เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่1_ปริศนาผู้มาเยือนจากโลกอื่น

[เซียนเนิร์ด]_บทที่1_ปริศนาผู้มาเยือนจากโลกอื่น

[เซียนเนิร์ด]_บทที่1_ปริศนาผู้มาเยือนจากโลกอื่น


บทที่ 1 - เจ้าเนิร์ดนี่มันใครกัน?

สายฝนในฤดูใบไม้ผลิร่วงโรยลงอย่างเงียบงันเหนือยอดเขาเพลิงตะวัน เมื่อยามเย็นมาเยือนและแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า สายลมอ่อนพัดเคล้าสายฝน เตือนให้รู้ว่าราตรีใกล้จะมาถึง

อวี่จูผู้อาวุโสภายนอกของสำนักตะวันเพลิง เป็นผู้อาวุโสที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการต่อสู้ในสนามประลองที่อยู่ท่ามกลางสายฝน เขาใช้ชีวิตเหมาะสมกับตำแหน่งผู้อาวุโสด้วยเครายาวสีขาวและศีรษะที่เกือบจะหัวโล้นทั้งหัว

แม้เจ้าตัวจะไม่พอใจกับหน้าที่ที่ได้รับมากนัก แต่ในฐานะผู้อาวุโสฝ่ายนอก ที่มีสถานะต่ำสุดในลำดับชั้นของสำนัก เขาย่อมไม่มีทางเลือก แม้ฝนจะตกกระหน่ำลงมา แต่การประลองก็ยังต้องดำเนินต่อไป โดยมีเหล่าศิษย์ระดับฝึกบำเพ็ญเพียรเป็นผู้เข้าร่วมทั้งหมด

“หลิวเฟิง กับ เจียหมั่น โปรดก้าวเท้าขึ้นมาที่สนามประลอง” อวี่จูเรียกชื่อศิษย์ทั้งสองด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ พร้อมโบกมือสร้างม่านพลังใสครอบคลุมเวทีเอาไว้โดยอาศัยค่ายเวทบนผนังรอบลานประลอง

เหล่าศิษย์ที่มุงดูต่างมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ และเริ่มซุบซิบถึงความร้ายกาจของผู้บำเพ็ญเพียร อวี่จูรู้ดีว่าความประทับใจเหล่านั้นไม่ใช่เพราะพลังของเขาเอง เขาเพียงแค่เปิดใช้งานค่ายเวทเท่านั้น เขาเพียงเปิดใช้งานค่ายเวทเท่านั้น และไม่ได้คิดจะอธิบายอะไรให้เด็กพวกนี้เข้าใจหรอก

หลิวเฟิงก้าวขึ้นเวทีก่อน เขาสวมชุดคลุมสีเทา ผมยาวสีดำเป็นมันเงา ใบหน้าเฉียบคม แววตานิ่งเฉย แค่เขายืนเฉยๆ ก็ให้ความรู้สึกราวกับเป็นผู้บำเพ็ญเพียรชั้นสูง ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

อวี่จูนึกถึงข้อมูลของเด็กหนุ่มคนนี้ เขามาจากตระกูลเล็กๆ ทางตอนใต้ของทวีปพยัคฆ์ขาว ตระกูลที่เพิ่งร่ำรวยขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ว่ากันว่าเขามีญาติพี่น้องอยู่ในสำนักฝ่ายใน และเจ้าตัวก็หลงคิดว่าตนเองเป็นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรชั้นสูงโดยสมบูรณ์แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ส่วนคู่ต่อสู้ของเขา—เจียหมั่น เป็นชายหนุ่มผมแดงสั้น รูปร่างกำยำ หน้าตาดุดันคล้ายคนป่าเถื่อน ดูไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปเลยสักนิด แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรง สื่อถึงเจตนาที่จะสู้จนสุดชีวิตเพื่อชัยชนะ

“เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเริ่มเมื่อข้าสั่ง” อวี่จูกล่าวประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งเขาพูดมาแล้วนับไม่ถ้วนตลอดทั้งวัน แค่คิดว่าพรุ่งนี้เขาต้องมานั่งพูดประโยคนี้อีกครั้งกับรอบรองชนะเลิศ เขาก็แอบคิดว่า ถ้าหักแขนตัวเองสักข้าง อาจจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกลับไปฝึกฝนให้ได้อีกครั้งจริง ๆ แต่เขาก็ไม่ได้หนุ่มแน่นเหมือนแต่ก่อนแล้ว

