- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 29 เพียงหมัดเดียว
บทที่ 29 เพียงหมัดเดียว
บทที่ 29 เพียงหมัดเดียว
คำพูดของหญิงสาวลึกลับทำให้โม่หยางสะดุ้งเย็นวาบไปทั้งตัว โดยเฉพาะเสียงหัวเราะแผ่วเบานั้น มันทำให้เขารู้สึกราวกับมีใบหน้าของอสูรก้มลงจ้องตนเองอยู่ตรงหน้า
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่อาจเรียกสติกลับมาได้เต็มที่
การกระทำของหญิงสาวลึกลับผู้นั้น โม่หยางไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลย
เขายืนอึ้งอยู่กับที่นานสองนานก่อนจะรู้สึกตัว
‘ม่ายยยยย… ฮะ ฮิฮิอะไรกัน เจ้าสิต้องเอาให้ข้า มันไม่ใช่แบบนี้ นี่มันปล้นกันชัดๆ!’
เขาสบถด่าขึ้นมาในใจ
‘บัดซบ! แบบนี้ก็มีด้วยเรอะ!?’
โดนใครไม่รู้มารับเป็นศิษย์ เอาเป็นว่าหน้าอาจารย์ยังไม่ทันเห็นก็ยังไม่พอ แถมไม่ได้อะไรสักอย่าง!
สำคัญที่สุดคือ เขาโดนปล้นไปกว่าสองล้านตำลึงเงิน!
หญิงสาวผู้เคร่งขรึมราวกับหิมะน้ำแข็งในยามปกติ ที่แท้กลับลงมือฉกเงินได้หน้าตาเฉย ซ้ำยังรวดเร็วเด็ดขาดเสียด้วย
‘โลกภายนอกช่างน่ากลัว แม่แต่โจรสาวยังมีพลังขนาดนี้!’
แน่นอนว่าโม่หยางได้แต่กลืนความแค้นไว้ในอก ไม่กล้าเอ่ยวาจาออกมาแม้แต่น้อย
หญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา นางช่างอันตรายเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้
“บัดซบ! ข้าว่าอนาคตของข้าคงดับวูบเสียแล้ว! เจ้าเฒ่าบัดซบที่มัวแต่พยากรณ์ฟ้าดิน ถ้ามีโอกาสได้เจอ ข้าจะถอดกางเกงเจ้าดูให้ได้!” โม่หยางสบถ
ทันใดนั้น มือขาวผุดผาดข้างหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง บิดหูเขาแน่นก่อนจะยกตัวเขาขึ้นทั้งร่าง
กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมากระทบจมูก พร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ทำให้เขาหนาวสันหลัง
“ศิษย์น้อง เจ้าต้องเคารพท่านอาจารย์นะ และอีกอย่าง…อย่าคิดอะไรลามกกับศิษย์พี่ล่ะ!”
โม่หยางเจ็บจนหน้าย่น หลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น รีบพยักหน้ารัวงึกๆ
“ศิษย์น้อง น่ารักมาก~” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะปล่อยมือ
โม่หยางแทบร้องไห้ออกมาแล้ว รีบวิ่งหนีกลับเข้าเมืองเสวียนเทียนทันที ราวกับหนีตาย
หลังจากที่เขาลับตา หญิงสาวลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ณ จุดเดิม
นางมองไปยังเมืองที่โม่หยางวิ่งเข้าไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย พึมพำกับตัวเองว่า
“ขั้นสวรรค์เร้นลับระดับหนึ่ง…ไม่แปลกที่ท่านอาจารย์ไม่ให้วิชาเซียนกับเขา ดูเหมือนในร่างเขาจะซ่อนพลังบางอย่างอยู่…”
จากนั้น รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนาง พลางหยิบขวดยาเล็กสองขวดออกจากฝ่ามือ
“โอสถแห่งความเยาว์วัย…เจ้าหนูนี่ช่างไม่รู้จักแบ่งของดีให้พี่สาวเลยจริงๆ …”
...
