- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 104 เซียนยังไม่กล้าแตะ!
บทที่ 104 เซียนยังไม่กล้าแตะ!
บทที่ 104 เซียนยังไม่กล้าแตะ!
สองฝั่งถนนมีผู้คนยืนมุงดูอย่างหนาแน่น แต่กลับเงียบงันราวกับไร้ชีวิต
โม่หยางไม่ต้องเดาให้มากความ ขบวนเช่นนี้ หากมิใช่เจ้าเมืองมาเอง ก็คงไม่มีผู้ใดจัดได้เช่นนี้
“เจ้าหนู ข้าว่าที่มาเนี่ย...จะใช่เจ้าเมืองแน่หรือ ทำไมเสียงพูดมันเหมือนขันทีไม่มีผิด ฟังแล้วสะอิดสะเอียน! ข้าว่าเขาน่าจะเคยเข้าวังมาก่อนแน่ๆ!” เจ้าหมาน้อยมองเกี้ยวอย่างเอือมระอา ปากก็พล่ามไม่หยุด
“เลิกพูดแล้วหาทางรอดให้ข้าก่อนเถอะ! เจ้าอายุเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เคยใช้เล่ห์กลอะไรมาบ้าง รีบคิดซะ!” โม่หยางพูดเสียงต่ำอย่างเคร่งเครียด
เขารู้ดี หากดื้อดึงสู้โดยตรง ย่อมไม่อาจชนะได้ แค่ทหารสองข้างทางก็เกินรับมือแล้ว ไหนจะเจ้าเมืองเองที่อยู่ในขั้นเหนือสามัญ
อย่าว่าแต่ตอนนี้ที่เขาอยู่ขั้นจ้าวยุทธ์สูงสุด ต่อให้ทะลวงขึ้นไปเป็นขั้นราชันยุทธ์ ก็ยังไม่มีทางต้านทานเจ้าเมืองได้เลย
เขาไม่ได้ตอบเสียงจากเกี้ยว เพราะรู้ว่าไม่มีคำใดจะเปลี่ยนสถานการณ์นี้ได้
ผู้ชมรอบข้างหลากหลายความคิด บ้างแอบสงสาร บ้างเย้ยหยัน คิดว่าโม่หยางช่างอวดดีไม่ดูตาม้าตาเรือ กล้าท้าทายอำนาจเจ้าเมือง
“ส่งมอบสัตว์เลี้ยง ข้าจะไว้ศพให้ครบ!”
เสียงคำรามเย็นเยือกจากในเกี้ยวดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงเจตนาฆ่าชัดเจน และทันใดนั้นเอง...
แรงกดดันมหาศาลปกคลุมทั่วทั้งลาน
แรงกดดันนั้นมุ่งตรงใส่โม่หยางเพียงผู้เดียว จนทำให้เขาตัวสั่นเทา เลือดในร่างเหมือนถูกบีบคั้น แม้จะพยายามรักษาท่าทีให้สงบ แต่แผ่นหินใต้เท้าก็แตกร้าว เท้าเขาจมลึกลงในพื้น เสียงกระดูกบดเบียดดังกร๊อบแกร๊บราวกับจะหักภายในไม่ช้า
“เจ้าหมาน้อย...มีทางหรือยัง?” โม่หยางกัดฟันพึมพำ
เจ้าหมาน้อยที่ยังคงเอนตัวอยู่บนบ่าโม่หยาง กลับดูสบายใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เจ้าหนู ดูท่าแล้วข้าคงต้องลงมือเสียที...เจ้าคนนี้มันกล้าปล่อยแรงกดดันใส่ข้ารึ? มันตาบอดหรือไง? ส่งพลังปราณให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
โม่หยางไม่รีรอ รีบถ่ายพลังปราณให้เจ้าหมาน้อยสายหนึ่ง
“เจ้าหูหนวกหรือไง ไม่ได้ยินที่ท่านเจ้าเมืองพูดรึ!” ชายกลางคนข้างเกี้ยวตะโกนใส่ด้วยความโกรธ
“หูมารดาเจ้าสิ! หูสุนัขทั้งบ้านเจ้าสิ! ไม่รู้รึข้าคือใคร? ถึงกล้ามาเห่าหอนใส่ข้าเช่นนี้!?” เจ้าหมาน้อยสวนกลับด้วยวาจาร้ายกาจทันที
ชายผู้นั้นถึงกับยืนอึ้ง ไม่เคยมีสุนัขตัวใดกล้าด่าเขาต่อหน้าผู้คนเช่นนี้มาก่อน
แต่ยังไม่ทันจะตั้งตัว เจ้าหมาน้อยก็จ้องเกี้ยวอย่างไม่แยแส “แค่ขั้นเหนือสามัญ...ใครให้เจ้ากล้าปล่อยแรงกดดันใส่ข้า?”
