- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 106 งานเลี้ยงหงเหมิน
บทที่ 106 งานเลี้ยงหงเหมิน
บทที่ 106 งานเลี้ยงหงเหมิน
ทันทีที่ชายหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยคำถามขึ้น บรรยากาศภายในโถงซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงก็พลันเงียบงันลงโดยสิ้นเชิง
เหล่าผู้ร่วมงานกว่าสิบชีวิตที่นั่งอยู่ต่างหันไปมองโม่หยางเป็นตาเดียว
ไม่มีใครทราบตัวตนของโม่หยางอย่างแน่ชัด แม้แต่หลวงจีนจากนิกายพุทธกับเนี่ยอวิ๋นจากเขากระบี่ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย
แม้แต่เมิ่งเซียนอินกับเจ้าเมืองก็มีสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความอยากรู้อย่างยิ่ง ทุกคนต่างวางจอกสุราลงแล้วจ้องมองมาทางโม่หยาง
เพราะในสายตาของพวกเขา เวลานี้โม่หยางไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้ว
โม่หยางรินสุราใส่จอกของตนอย่างเงียบงัน แล้วส่งไหสุราไปให้เจ้าหมาน้อย ก่อนจะจิบสุราเบาๆ วางจอกลงอย่างเรียบร้อย แล้วกวาดตามองรอบโถง จากนั้นก็ทำหน้าแปลกใจพลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจว่า
“พวกเจ้าจ้องข้าแบบนี้... หรือว่าข้าหล่อเกินไป?”
คนทั้งงานถึงกับชะงักงัน มีบางคนถึงขั้นด่าดังลั่นในใจว่า ‘เจ้าบัดซบ! หน้าด้านขนาดนี้ก็มีด้วยเรอะ?’
‘ไม่เคยเจอคนหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อน! ไม่สิ... ตอนนี้เจอแล้ว!’
โม่หยางหันไปมองชายหนุ่มที่ถามคำถามเมื่อครู่ สีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ท่าทางไร้พิษภัยอย่างที่สุด เอ่ยว่า
“พี่ชายท่านนี้ ขอโทษทีข้ารู้สึกเหมือนไม่รู้จักท่านเลย แล้วอย่าว่าแต่มีวาสนาเลย ข้าไม่สนใจผู้ชายหรอก ข้าว่าข้าน่าจะมีวาสนากับแม่นางเมิ่งมากกว่า!”
จากนั้นก็หันไปยิ้มหวานให้เมิ่งเซียนอิน พลางเอ่ยว่า
“จริงไหม แม่นางเมิ่ง?”
เมิ่งเซียนอินนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับชะงักจากภวังค์ ก่อนจะฝืนยิ้มตอบพร้อมพยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน
ชายหนุ่มคนนั้นถึงกับอึ้ง จอกสุราที่ถืออยู่ยังค้างอยู่กลางอากาศ ไม่รู้จะวางตัวอย่างไร
แท้จริงแล้วคำถามเมื่อครู่ก็เป็นแค่การเกริ่นนำเพื่อสอบถามถึงตัวตนของโม่หยางเท่านั้น
ทว่าในเวลานี้กลับถูกโม่หยางพูดวกไปเรื่องอื่นจนหมดทิศ หากจะถามซ้ำอีกก็คงดูเสียมารยาทเสียแล้ว
เจ้าเมืองหรี่ตามองโม่หยาง พลางประเมินเขาอย่างเงียบงัน
เขาสัมผัสพลังของโม่หยางมาแล้วตั้งแต่ตอนที่อยู่หน้าโรงเตี๊ยม เป็นเพียงขั้นจ้าวยุทธ์ขั้นสูงสุดเท่านั้น
หากวัดกันด้วยพลังยุทธ์เพียงอย่างเดียว โม่หยางมิได้โดดเด่นนัก ในบรรดาคนรุ่นเยาว์มีผู้เก่งกล้ายิ่งกว่าเขาอีกมาก
ทว่า สิ่งที่น่าสะพรึงกลับเป็นเจ้าหมาที่เกาะอยู่บนไหล่ของโม่หยาง มันยังคงกอดไหสุราดื่มอย่างเมามายไม่สนโลก
ถึงแม้จะไม่มีท่าทีสง่างามเลย แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากมัน กลับน่าสะพรึงจนเกินขั้นเซียนยุทธ์เสียอีก
“แม่นางเมิ่ง วันก่อนข้าได้ยินเสียงพิณของเจ้าที่เรือนบุปผาเมามาย ช่างไพเราะจับใจนัก บัดนี้แสงจันทร์สาดส่องงดงามยิ่งนัก เหตุใดจึงไม่บรรเลงอีกสักบทเล่า?”