โม่หยางกลับถึงโรงเตี๊ยม ปิดประตูแน่นหนา ก่อนจะเข้าสู่หอคอยจักรพรรดิดาราในทันที
เขานำคัมภีร์โบราณที่เพิ่งได้รับออกมาพินิจดู แม้จะสงสัย แต่นางก็เป็นยอดฝีมือ คงไม่ถึงขั้นเอาคัมภีร์ปลอมมาหลอกเขา
แม้ตัวหนังสือจะดูยุ่งเหยิงเหมือนลายมือคนบ้า แต่โม่หยางก็อดทนเปิดอ่านไปเรื่อยๆ
และในไม่ช้า สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป
ตัวอักษรที่ดูยุ่งเหยิงนั้น กลับแฝงไว้ด้วยเจตนากระบี่อันน่าสะพรึง
“เจตนากระบี่รุนแรงถึงเพียงนี้…”
เมื่อเขาจ้องมองต่อเนื่อง ดวงตาถึงกับแสบ เสมือนมีกระบี่คมกล้าจ่อมาที่ดวงตา ความเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้ากระดูก
คัมภีร์เล่มนี้บางมาก หน้ากระดาษเป็นสีเหลืองเก่าอย่างเห็นได้ชัด โม่หยางพลิกอ่านจนจบ ก่อนจะปิดมันลง
คัมภีร์กระบี่เล่มนี้มีทั้งหมดห้าชั้น ห้าท่วงท่า แต่แท้จริงแล้ว มันคือการฝึกฝนเจตนากระบี่อันไร้เทียมทาน
โม่หยางมองชื่อ “คัมภีร์เทพสังหาร” ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
ไม่แปลกใจเลยที่มันกล้าใช้ชื่อใหญ่โตขนาดนี้ เพราะแค่เจตนากระบี่ที่ได้สัมผัสเบื้องต้น ก็รับรู้ได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัว
“สำนักหยางสวรรค์…ท่านอาจารย์ที่ยังไม่เคยปรากฏตัวผู้นั้นเป็นใครกันแน่…”
เขาพึมพำ ก่อนจะสบถต่อ “เจ้าเฒ่าบัดซบ! พยากรณ์กับผีสิ!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน โม่หยางจึงเริ่มตั้งสมาธิพินิจวิชาอย่างเงียบงัน
เขารู้ว่าตอนนี้ยังมีวิชาอยู่ไม่มากนัก ในระยะสั้นอาจไม่ใช่ปัญหา แต่หากพบคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจ การไม่มีไม้ตายย่อมเป็นหายนะ
คืนหนึ่งผ่านไปในพริบตา
รุ่งเช้าวันถัดมา เมืองเสวียนเทียนเต็มไปด้วยความคึกคัก งานประลองสี่สำนักเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
จัตุรัสกลางเมืองถูกจัดเตรียมไว้แล้ว แบ่งพื้นที่ให้แต่ละสำนักอย่างชัดเจน พร้อมอัฒจันทร์มากมาย
งานประลองมีทั้งหมดสามรอบ โดยรอบแรกจะเป็นการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ใครชนะได้หนึ่งแต้ม
เสียงกลองประลองดังกระหึ่ม การประลองเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
“โม่หยาง เฟยเอ๋อร์ พวกเจ้าทั้งสองเพิ่งเข้าร่วมเป็นครั้งแรก คอยสังเกตและจดจำวิชาของฝ่ายตรงข้ามไว้ให้ดี…” ผู้อาวุโสสามเตือน
โม่หยางพยักหน้า แต่อันที่จริงเขาไม่ได้ใส่ใจเลยด้วยซ้ำ หลังจากเริ่มงาน เขาก็หลับตาเข้าสมาธิทันที ในหัววนเวียนอยู่แต่กับคัมภีร์เทพสังหาร
การประลองผ่านไปทีละคู่ สำนักหลิงซวีมีศิษย์ขึ้นเวทีหลายคน แต่ต่างพากันพ่ายแพ้ติดต่อกัน ทำให้ผู้อาวุโสสามเริ่มขมวดคิ้ว
ฉีเหิงกับสวีซินเองก็รู้สึกกดดัน เพราะหลงอู่แห่งสำนักหลงฉือมีพลังถึงขั้นปฐพีเร้นลับระดับสาม เมื่อออกมือก็เรียกเสียงฮือฮา
หลงอู่สามารถชนะต่อเนื่องถึงหกครั้ง ก่อนจะลงเวทีด้วยตัวเอง
จากนั้น เชียนอู๋ซวงก็ขึ้นเวที เขาก็มีพลังเทียบเท่าหลงอู่เช่นกัน
ทั้งสองคนในปีก่อนยังอยู่แค่ขั้นปฐพีเร้นลับระดับหนึ่ง ปีนี้กลับแข็งแกร่งขึ้นจนน่าตกใจ
แม้ซูเฟยเอ๋อร์จะอยู่แค่ขั้นผสานวิญญาณระดับสาม แต่โชคดีที่คู่ต่อสู้ก็อยู่ในระดับเดียวกัน นางจึงสามารถชนะได้ถึงสามครั้งติด
เมื่อถึงช่วงบ่าย ทั้งกลุ่มกลับมายังโรงเตี๊ยม ผู้อาวุโสสามถอนหายใจเบาๆ พูดว่า “ศัตรูในปีนี้แข็งแกร่งเกินคาด แต่ไม่ต้องแบกรับความกดดัน พยายามให้เต็มที่ก็พอ!”
