- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 91 สุสานลี้ลับ (ยาว)
บทที่ 91 สุสานลี้ลับ (ยาว)
บทที่ 91 สุสานลี้ลับ (ยาว)
โม่หยางไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนซึ่งเข้าสู่ดินแดนลับแห่งนี้ ต่างประสบเหตุการณ์เดียวกับเขาไม่มีผิด
อวี้เหยาเมื่อเข้าสู่ดินแดนลับ ก็มองเห็นศิลาจารึกยักษ์ที่สลักคำว่าสือซานเช่นเดียวกัน
และไม่ใช่เพียงนางเท่านั้นไม่ว่าผู้ฝึกยุทธ์จะเข้าสู่ที่แห่งนี้ก่อนหรือหลัง ต่างถูกแยกออกจากกันตั้งแต่ก้าวแรก ไม่มีผู้ใดพบพานกันเลย สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามีเพียงสุสานโบราณเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ศิลาจารึกขนาดมหึมาตั้งตระหง่านเงียบงันไม่อาจรู้ว่าผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานเพียงใดผู้ที่ได้เห็นไม่อาจไม่ตะลึง ไม่อาจไม่สั่นสะเทือน
ทว่าบ้างก็ยังไม่อาจเดินไปถึงหน้าศิลาจารึกนั้นได้ ใกล้เข้าไปเพียงนิด ทุกสิ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นม่านหมอกหนา ไม่อาจแลเห็นซากสุสานอันแสนอ้างว้างนั้นอีกเลย
บ้างก็ก้าวเข้าไปภายในได้ ทว่ากลับถูกขังอยู่ในเส้นทางหินยาวเหยียดไร้จุดสิ้นสุด เป็นภาพลวงตาจากค่ายกลแห่งหนึ่ง พวกเขาไม่อาจสลายม่านลวงตาเบื้องหน้า ไม่อาจหาทางออก
แท้จริงแล้ว โม่หยางรู้ดีว่าดินแดนลับแห่งนี้เสมือนด่านทดสอบทีละขั้น แต่ละขั้นล้วนเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง
เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่าท้ายที่สุดจะนำไปสู่ที่ใด และไม่รู้เลยว่าภายในแห่งนี้ซ่อนสิ่งใดไว้กันแน่
...
เวลานี้ โม่หยางได้กลับมายังสำนักหลิงซวี ภาพเบื้องหน้าแลดูสมจริงยิ่งนัก เขาเดินลัดเลาะลงจากหลังเขา ลมอ่อนโชยผ่านใบหน้าอย่างแผ่วเบา
ในหูยังได้ยินเสียงร้องขานของเหล่าศิษย์ที่ประลองกันในลานฝึกวิชา ได้ยินเสียงนกร้องระหว่างพงไม้ กระทั่งตอนเหยียบย่ำน้ำในลำธารยังรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก
“เสี่ยวหยาง!”
ในยามนั้นเอง โม่หยางพลันได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ทำให้ร่างเขาชะงักค้างในบัดดล
เสียงเรียกที่เขาไม่ได้ยินมานานแสนนาน เสียงที่ทั้งคุ้นเคยจนฝังลึกในจิตใจ
‘เสียงนี้…เป็นเสียงของท่านอาจารย์…เป็นเสียงของผู้อาวุโสสี่แห่งสำนักหลิงซวี!’
โม่หยางไม่ได้ยินเสียงนี้มานานเหลือเกินแล้ว
และเขาก็จำได้อย่างชัดเจนว่า ท่านอาจารย์จากโลกนี้ไปนานแล้ว เพิ่งเมื่อครู่ที่เขาเดินลงมาจากหลังเขา เขายังเห็นสุสานเดี่ยวๆ ของท่านอาจารย์อยู่ เห็นเครื่องสักการะที่เขาเคยนำมาวางไว้หน้าหลุมศพ
แต่...
โม่หยางไม่ทันคิดสิ่งใด รีบหันกลับไปดูทันที และสิ่งที่เขาเห็นคือร่างคุ้นตาผู้หนึ่งชุดคลุมสีเขียว ใบหน้าเมตตา ยิ้มแย้มให้เขาเช่นเดิมราวกับอดีตไม่เคยเปลี่ยน
“ท่านอาจารย์!”
โม่หยางก้าวพลาดเหมือนจะล้ม รีบวิ่งเข้าหาชายชราในชุดเขียวอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อเข้าไปใกล้ สีหน้าของชายผู้นั้นกลับแปรเปลี่ยน มือข้างหนึ่งพลันชักกระบี่คมกริบออกมา แทงเข้าใส่โม่หยางอย่างรุนแรง!