แต่ถึงกระนั้น อวี่จูรู้อยู่แล้วว่าใครจะชนะ เจียหมั่นอยู่ระดับเก้าดาวของขั้นฝึกกาย ส่วนอีกคนแค่เจ็ดดาว ไม่มีใครโดดเด่นพอจะนับเป็นอัจฉริยะ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทั้งสองต้องมาแข่งกันในงานประลองประจำปี ที่เปิดโอกาสที่ผู้มีพรสวรรค์ต่ำได้เข้าสำนักชั้นใน

นี่คืองานประจำปีสำหรับผู้มีพรสวรรค์ธรรมดา ที่อยากหาทางเข้าสู่สำนักชั้นใน

“แม้ตระกูลของข้าจะเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร แต่สายของครอบครัวข้าไม่เคยมีใครบำเพ็ญเพียรได้เลยนับตั้งแต่รุ่นปู่ทวดของข้า!” หลิวเฟิงประกาศเสียงดัง พร้อมตั้งท่าต่อสู้อย่างจริงจัง “ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด ข้าคือผู้ถูกเลือกให้ฝ่าฟันชะตาฟ้า และมันเป็นโชคชะตาที่ข้าจะกลายเป็นเซียนในวันหนึ่ง!”

หากเป็นอวี่จูเมื่อสมัยหนุ่มๆ คงจะหัวเราะกับคำพูดแบบนี้ แต่ตอนนี้เขาได้ยินมันบ่อยเสียจนกลายเป็นเรื่องปกติจากหนุ่มเลือดร้อนที่หลงตัวเอง

พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรเป็นสิ่งที่หาได้ยาก จึงทำให้เด็กหนุ่มที่ได้รับมันมักเชื่อว่าตนเองคือผู้ที่ถูกเลือกจากสวรรค์ โดยเฉพาะเด็กจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่เคยเห็นผู้บำเพ็ญเพียรตัวเป็นๆมาก่อน จึงมองผู้ที่ฝึกยุทธ์คือผู้ที่วิเศษเหนือโลก

ครั้งหนึ่งอวี่จูเองก็เคยเป็นหนึ่งในเด็กที่มีแววตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความฝันแบบนั้นมาก่อนแต่ตอนนี้ในวัยเกือบร้อยปี เขาไม่แยแสคำว่า “ผู้ถูกเลือก” อีกแล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้พิเศษอะไรเลย

แทนที่จะได้มุ่งบำเพ็ญเพียรทะลวงขีดจำกัด ตอนนี้เขากลับต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กในการประลอง ซึ่งอวี่จู่ใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว พวกผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเพลิงตะวันต่างคิดแล้วเขาคงไม่มีทางก้าวหน้าในการฝึกบำเพ็ญเพียรไปอีกขั้นได้ จึงมอบงาน เล็กๆน้อยๆที่เสียเวลาเปล่าให้กับเขา

อวี่จูถอนหายใจและยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้ศิษย์ทุกคนเงียบลง สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเวทีการประลอง

“เริ่ม!”

ทั้งสองพุ่งเข้าหากันทันที แต่สำหรับอวี่จูแล้ว มันชัดเจนว่าเจียหมั่นจะเป็นฝ่ายชนะ เขาเคยเห็นเพียงครั้งเดียวเมื่อห้าสิบปีก่อน ที่ผู้มีระดับต่ำกว่าสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าได้—นั่นคือตอนที่ผู้อาวุโสซุนกงในยุคนั้น เอาชนะผู้ฝึกกายเก้าดาว ทั้งที่ตัวเองมีแค่เจ็ดดาว

เขาอดคิดไม่ได้… หรือว่าเด็กคนนี้หลิวเฟิง จะเป็นข้อยกเว้นอีกคน?