โม่หยางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแผ่วเบา
งานเลี้ยงนี้แม้ดูเหมือนไม่มีเจตนา แต่แท้จริงแล้วกลับพุ่งเป้ามาที่เขา ดังนั้นเขาจึงต้องเบี่ยงประเด็นให้พ้นจากความสนใจของผู้คน และในยามนี้ เมิ่งเซียนอินย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อพูดจบ โม่หยางก็หันไปมองเจ้าเมือง เจ้าเมืองได้แต่ฝืนยิ้มพร้อมพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้
ดวงตาของเมิ่งเซียนอินปรากฏประกายเย็นชาอยู่แวบหนึ่ง ทว่าบนใบหน้ายังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มจางๆ พลางกล่าว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าขออภัยล่วงหน้าก็แล้วกัน”
พูดจบ นางก็หยิบพิณโบราณจากแหวนมิติออกมา นิ้วเรียวงามเคลื่อนไหวสัมผัสสายพิณ
เสียงพิณเบาบางดั่งระลอกคลื่นในสระน้ำกระเพื่อมออกไป แผ่ขยายทั่วทั้งจวนเจ้าเมืองในพริบตา
โม่หยางขมวดคิ้วทันทีในขณะนั้น ความไม่พอใจเริ่มคุกรุ่นในใจ
‘แม่นางน้อยผู้นี้ คงตั้งใจจะเล่นงานข้าแน่ชัด…’
เพราะเสียงพิณที่สาดซัดมานั้นแฝงไว้ด้วยพลังลี้ลับบางอย่าง ทำให้จิตสำนึกของเขาราวกับจะเลือนราง ราวกับจะถูกกล่อมให้หลับใหล…
“เจ้าหนู หากข้าเดาไม่ผิด เพลงที่นางบรรเลงอยู่นี้คือหนึ่งในเพลงศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักเสียงเซียน เพลงปราบมาร! ได้ยินว่าหากมีผู้ฝึกจนบรรลุถึงระดับหนึ่ง เพลงนี้สามารถสยบเทพปราบมารได้เลยทีเดียว! วิชาดนตรีของสำนักนี้เน้นการสังหารด้วยเสียง บั่นทอนจิต วิญญาณ และร่างกายโดยตรง แต่มันจะเริ่มจากจิตใจ เจ้ายังอ่อนด้อยนัก รีบรวบรวมสมาธิ อย่าได้ปล่อยใจไปกับเสียงเพลงเด็ดขาด!”
เสียงเจ้าหมาน้อยเอ่ยขึ้นเบาๆ ในใจของโม่หยาง
โม่หยางเร่งรวบรวมจิตตบะทันที ควบแน่นพลังภายในตนอย่างเงียบงัน
เสียงเพลงแผ่ซ่านไปทั่ว ทั้งห้องโถงเงียบสงัด ไม่มีเสียงอื่นใดเจือปน
บางครั้งเสมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิอันแผ่วเบา ราวกับผืนแผ่นดินเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
บางครั้งเสมือนบุปผาเบ่งบานสะพรั่ง
แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นลมวสันต์พัดกรูมาน่าอึดอัดใจ
จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นพายุหิมะในฤดูเหมันต์...
ตึง!
เสียงสุดท้ายดังขึ้น โม่หยางร่างกายสั่นสะท้าน ราวกับกระบี่มารแทงทะลุเข้ามาในสมอง พลังโลหิตทั่วร่างปั่นป่วนพลุ่งพล่าน เขาอ้าปากพ่นโลหิตออกมาคำโต จอกสุราตรงหน้าถูกย้อมด้วยโลหิตจนกลายเป็นสีแดงฉาน เสมือนจอกที่เต็มไปด้วยเลือดสด
“ท่านพี่โม่ ข้าต้องขออภัย ข้าไม่รู้ว่าท่านมีระดับพลังอยู่เท่าใด เพราะบทเพลงของพวกเราสำนักเสียงเซียน ล้วนมีเจตจำนงแห่งเสียง หากพลังไม่ถึงขั้นย่อมไม่อาจรับไหว”
เมิ่งเซียนอินทำหน้าเศร้า เอ่ยอย่างรู้สึกผิด
เพราะในบรรดาเหล่ายอดคนที่ร่วมโต๊ะ มีเพียงโม่หยางผู้เดียวที่ได้รับบาดเจ็บ
เหล่าผู้ร่วมงานเมื่อเห็นจอกสุราที่กลายเป็นสีเลือด ก็มีท่าทีแตกต่างกันออกไป
บางคนเผยแววดูแคลน บางคนกลับมีท่าทางครุ่นคิด...