“หลงอู่กับเชียนอู๋ซวงคงได้รับโชควาสนาอะไรบางอย่าง ถึงได้ทะลวงถึงขั้นปฐพีเร้นลับระดับสาม ส่วนมู่ชิวแห่งสำนักอวี้ชิงยังไม่ปรากฏตัว ไม่รู้ว่าเขาแข็งแกร่งถึงไหนแล้ว…” สวีซินกล่าวอย่างวิตก
โม่หยางยังคงนิ่งเงียบ เขากลับรู้สึกตื่นเต้นอยากจะประมือกับผู้ที่อยู่ในขั้นสวรรค์เร้นลับ
พอบ่ายเริ่มต้นขึ้น สวีซินกับฉีเหิงก็ได้ขึ้นเวที ต่างก็ชนะสามครั้งติด แม้จะเสี่ยงอันตรายอยู่บ้าง แต่ก็สามารถเอาตัวรอดได้
สวีซินรีบลงเวทีหลังชนะสามครั้ง ไม่ยอมเผยไพ่ลับทั้งหมด เพราะยังเป็นเพียงรอบแรก
“รอบแรกใกล้จบแล้วใช่ไหม? ถึงตาข้าหรือยัง?” โม่หยางลืมตาขึ้น ขยับยืดตัวราวกับเพิ่งตื่น
สวีซินมองเขาอย่างหมดคำ “ตอนนี้ทุกสำนักพยายามเลี่ยงไม่ให้ยอดฝีมือชนกัน เจ้าระวังจะเจอกับมู่ชิวหรือผางหลง ทั้งสองคนยังไม่ขึ้นเวทีเลย”
ผู้อาวุโสสามก็เตือนว่า “ถ้าเจอมู่ชิว เจ้าห้ามสู้กลับ ยอมแพ้ไปเลยก็ได้ ยังมีอีกสองรอบให้แก้มือ”
โม่หยางพยักหน้า จากนั้นลุกเดินตรงไปยังเวที
เขาคิดว่าคงได้สู้กับผางหลง ทว่า...กลับเป็นอีกคนที่ขึ้นมาแทน
โม่หยางจำได้ว่าเคยเห็นชายคนนี้นั่งร่วมโต๊ะกับผางหลงในโรงเตี๊ยม
“เจ้าหนู จำไว้ ข้าชื่อปู้ฝาน!” ชายคนนั้นจ้องเขม็ง สีหน้าเย็นเยียบ
“โม่หยาง” โม่หยางยิ้มบางๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบ
เพิ่งเอ่ยชื่อเสร็จ โม่หยางก็เคลื่อนไหวทันที วูบเดียวไปปรากฏตรงหน้าปู้ฝาน แล้วซัดหมัดตรงๆ หมัดเดียว!
ปัง!
ชายหนุ่มปลิวกระเด็นตกเวทีในทันที
ผู้ชมทั่วสนามเงียบงัน ทุกคนยังไม่ทันจะได้ดูให้ชัดเจน…
ศึกจบแล้ว…แค่หมัดเดียว!
แม้แต่ปู้ฝานที่ถูกซัดกระเด็น ยังยืนมึนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
สำหรับโม่หยางถ้าแก้ปัญหาได้ด้วยหมัดเดียว เขาจะไม่มีวันใช้หมัดที่สองให้เปลืองแรง