ยังไม่ทันจบความคิด ทันทีที่ทั้งสองเข้าประชิดตัว หลิวเฟิงก็พุ่งฝ่ามือใส่ศัตรูแต่เจียหมานสวนกลับด้วยหมัดเดียวใส่ใบหน้าส่งหลิวเฟิงกระเด็นชนผนังเวที เลือดไหลอาบหน้าท่ามกลางเสียงอุทานตกใจของผู้ชม

ดูเหมือนว่าหลิวเฟิงจะไม่ได้พิเศษอย่างที่เขาหวังไว้จริงๆ

“พาเขาไปห้องพยาบาล” อวี่จูสั่งผู้ช่วยทันที ศิษย์บางคนดูตกใจไม่น้อย

เจียหมั่นหันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองคู่ต่อสู้ที่ล้มอยู่แม้แต่น้อย พละกำลังอันดุดันและความไร้ปราณีของเขาทำให้หลายคนเชื่อว่า เขาอาจคว้าชัยชนะในการประลองครั้งนี้

นี่แหละ… คือคนที่พอจะเรียกได้ว่า “พิเศษ”

หากเขายังไม่แก่เกินไป และยังมีเวลารับศิษย์เพิ่มผู้เฒ่าอวี่จู อาจจะเสนอให้ชายหนุ่มผมแดงคนนั้นมาเป็นศิษย์ส่วนตัวของตนก็เป็นได้

***

บริเวณชายขอบของเขตนอกของสำนักตะวันเพลิง มีตำหนักแพทย์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ภายในสถานที่แห่งนี้ กลิ่นสมุนไพรหอมอ่อน ๆ ผสานกับกลิ่นยาและความเย็นสดชื่นของใบมิ้นต์ลอยอบอวลไปทั่ว ราวกับสถานศักดิ์สิทธิ์ของผู้บำเพ็ญเพียรสายแพทย์

ท่ามกลางกลิ่นอันหลากหลายของยา ชายคนหนึ่งซึ่งมีเส้นผมสีเขียวสดสะดุดตา เดินอย่างสง่างามไปมาระหว่างเหล่าศิษย์บาดเจ็บที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น เขาคือ “เฉ่อเฉิง” ยุทธแพทย์แห่งสำนักตะวันเพลิง ผู้ได้รับสมญาว่า “ผู้อาวุโสเขียว” อันเนื่องมาจากสีผมอันเป็นสัญลักษณ์ของความชำนาญด้านพิษและการแพทย์

วันนี้ช่างแตกต่างจากวันอื่น ๆ — เฉ่อเฉิงต้องดูแลศิษย์บาดเจ็บมากกว่าปกติหลายเท่า ส่วนมากเป็นพวกหนุ่มเลือดร้อนที่ชอบมีเรื่องชกต่อยกันอยู่เป็นนิจ และคุ้นเคยกับตำหนักแพทย์แห่งนี้เป็นอย่างดี

แต่เพราะการแข่งขันประจำปีที่กำลังดำเนินอยู่ ทำให้มีศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เฉ่อเฉิงจึงทอดสายตาไปยังชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บระหว่างการแข่งขันประลอง

ในสายตาของเขานั้น เด็กหนุ่มคนนี้ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ความสามารถโดยรวมก็อยู่ในระดับกลาง ๆ และไม่ได้มีลักษณะพิเศษใด ๆ แต่เฉ่อเฉิงกลับสังเกตเห็นบางอย่างในตัวเขาที่น่าสนใจ

เมื่อเด็กหนุ่มฟื้นสติกลับมา เขากลับไม่ร้องโอดครวญหรือพร่ำบ่นถึงโชคชะตาเยี่ยงศิษย์ทั่วไปที่พ่ายแพ้ เขาแค่เงียบ และนิ่ง ซึ่งผิดไปจากที่เฉ่อเฉิงคาดไว้

ศิษย์ผู้นี้มีนามว่า “หลิวเฟิง” และในยามนั้น เขากำลังจดจ่อกับการอ่านตำราพื้นฐานว่าด้วยหลักการฝึกบำเพ็ญเพียร และตำราด้านการรักษาที่เฉ่อเฉิงวางเอาไว้ใกล้ ๆ ความตั้งใจของเขานั้นลึกซึ้งเสียจนใครเห็นก็อาจนึกว่าเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งได้เห็นโลกของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรเป็นครั้งแรก ทั้งที่แท้จริงเขาอยู่ในสำนักนี้มาเกือบปีแล้ว

เมื่อหลิวเฟิงตื่นขึ้นมาและกินยารักษาแผลเล็กเพื่อฟื้นฟูใบหน้าที่บอบช้ำของเขา สีหน้าของเค้ากลับแสดงความประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน

จากเวลาที่หลิวเฟิงอยู่ในสำนักมานานพอสมควร เขาน่าจะเคยกินยาประเภทนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เฉ่อเฉิงจึงอดคิดไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มอาจได้รับผลกระทบทางสมองบางอย่างจากการถูกกระแทกจนสลบ เขาจึงตัดสินใจจับตาดูหลิวเฟิงต่อไป และกักตัวไว้นานกว่าศิษย์คนอื่นเพื่อความแน่ใจ

“เฮอะ…หวังว่าการประลองจะจบภายในสัปดาห์นี้เถอะนะ” เฉ่อเฉิงบ่นพึมพำเบาๆ ขณะเดินผ่านศิษย์ที่ยังนอนรอการรักษาอยู่ทั่วห้อง

***

ท่ามกลางกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ฉันพลิกหน้าคัมภีร์อีกหน้า ทำเป็นไม่สนใจชายผมเขียวที่ใต้ตาดูหมองคล้ำเหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน ซึ่งกำลังจ้องฉันอยู่เงียบ ๆ

แต่ฉันไม่มีเวลาจะกังวลเกี่ยวกับเขาหรอก — เพราะจิตใจของฉันยังคงตื่นตาตื่นใจกับโลกใหม่ที่ฉันมาอาศัยอยู่ได้เพียงสามวัน

ดูเหมือนหมัดของคู่ต่อสู้หลิวเฟิงจะหนักหน่วงถึงขนาดที่มันกระชากวิญญาณของเขาออกจากร่างจริง ๆ

หลิวเฟิง — ชายผู้ตะโกนท้าทายฟ้าดิน — เคยใช้ชีวิตอย่างโอ่อ่าในเมืองของตระกูลหลิว ไล่ตามสาวงามผิวเหมือนหยกอยู่ร่ำไป... จนวันหนึ่งเขาก็ต้องมาเผชิญหน้ากับชะตากรรมเช่นนี้

เมื่อพูดถึงตระกูลหลิวฉันอดยิ้มไม่ได้ ครอบครัวของฉันในโลกนี้ไม่ใช่ตระกูลยากจน และกำลังมีอำนาจทรัพย์สมบัติมากพอ ที่จะส่งฉันมาฝึกบำเพ็ญเพียรในสำนักที่ถือว่ามีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในแผ่นดินนี้

แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนฉันก็ไม่ใช่พระเอกของเรื่อง ไม่มีศัตรูคู่แค้น ไม่มีใครหยามเกียรติ หรือคู่หมั้นที่ถอนหมั้น แม้โชคชะตาจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบให้แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

ความล้มเหลวในการประลองครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของหลิวเฟิง — แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร เพราะแม้แต่คนอื่นที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็คงทำได้ไม่ดีกว่านี้

ในนิยายฝึกบำเพ็ญเพียรแบบที่พบได้ทั่วไป พระเอกมักจะเอาชนะศัตรูที่อยู่เหนือกว่าตัวเองถึง2ระดับได้ง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริงโลกของความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่ได้เก่งกาจถึงขนาดนั้นหากต้องเผชิญหน้ากันอย่างยุติธรรม การจะเอาชนะผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจำเป็นต้องอาศัยวิชาต่อสู้ที่เหนือชั้นกว่า

“ดูเหมือนเจ้าจะดีขึ้นแล้วนี่” ชายผมเขียวพูดขึ้นในที่สุด หลังจากจ้องฉันเงียบ ๆ อยู่พักนึง “ศีรษะของเจ้าบาดเจ็บไม่น้อย รับยานี่ไว้ เผื่ออาการจะกำเริบอีก”

ฉันลุกขึ้นเดินออกจากห้องพยาบาลซึ่งดูคล้ายห้องพักสไตล์จีนโบราณ เสียงต่อสู้ยังคงดังมาจากลานประลองใกล้ ๆ แต่ฉันไม่สนใจว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้

สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของฉันมากกว่าคือเม็ดยาสีเขียวในมือ เม็ดยานี้สามารถรักษาจมูกที่หักได้ในพริบตา!