ทันใดนั้นเอง พลังคลื่นยักษ์ปะทุออกจากตัวโม่หยาง พัดพลังของเจ้าเมืองกระจุยในชั่วพริบตา
แรงกดดันใหม่นั้นรุนแรงกว่า ราวกับพายุคลั่งพัดกระหน่ำ สะท้านฟ้าสะเทือนดิน
แม้แต่โม่หยางยังตกตะลึง เขารู้ว่าเจ้าหมาน้อยไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นนี้
แรงกดดันนี้...ลึกล้ำเกินกว่าแม้แต่ผู้อาวุโสของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน เว้นเสียแต่ผู้อาวุโสสูงสุดคนเดียวเท่านั้นที่อาจเทียบได้
ทั่วเมืองวั่งเยว่เงียบงันสนิท
แม้แต่บนเรือนบุปผาเมามายที่มีโอรสสวรรค์ยืนดูอยู่ ทุกคนต่างเปลี่ยนสีหน้าในทันที
“นี่มันระดับพลังอะไรกันแน่?” เมิ่งเซียนอินอุทานเสียงเบา แต่เปี่ยมด้วยความตกตะลึง
แม้แต่หลวงจีนหนุ่มก็ขมวดคิ้ว “คล้ายจะมาจากเจ้าหมาน้อยนั่น…แต่มันไม่ใช่สุนัขธรรมดาแน่นอน ข้ารู้สึกว่า…”
“แยกไม่ออกแล้วล่ะ...” เนี่ยอวิ๋นพึมพำ สีหน้าไม่แน่ใจ “แค่มีสัตว์วิญญาณเช่นนี้ติดตาม ก็ตัวตนไม่ธรรมดาแน่”
สำหรับคนอย่างเจ้าเมือง ผู้ซึ่งครองเมืองด้วยอำนาจมาเนิ่นนาน มีชีวิตสุขสบายมาตลอดย่อมไม่คิดเสี่ยงง่ายๆ
และแล้ว...ม่านของเกี้ยวสั่นไหว ก่อนจะเปิดออก
เจ้าเมืองก้าวออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นระริก พูดไม่เต็มคำ
“ไม่ทราบท่าน...”
“ข้าไม่อยากหาเรื่องใคร และไม่อยากฆ่าผู้ไม่รู้... แต่ถ้ากล้าหาเรื่องข้าอีก ข้าจะกินเจ้าทั้งตระกูล!”
เสียงเจ้าหมาน้อยแม้จะฟังขบขัน แต่ตอนนี้กลับแฝงพลังอำนาจ จนดูจริงจังอย่างน่าประหลาด
เจ้าเมืองสะดุ้งตัวทันที พยักหน้ารัว
จากนั้นแรงกดดันรอบบริเวณก็หายไปในชั่วพริบตา ความสงบคืนมาอีกครั้ง
โม่หยางลอบมองเจ้าหมาน้อยบนบ่าด้วยความเคลือบแคลง ‘เจ้าหมานี่...พลังเริ่มสั่นคลอนแล้วแน่ มันใกล้หมดแรงแล้วสินะ’
“ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?” เจ้าหมาน้อยตะคอกใส่เจ้าเมืองเสียงเย็น
“ไปแล้ว! ไปแล้ว! ขอบคุณท่านที่ไว้ชีวิตข้า!” เจ้าเมืองรีบก้มหน้าพูดเสียงสั่น แล้วสั่งเหล่าทหารล่าถอยจากที่เกิดเหตุในพริบตา
โม่หยางถามเสียงต่ำ “เจ้านี่...ทำได้ยังไง?”
เจ้าหมาน้อยหัวเราะลั่น “นี่แหละคืออำนาจของข้า! หนึ่งคำขู่สะท้านฟ้าดิน!”
โม่หยางส่ายหน้า “เจ้าโกหก! เมื่อกี้ข้ารู้สึกได้เลยว่าแรงกดดันเจ้ากำลังตกลง หากเขาไม่ถอย เจ้าคงหมดมุกแน่!”
“เจ้าหนู จงฟังให้ดี เดินในยุทธภพ สิ่งแรกที่เจ้าต้องมีคือมาด รองลงมาคือเล่ห์กล เรื่องจริงหรือหลอกไม่สำคัญ...ขอแค่ทำให้คนอื่นเชื่อว่าเป็นจริงแค่นั้น!”
เจ้าหมาน้อยยืดอกอย่างภาคภูมิ “วันหลังปรนนิบัติข้าดีๆ ข้าจะสอนวิชาหลบหนีให้ ถึงขั้นเซียนยังไม่กล้าแตะ!”