“ท่าน...อาจารย์…”
โม่หยางแทบไม่เชื่อสายตา คนผู้นี้คือผู้ที่เคยรักเขาดั่งบุตรยิ่งชีพ ทำไมถึงทำร้ายเขาเช่นนี้?
เขามองดูกระบี่ที่ปักเข้าอกตนเองด้วยดวงตาเบิกกว้าง ความเจ็บแปลบราวฉีกขาดหัวใจแล่นเข้าเต็มอก เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าท่านอาจารย์ที่เคยอบอุ่น แต่ตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความเย็นชา ทารุณ และโหดร้ายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”
เสียงหัวเราะแหลมสูงชวนขนลุกดังออกมาจากปากของผู้อาวุโสสี่ เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น เสมือนว่าระหว่างพวกเขามีความแค้นฝังรากลึก
“เหตุใดกัน?” โม่หยางรู้สึกถึงพลังชีวิตที่ไหลออกจากร่าง สติเริ่มเลือนราง
เขาไม่ยินยอม…และไม่เข้าใจเลย!
“เจ้ามีสมบัติจักรพรรดิในกาย มีมรดกจักรพรรดิ เหตุใดไม่มอบให้ข้าในฐานะอาจารย์? เจ้าสมควรตาย!”
เสียงเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความแค้นสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเขา
โม่หยางเริ่มมองใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดแล้ว เขารู้สึกได้ถึงกระบี่ของคนผู้นั้นที่ผ่ากลางตันเถียนของตน แล้วควักเอาหอจักรพรรดิดาราออกมา
เสียงหัวเราะบาดหูดังลั่น ในขณะที่สติเขาค่อยๆ ดับวูบลง…
...
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด โม่หยางฟื้นคืนสติ พบว่าร่างตนยังคงยืนอยู่ในมหาวิหารแห่งนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
เขารีบก้มดูหน้าอกของตน ไม่มีแม้แต่รอยแผล ร่างกายยังสมบูรณ์ดี และในตันเถียน หอจักรพรรดิดาราก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่แปรเปลี่ยน
“เป็นแค่ภาพลวงตา…แต่เหตุใดถึงสมจริงถึงเพียงนี้…”
โม่หยางยกมือปาดน้ำตา พลางกวาดตามองรอบวิหาร ที่แห่งนี้ต้องมีค่ายกลลวงตาอันล้ำลึกแน่นอน สามารถหยั่งรู้ความทรงจำของผู้ฝึกยุทธ์ แล้วจำลองมันออกมาเป็นภาพมายา
“เหตุใดจึงเป็นภาพลวงตาเช่นนั้น…หรือเป็นเพราะกลิ่นอายโศกเศร้าในที่แห่งนี้กันแน่?”
สายตาเขาเหลือบมองไปยังอีกด้านหนึ่งของมหาวิหาร ปรากฏทางเดินหินอีกเส้นหนึ่ง
โม่หยางก้าวเท้าไปข้างหน้า ขึ้นสู่เส้นทางหินเส้นนั้น บนเส้นทางกลับมีร่างหนึ่งยืนอยู่
คือเงาร่างในชุดขาว เป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์?
เมื่อเห็นแผ่นหลังอันงดงามนั้น โม่หยางจำได้ทันทีว่านางคืออวี้เหยา
เขาขมวดคิ้วพลางเร่งฝีเท้าเข้าไปหา ในใจรู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย เดินทางมานานเพียงนี้ ในที่สุดก็ได้เจอคนเป็นสักคนเสียที แถมยังเป็นผู้ที่เขารู้จักดี
แต่อวี้เหยากลับไม่หันมามองแม้แต่น้อย นางจ้องมองไปยังเบื้องหน้าอย่างสงบ
เวลานี้เอง โม่หยางจึงได้เห็นว่า ปลายทางของเส้นทางหินนั้นมีแท่นศิลาตั้งอยู่ บนแท่นนั้นวางกระบี่โบราณเล่มหนึ่งเอาไว้อย่างสง่างาม
บนแท่นหินยังมีม้วนตำราโบราณวางเรียงกันอยู่หลายม้วน
“กระบี่โบราณช่างสูงส่งนัก…หรือว่าม้วนตำราเหล่านั้นจะเป็นเคล็ดวิชาลับ?” โม่หยางตกตะลึงในใจ เขารู้ดีว่า สุสานแห่งนี้ไม่ธรรมดา แล้วทั้งกระบี่และเคล็ดวิชาก็ย่อมไม่ใช่สิ่งธรรมดาเช่นกัน
แต่ในยามนั้นเอง ก็มีร่างหนึ่งปรากฏออกมาจากด้านข้าง พอโม่หยางมองเห็น ร่างทั้งร่างก็แข็งค้าง
เป็นท่านอาจารย์ของเขาอีกแล้ว!
