- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 93 อสูรลี้ลับแห่งสุสานโบราณ
บทที่ 93 อสูรลี้ลับแห่งสุสานโบราณ
บทที่ 93 อสูรลี้ลับแห่งสุสานโบราณ
หลังโม่หยางออกมาจากมหาวิหาร เขาก็เดินย้อนกลับมาตามเส้นทางหินที่คุ้นเคย ทว่าในใจกลับยังสับสนวุ่นวายไม่หาย คำพูดของร่างเงาลึกลับผู้นั้นยังคงก้องอยู่ในห้วงความคิด
เมื่อได้สติอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองมายืนอยู่หน้าศิลาจารึกขนาดยักษ์อีกครั้งแล้ว
“ยอดฝีมือเช่นนั้น…ยามมีชีวิตคงแข็งแกร่งเทียบเท่าจักรพรรดิ กลับต้องลับหายอยู่ในที่รกร้างไร้ผู้คนเยี่ยงนี้” โม่หยางถอนใจเบาๆ สัมผัสถึงบรรยากาศโศกเศร้าที่ยังหลงเหลือ แม้ว่าเขาจะได้รับวาสนามากมายจากการเดินทางครั้งนี้ แต่ในใจก็หาได้ชื่นชมยินดีไม่ กลับเต็มไปด้วยความหดหู่
ไม่นานนัก ศิลาจารึกที่สูงเสียดฟ้ากลับเริ่มผุกร่อนเสมือนเวลาทั้งหมดย้อนคืนมาในพริบตา เพียงไม่กี่ลมหายใจ ศิลาอันสูงใหญ่หลายสิบจั้งก็พังทลายกลายเป็นฝุ่นผง หายไปพร้อมกับยอดเขาเขียวขจีด้านหลัง
ฟิ้ว…..
เสียงลมแหวกอากาศดังขึ้น ร่างเงาสีดำพุ่งออกมา
โม่หยางเพ่งมองแล้วต้องเบิกตากว้าง มันคืออสูรลึกลับตัวหนึ่ง รูปโฉมคล้ายสุนัขสีดำ แต่หากมองดีๆ ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว
“อะไรกันเนี่ย? นี่อสูรในดินแดนลับ? หรือสัตว์เลี้ยงของใคร?”
เขาตกใจไม่น้อย เพราะเจ้าสัตว์ตัวนี้ดูมีความรู้สึกนึกคิดอย่างชัดเจน ทันทีที่เขาพูด มันก็จ้องเขาด้วยสายตาคมกริบ
“ไอ้หนู! ยอมส่งของวิเศษออกมาแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!” สัตว์ร้ายตัวนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ แม้ตัวจะสูงเพียงฉื่อ แต่กลับเต็มไปด้วยท่าทางดุดันราวกับจอมมาร
“ฮะ!?”
โม่หยางอึ้ง สัตว์พูดได้!?
แถมยังพูดจาเหมือนอันธพาลข้างถนนอีกต่างหาก!
“เจ้านี่ไม่ใช่กินของวิเศษในสุสานเข้าไปหรอกนะ? ถึงได้มีปัญญาพูดภาษาคน?”
แม้เขาจะประหลาดใจ แต่กลับไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะเจ้าสัตว์ตัวนี้หน้าตาดูน่ารักพิลึก แม้จะทำหน้าดุแค่ไหน ก็ยังไม่ทำให้โม่หยางรู้สึกอันตรายแม้แต่น้อย
“เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง! ส่งสมบัติมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า หรือไม่ก็ข้าจะรับเจ้าเป็นลูกน้อง สอนให้เจ้ากินดีอยู่ดี!”
สัตว์ลึกลับขู่เสียงขรม ดวงตากลมโตดั่งอัญมณีสีดำจ้องมาอย่างเขม็ง
“บิดาเจ้าสิ! สมบัติบ้าบออะไร ข้าไม่ส่ง!”
โม่หยางร่ายม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหว เคลื่อนกายไปปรากฏหลังมัน ก่อนฟาดฝ่ามือใส่หัวมันทันที
แป๊ะ!!
“เฮ้ย! เสียงดี!” โม่หยางหัวเราะลั่น
“บังอาจนัก! อยากตายรึไง!”
สัตว์ลึกลับตวัดสายตามองด้วยโทสะอย่างที่สุด ดวงตาเปล่งประกายไม่ธรรมดา
แม้โม่หยางจะรู้ว่ามันไม่ใช่อสูรธรรมดา แต่เขากลับสัมผัสไม่ได้ถึงคลื่นพลังแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงกล้าแสดงฝีมือ
“ไอ้ค่ายกลเฮงซวย ทำเอาข้าหมดพลังสิ้น!”
อสูรลึกลับเริ่มบ่นพึมพำ ฟังดูเหมือนว่ามันเคยถูกกักขังอยู่ภายในสุสาน
“อย่าบอกนะว่าเจ้าเคยติดอยู่ในสุสานนั่น? เจ้าหมาน้อย! เจ้าน่าจะขอบคุณข้านะ ถ้าไม่ใช่เพราะข้า ค่ายกลกับข้อจำกัดภายในสุสานนั้นคงไม่ถูกปลด และเจ้าก็คงติดอยู่ในนั้นตลอดไป!”