โม่หยางเช็ดมุมปากด้วยหลังมือ จากนั้นเผยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า
“ไม่เป็นไร แม่นางเมิ่งบรรเลงได้ไพเราะมาก แต่ข้าจำได้ว่าก่อนข้าจะออกจากเรือนบุปผาเมามาย ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วว่า เสียงพิณที่แฝงไว้ด้วยจิตสังหาร ข้ามิชอบนัก!”
“สาวน้อยนี่นะ มีคำคำหนึ่งที่เหมาะกับเจ้ายิ่งนัก อกโตแต่ไร้สมอง! เจ้าคิดว่ามาอยู่ในจวนเจ้าเมืองแล้ว โม่หยางเขาจะไม่กล้ากดเจ้าลงพื้นเลยรึไง?”
เจ้าหมาน้อยเอ่ยขึ้นเสียงเมา พลางเหล่ตามองเมิ่งเซียนอิน
“หึ เจ้าเดรัจฉาน เจ้ากำลังหาเรื่องตายชัดๆ! แม่นางเมิ่งก็พูดแล้วว่าเป็นเพราะพลังของมันต่ำ ฟังไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร เจ้าเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน อย่าทำเป็นพูดจาเหมือนคน!”
หนึ่งในผู้ร่วมงานทนไม่ไหวถึงกับตะคอกออกมา
ที่โม่หยางพาหมามาร่วมโต๊ะด้วย ตั้งแต่แรกก็ทำให้คนหลายคนไม่พอใจแล้ว บัดนี้ยิ่งทนไม่ไหวจนต้องแสดงท่าทีออกมา
โม่หยางไม่พูดพร่ำ เพียงหยิบจอกสุราตรงหน้าสาดออกไปทันที พร้อมแฝงไว้ด้วยพลังลมปราณจากม้วนอักษรแห่งการต่อสู้
สุราที่สาดไปพุ่งออกเป็นเส้นสายดั่งกระบี่โลหิตหลายสิบสาย ฟาดเข้าใส่ชายผู้นั้นโดยตรง!
ใบหน้าของชายคนนั้นซีดเผือด เพิ่งรู้ตัวถึงแรงกดดันที่แฝงมาในสุรานั้น
แม้เขาจะมีระดับพลังพอๆ กับโม่หยาง แต่พลังที่แฝงมาในสุรานั้นกลับรุนแรงเกินต้าน
ฉึก! ฉึก!
ปัง!
แม้จะรีบออกมือสกัด แต่ก็ยังไม่อาจขวางได้หมด กระบี่โลหิตสองสายพุ่งทะลุร่างของเขา ส่งร่างทั้งร่างกระเด็นออกไปทันที
ผู้คนในงานสีหน้าตื่นตะลึง!
ในงานเลี้ยงเช่นนี้ โม่หยางกลับกล้าลงมือโดยไม่เอ่ยวาจาแม้สักคำ
สังหารตรงหน้าแบบไม่ลังเล!
“เจ้ามีพลังแค่ไหนกันจึงมากล้ามากว่าวาจาเช่นนี้ต่อหน้าข้า?” โม่หยางเอ่ยเสียงเย็น
เขาหันกลับไปมองเมิ่งเซียนอินอีกครั้ง
“แม่นางเมิ่ง ได้ยินมาว่าเจ้าคือศิษย์สืบทอดโดยตรงของเจ้าสำนักเสียงเซียน เมื่อครู่ในเสียงพิณของเจ้ามีจิตสังหาร ข้าเกิดสนใจขึ้นมาไม่น้อย ข้าว่าวันไหนก็ไม่เท่ากับวันนี้ ไหนๆ สถานที่ก็เหมาะสม เรามาประลองกันที่นี่เลยดีหรือไม่?”