“เป็นภาพลวงตาแน่นอน!” โม่หยางรีบตะโกนเบาๆ ท่านอาจารย์จากไปนานแล้ว ในภาพลวงตาก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏตัวแล้ว ยังใช้กระบี่แทงเขา แหวกเปิดตันเถียนและชิงเอาหอจักรพรรดิดาราไป
เขารีบเร่งหมุนเวียนเคล็ดวิชาจักรพรรดิดารา ทว่าร่างนั้นกลับยังคงอยู่ต่อหน้า ใบหน้าอ่อนโยนและเมตตา ลมหายใจก็ช่างคุ้นเคยเสียจริง
“เสี่ยวหยาง...ในที่สุดอาจารย์ก็ได้พบเจ้าแล้ว!”
ร่างนั้นเอ่ยออกด้วยเสียงสั่นสะท้านอย่างตื้นตัน ก่อนจะเดินพุ่งเข้าหาโม่หยางทันที
“อย่าเข้ามา! เจ้าไม่ใช่ท่านอาจารย์ของข้า! อาจารย์ของข้าสละชีวิตเพื่อหาสมุนไพรให้ข้า และได้ตายจากในผืนป่าหมื่นภูผาไปนานแล้ว!” โม่หยางคำราม ดวงตาแดงก่ำ เขาไม่ต้องการเห็นภาพเช่นนี้ที่สุด แต่ก็รู้แน่แก่ใจว่านี่ต้องเป็นภาพลวงตา
“ภาพลวงตาบ้าอะไรกัน! จงสลายไปซะ!” เขาตะโกนพลางใช้มือทั้งสองร่ายม้วนอักษรแห่งการต่อสู้ พลังกระบี่ที่แกร่งพุ่งออกไปฟันใส่ร่างนั้นทันที
ทว่ากระบี่กลับฟันทะลุร่างนั้นไปอย่างง่ายดาย...
ร่างนั้นมองเขาอย่างตกตะลึง เลือดไหลรินออกมาจากบาดแผลบนร่างที่ถูกฟัน เลือดนั้นไหลมาถึงมือของโม่หยาง มันยังอุ่นอยู่
“เสี่ยวหยาง…อาจารย์มิได้ตาย การออกตามหาสมุนไพรทำให้อาจารย์หลงทางในผืนป่าหมื่นภูผา ต้องใช้เวลานานจึงกลับออกมาได้ ข้ากลับไปยังสำนักหลิงซวีมาแล้ว ได้ยินว่าเจ้าจากไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน และเมื่อได้ข่าวว่าที่นี่มีดินแดนลับ ข้าจึงติดตามมา…”
เสียงของเขาสั่นเครือ สีหน้าซีดเผือดเอ่ยต่ออย่างระล่ำระลัก
“เจ้ายังจำได้หรือไม่ ครานั้นที่อาจารย์พาเจ้าออกจากสำนัก แล้วพวกเราถูกกลุ่มโจรลอบโจมตี…”
...
เสียงนั้นพูดต่อเนื่อง ทั้งหมดล้วนเป็นเหตุการณ์ที่มีแค่เขากับท่านอาจารย์เท่านั้นที่รู้ โม่หยางไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟังแม้แต่น้อย แต่กลับถูกพูดออกมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“ท่านอาจารย์...เป็นท่านจริงๆ หรือ?”
โม่หยางทั้งร่างตกอยู่ในความตระหนก น้ำตาคลอเบ้า รีบพุ่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังล้มลง
แต่นั่นเอง ร่างที่เขาประคองกลับชี้ไปยังอวี้เหยาที่ยังยืนนิ่งอยู่ และพูดขึ้นว่า
“กระบี่เล่มนั้นเป็นกระบี่วิเศษไร้เทียมทาน ตำราเหล่านั้นก็เป็นเคล็ดวิชาไร้ผู้เทียบ นางกำลังติดอยู่ในภาพลวงตายังไม่ฟื้น เจ้ารีบฆ่านางเสีย ทุกสิ่งจะตกเป็นของเราสองศิษย์อาจารย์!”
โม่หยางได้ยินเช่นนั้นก็สั่นศีรษะ สีหน้าเจ็บปวด เขามองใบหน้าคุ้นเคยของชายชราในอ้อมแขน ลมหายใจและจังหวะชีพจรยังคงอยู่จริงอย่างที่สัมผัสได้
“แต่...ท่านอาจารย์เคยสอนข้าไม่ใช่หรือว่า…”
“ผู้คนล้วนมาแสวงหาสมบัติ หากเจ้าไม่ฆ่านาง เมื่อนางตื่นขึ้นย่อมฆ่าเจ้า!”
