้วในมือวางลงอย่างแผ่วเบา

อวี้เหยาก็เริ่มรู้สึกถึงอันตราย มองคนที่เดินใกล้เข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนหันมากระซิบ “ยังจะอยู่ทำไม? ไม่รีบไปอีก!”

“ไป? จะให้เขาไปไหนหรือ? ธิดาศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน โปรดอย่าทำให้พวกข้าลำบากใจเลย!” หนึ่งในผู้อาวุโสตระกูลมู่หันมามองอวี้เหยา แล้วกล่าวขึ้นเสียงเรียบ

ในดินแดนตอนกลาง สำนักแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนนับเป็นหนึ่งในมหาอำนาจ อวี้เหยาในฐานะตัวแทน ขนาดหุบเขาราชาโอสถหรือนิกายพุทธยังต้องให้เกียรติ แล้วตระกูลมู่จะเหลืออะไร

พวกเขารู้ว่าโม่หยางมีสัมพันธ์กับอวี้เหยา จึงพูดขึ้นก่อนเพื่อกันนางจากเรื่องนี้

อวี้เหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่ตอบอะไร เพียงแต่นั่งนิ่งอยู่กับที่

เหล่าผู้แข็งแกร่งเดินเข้ามาแล้ว สองผู้อาวุโสตระกูลมู่มองโม่หยางแวบหนึ่ง ก่อนหันไปจ้องหลัวชวน พวกเขาจำได้ดีว่าครั้งนั้นที่นอกดินแดนลับมหาพิภพ หลัวชวนเป็นผู้ขัดขวาง ทำให้โม่หยางหนีรอด

“เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วย เช่นนั้นก็ดี วันนี้ข้าจะส่งเจ้าทั้งสองไปพร้อมกัน!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

หลัวชวนยิ้มบาง “จริงหรือ? เช่นนั้นก็ลองดู ว่าพวกเราจะจากไปได้หรือไม่”

ขณะเดียวกัน ผู้แข็งแกร่งจากสำนักเสียงเซียนมองโม่หยางด้วยแววตาเย็นชา ก่อนหันไปบอกหลัวชวน “พวกเราสำนักเสียงเซียนจะฆ่าโม่หยาง หากเจ้าไม่อยากตาย ก็ถอยไปเสีย!”

รอยยิ้มบนใบหน้าหลัวชวนกลับกว้างขึ้น เขาหันมองไปยังทิศหนึ่งในโถงวิหาร พลางกล่าวเสียงดัง “ศิษย์น้องหญิงหก มีคนคิดจะฆ่าศิษย์น้องเล็กของเรา เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

จบบทที่ บทที่ 130 ศิษย์น้องหญิงหก

คัดลอกลิงก์แล้ว