โม่หยางจ้องมันด้วยสีหน้าครุ่นคิด เจ้าสัตว์สีดำตัวนี้ไม่รู้ว่าเป็นอสูรสายพันธุ์ใด ดูจากรูปลักษณ์แล้ว อาจเป็นเผ่าพันธุ์โบราณที่สูญหาย
“เจ้ามนุษย์สารเลว! ข้าคือ… อย่า..อย่าเรียกข้าว่าเจ้าหมาน้อยนะ! ไม่งั้นข้าจะกินเจ้าทั้งเป็นเลย!” อสูรจ้องกลับด้วยความเคียดแค้น
โม่หยางเริ่มแน่ใจแล้วว่าเจ้านี่ไม่ธรรมดา แถมพูดจาเลอะเทอะราวกับเด็กเกเร
“ไม่ใช่เจ้าอยากได้สมบัติงั้นหรือ? ข้าได้มาหลายอย่างเลย ข้าจะพาเจ้าไปดู!”
ดวงตาอสูรกลอกกลิ้ง “เจ้าคงไม่หลอกข้าใช่ไหม? ไหนจู่ๆ ก็ใจดีขึ้นมาเฉย?”
โม่หยางยิ้มก่อนจะร่ายม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหวและม้วนอักษรแห่งการต่อสู้พร้อมกัน แปรพลังลมปราณเป็นฝ่ามือเรืองแสงคว้าตัวอสูรตัวนั้นทันที แล้วพุ่งทะยานเข้าสู่หอจักรพรรดิดารา
เพราะในแหวนมิติไม่อาจเก็บสิ่งมีชีวิตได้ เขาจึงใช้หอจักรพรรดิดาราในการกักขัง
ทันทีที่เข้าสู่หอจักรพรรดิดารา อสูรตัวนั้นก็ขนลุกชันทั้งร่าง!
สำหรับโม่หยางแล้ว สถานที่แห่งนี้เปรียบเหมือนบ้านของตน ไม่มีแรงกดดันใดๆ แต่สำหรับอสูรตนนั้น มันกลับรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในคุกปีศาจที่มีพลังโบราณลี้ลับแฝงอยู่ ราวกับมียอดฝีมือโบราณจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่! ทำไมเจ้ามีของอย่างนี้อยู่กับตัว!?”
มันตกตะลึง ดวงตาเปล่งแสงวิบวับแฝงด้วยความหวาดกลัว
“ข้าคือพ่อเจ้าไงเล่า!”
โม่หยางตอกกลับทันควัน
“หยาบคาย! เจ้าหนู! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร!? ในอดีตผู้ฝึกยุทธ์แบบเจ้าแม้แต่จะเป็นขนมของข้ายังไม่คู่ควร!”
“เหอะมาถึงถิ่นข้าแล้วยังกล้าเห่า ข้าคิดว่าเจ้าไม่ใช่แค่อสูรธรรมดาแน่ ถ้าข้าเอาเจ้าไปกลั่นเป็นโอสถ จะได้โอสถล้ำค่าอะไรบ้างนะ?”
โม่หยางเดินเข้าหาอย่างสบายอารมณ์ ยื่นมือคว้ามันขึ้น พุ่งไปยังชั้นสองของหอจักรพรรดิดารา
“เตาหลอมแห่งโชคลาภ!”
ยังไม่ทันที่โม่หยางจะเอ่ยสิ่งใด อสูรตนนั้นก็ร้องลั่นเมื่อเห็นเตาหลอมแห่งโชคลาภที่ตั้งตระหง่านอยู่ในชั้นนี้
“เจ้ารู้จักมันจริงๆ ด้วย...มาสิเจ้าหมาน้อย อย่าดิ้นเลย เจอกันก็คือวาสนา...ยอมให้ข้าหลอมเสียดีๆ เถอะ!”
“ไอ้หนู! หยุดเดี๋ยวนี้!”
“เอาล่ะ เจ้าฟังข้าก่อน!”
“เฮ้ย! ข้า...ข้ายอมแพ้แล้ว!”
โม่หยางหยุดฝีเท้า แล้วเอ่ยเสียงเย็น “พูดมาตามตรง เจ้าคือตัวอะไรกันแน่? ทำไมถึงอยู่ในสุสานนั้น? มิฉะนั้น ข้าจะโยนเจ้าลงเตาเดี๋ยวนี้!”
“ข้าบอกเจ้าไว้ก่อน เตานี่ไม่ใช่เตาธรรมดา เปลวเพลิงในนั้นเผาผลาญได้ทุกสิ่ง แม้เจ้าจะไม่ใช่อสูรธรรมดา...แต่ข้าว่าเจ้าก็ไม่น่ารอด!”
เจ้าอสูรตนนั้นจ้องเตาหลอมแห่งโชคลาภตาเป็นประกาย แต่ในที่สุดก็หลุบตาลงอย่างอับจน
“เจ้าหนู...ก่อนอื่น วางข้าลงก่อน เราค่อยคุยกันดีๆ ได้ไหม…”