โม่หยางเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “เจ้าไม่ใช่ท่านอาจารย์ของข้า หากเป็นท่านจริงๆ ท่านต้องเตือนให้ข้าหนีจากที่อันตรายนี้ หากเป็นท่านอาจารย์จริงๆ แม้สมบัติจะอยู่ตรงหน้า ท่านก็ต้องห้ามข้าไม่ให้แย่งชิง!”
“ทั้งหมดนี่ก็แค่ภาพลวงตา ภาพลวงตาที่เกิดจากความเกลียดชังที่ข้าฝังลึกในใจ และมันได้ขุดเอาความมืดในจิตใจข้าออกมาเท่านั้น!”
ท่านอาจารย์ที่แท้จริงไม่ใช่เช่นนี้ ท่านเป็นคนที่จิตใจซื่อตรง เมตตา ไม่เคยยุยงให้เขาเข่นฆ่าเพื่อสมบัติ
โม่หยางหลับตานั่งสมาธิลงทันที จิตใจแจ่มชัด หมุนเวียนเคล็ดวิชาจักรพรรดิดาราอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปิดจิตสัมผัส ก็พบว่า รอบตัวเขาเป็นเพียงมหาวิหารเปล่าเปลี่ยวไร้เงาผู้ใด
ทั้งอวี้เหยาและท่านอาจารย์ต่างหายไปหมด
“ช่างเป็นภาพลวงตาที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก…แล้วที่นี่คือสุสานของผู้ใดกันแน่? หรือว่าไม่ใช่แค่ค่ายกลธรรมดา?”
จิตใจของโม่หยางยังไม่อาจสงบลงได้ เพราะภาพที่ปรากฏก่อนหน้านั้นลึกซึ้งเกินบรรยาย
...
ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไร จนกระทั่งใจว่างเปล่าดุจผืนน้ำ โม่หยางจึงค่อยๆ ลืมตา
ภาพเบื้องหน้าปรากฏแท่นหินอยู่ตรงปลายมหาวิหาร แต่ยิ่งเข้าไปใกล้ เขากลับพบว่ามันไม่ใช่แท่นหิน หากแต่เป็นโลงหินขนาดยักษ์!
โม่หยางระแวดระวัง ก่อนหน้านี้มีแต่ภาพลวงตา จนเขาแทบไม่อาจแยกแยะความจริง ทว่าพอเข้าใกล้โลงหิน ในยามนั้นเอง หอจักรพรรดิดาราภายในตันเถียนก็เกิดปฏิกิริยา!
“หอจักรพรรดิดาราเกิดปฏิกิริยา…ภายในโลงหินนี้มีสิ่งใดกันแน่?”
ตั้งแต่เข้าสู่ดินแดนลับมา หอจักรพรรดิดารายังไม่เคยเกิดการสั่นไหวเช่นนี้เลย
“เหตุใดไม่พบผู้ใดเลย หรือว่าคนอื่นยังมาไม่ถึงที่นี่?”
โม่หยางมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา ระยะห่างจากโลงหินเพียงไม่กี่สิบจั้ง แม้แต่ผงฝุ่นบนฝาโลงยังมองเห็นได้ชัด รอบมหาวิหารมีไข่มุกส่องแสงเท่ากำปั้นประดับไว้ ทำให้ภายในสว่างดุจกลางวัน
หลังสังเกตอยู่นานไม่พบสิ่งผิดปกติ เขาจึงตัดสินใจเข้าใกล้
ภายในใจยังคงกังวล เพราะนี่คือสุสาน สิ่งที่อยู่ในโลงอาจเป็นของวิเศษที่ฝังร่วมกับศพ หรือไม่ก็ศพของผู้แข็งแกร่งโบราณเอง!
เมื่อถึงเบื้องหน้า เขากัดฟันแน่นแล้วออกแรงผลักฝาโลงหินอย่างสุดแรง
โครม…
เสียงกึกก้องดังขึ้นทั่วมหาวิหาร ราวกับพื้นดินสั่นสะเทือน ฝาโลงค่อยๆ เลื่อนออก ท่ามกลางเสียงบดหินที่ดังก้องทั่วห้องราวประตูที่ถูกผนึกมาชั่วกัปชั่วกัลป์กำลังเปิดออก
ทันใดนั้น พลังมหาศาลบางอย่างก็พุ่งออกมาจากช่องว่างของโลงหินโดยไม่ให้ตั้งตัว ร่างโม่หยางถูกดีดกระเด็นออกไกลในบัดดล
โชคดีที่หอจักรพรรดิดาราเกิดแสงเรืองรองห่อหุ้มร่างเขาไว้ มิฉะนั้นร่างของเขาอาจถูกบดขยี้จนแหลกเละเป็นชิ้นเนื้อ
พลังนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ราวกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กำลังฟื้นคืนจากนิทรา พลังที่แผ่ออกมาบีบเขาจนแทบกระดูกแตก
ในยามนั้นเอง เสียงถอนหายใจหนึ่งดังขึ้นอย่างเงียบงัน แฝงด้วยความโศกเศร้า สะท้อนดังก้องทั่วมหาวิหารจนฝุ่นผงร่วงหล่นจากเพดาน
“คิดไม่ถึงเลย...ว่าคนแรกที่มาถึงจะเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นจ้าวยุทธ์เท่านั้น…”
เสียงแก่ชราดังตามมา แฝงด้วยความหดหู่ยิ่งนัก
โม่หยางเหงื่อท่วมมือทั้งสองข้าง สั่นสะท้านในใจ เสียงนั้นมาจากในโลงหิน หรือว่าผู้ที่ถูกฝังในโลงยังไม่ตาย!?
“ผู้น้อยมิได้ตั้งใจล่วงเกิน ขออภัยที่รบกวน ขอท่านเมตตาปล่อยผู้น้อยจากไปเถิด!” โม่หยางตะโกนฝ่าพลังบีบคั้น กล่าวขอขมา แล้วหันหลังเตรียมถอยหนีสุดแรง
แต่ยังไม่ทันก้าว ร่างเขาก็ถูกแสงเรืองรองจากโลงหินโอบล้อมตรึงไว้ในทันที
“โอกาสนี้ได้เปิดขึ้นแล้ว ผู้มีวาสนาย่อมได้ไป ในเมื่อเจ้าผ่านการทดสอบที่ข้าทิ้งไว้ได้ ผู้มีวาสนานั้นก็คือเจ้า!”
เสียงเอ่ยยืนยันพร้อมกับฝาโลงหินที่เลื่อนเปิดออก ก่อนจะตกลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง
ตึง!!!
แสงเรืองรองลอยออกจากโลงหิน แล้วก่อเกิดเป็นเงาร่างหนึ่งที่โปร่งใส
แม้สถานที่แห่งนี้จะชวนขนลุก แต่มวลพลังจากร่างนั้นกลับไม่แฝงกลิ่นอายชั่วร้าย มีเพียงความสงบสุขอย่างลึกล้ำ
“เจ้าคือผู้มีวาสนา ผู้สืบสายโลหิตจากเผ่าเทพยุคบรรพกาล!” ร่างนั้นกล่าวพลางจ้องโม่หยาง
โม่หยางตะลึงงัน เผ่าเทพยุคบรรพกาลคืออะไร? เขาก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น!
เงาร่างนั้นเพ่งมองไปยังตันเถียนของเขาพลางขมวดคิ้ว ก่อนจะเผยสีหน้าแปลกใจ
“หรือว่า…หอจักรพรรดิดารานั่น เจ้าคือ…”
“ร่างมนุษย์…สายเลือดเทพ…ข้าเข้าใจแล้ว มีผู้ขโมยเอาผลแห่งมหามรรคาของสวรรค์ไป!”
โม่หยางฟังแล้วมึนงง เหมือนอยู่ในหมอกคลุมทั้งร่าง รู้เพียงว่าร่างที่เบื้องหน้านั้นจับจ้องมาทำให้เขาขนลุก
“แม้ความสำเร็จมีเพียงน้อยนิด…แต่เอาเถอะ เจ้าก็ถือว่าวาสนาถึง ข้าจะช่วยผลักดันอีกแรง!”
สิ้นคำพูดนั้น ร่างโปร่งใสสะบัดมือเบาๆ
ทันใดนั้น แสงศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกายขึ้นจากในโลงหิน
จากนั้น ดวงตายักษ์ขนาดเท่าศีรษะสามสี่คนก็ลอยขึ้น ทั่วทั้งลูกตามีแสงศักดิ์สิทธิ์ส่องสะท้อนวนเวียน
สีหน้าของโม่หยางซีดเผือด เหตุการณ์เบื้องหน้าเหนือกว่าที่เขาจะรับไหว แต่เขาขยับตัวไม่ได้เลย ได้แต่มองดวงตายักษ์นั้นลอยเข้ามาหาเขา…ราวกับมันจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งเป็น!