จากความทรงจำของฉันในร่างนี้ฉันรู้ว่าอาการแบบนี้เป็นเพียงบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งเม็ดยาฟื้นฟูระดับหนึ่งก็รักษาได้

แต่สำหรับฉันผู้มาจากโลกที่ไม่มีการฝึกบำเพ็ญเพียร สิ่งนี้แทบจะเป็นปาฏิหาริย์เลยทีเดียว

ฉันในฐานะนักอ่านตัวยงเรื่องนิยายเซียนมามากมายก็เพราะความสะใจเวลาพระเอกตบหน้าเหล่าคุณชาย และถล่มภูเขาทั้งลูกแต่มาอยู่ในโลกแบบนั้นจริง ๆ นี่มันเป็นอีกเรื่องนึงเลยแฮะ

ฉันส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดพยายามรวบรวมสมาธิเพราะหากแสดงท่าทีน่าสงสัยมากเกินไป อาจเป็นอันตรายได้

จากที่ดูจากความทรงจำแล้วเจ้าของร่างนี้คงไม่เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการสิงร่างหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่มีเพียงผู้มีอำนาจสูงสุดในสำนักเท่านั้นที่รู้

การแสดงตัวเป็นหลิวเฟิงร่างเดิมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเขาเป็นคนโอหัง พูดจาอวดดี ประกาศว่าตัวเองคือผู้ถูกเลือกจากสวรรค์แต่ก็มีบางอย่างที่ฉันนับถือเขาอยู่ — นั่นคือความขยัน

เขาใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักทุกวันและไม่ย่อท้อ น่าเสียดายที่ชีวิตของเขาต้องจบลงจากการกระทบกระเทือนทางศีรษะอย่างรุนแรงเช่นนี้ โดยที่ไม่มีใครในสำนักรู้ถึงอันตรายจากการบาดเจ็บที่ศีรษะของมันเลย

ฉันจึงภาวนาให้เขาเงียบ ๆ แล้วเดินทางต่อบนเส้นทางเปลี่ยวแห่งนี้

เนื่องจากศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักออกไปชมการประลอง จึงไม่ค่อยมีใครอยู่บริเวณรอบนอก

ในโลกนี้การฝึกบำเพ็ญเพียรแบ่งเป็นห้าขั้นหลัก

หลอมกาย, รวบรวมพลังปราณ, วางรากฐาน, สร้างแก่นแท้, และกำเนิดจิตวิญญาณ

ขั้นตอนเหล่านี้แต่ละขั้นยังแบ่งขั้นตอนย่อย ๆ ออกเป็นเก้าระดับตั้งแต่หนึ่งถึงเก้าดาว และมีข่าวลือว่าหากฝ่าทะลุถึงขั้นกำเนิดจิตวิญญาณ อาจเข้าถึงความเป็นอมตะได้

แต่หลิวเฟิงเดิมไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย

หากโลกนี้ดำเนินตามแบบแผนนิยายเซียน ก็คงมีระดับที่สูงกว่านั้นอีกที่แม้แต่ผู้ฝึกระดับกำเนิดจิตวิญญาณยังเป็นแค่ข้ารับใช้ของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่

แต่ฉันก็ไม่แน่ใจนักอาจจะแค่ปล่อยให้จินตนาการล้ำเส้นไปตามนิยายก็ได้ — เพราะทำไมผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรระดับนั้นถึงยอมเป็นเพียงแค่ข้ารับใช้?

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรฉันก็ไม่เกี่ยว เพราะตอนนี้ฉันเป็นแค่คนธรรมดาระดับหลอมกายดาวที่เจ็ดเท่านั้น

ฉันไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ใด ๆ มากนัก เมื่อในขณะที่การไปถึงจุดสูงสุดนั้นก็ดีแต่ตอนนี้ฉันสนใจอย่างอื่นมากกว่า เช่น เม็ดยา, คัมภีร์, และสิ่งที่ผู้คนในโลกนี้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ฉันพอใจกับตำแหน่งของตัวเองในสำนัก ถึงแม้จะไม่ได้เป็นศิษย์ฝ่ายในและพรสวรรค์ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ก็ไม่ถึงกับแย่

ที่นี่มีน้อยคนนักที่จะกลายเป็นศิษย์ฝ่ายในตั้งแต่ปีแรก หากใครสามารถเข้าสู่ระดับรวบรวมพลังปราณก่อนอายุยี่สิบ ก็มักจะได้รับการยอมรับโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการประลองใด ๆ

พูดถึงพรสวรรค์ในโลกนี้วัดกันจากจำนวนแขนงของรากวิญญาณ — ฉันมีอยู่ 53 แขนง ขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ส่วนผู้ที่มีเกิน 60 ก็มักจะกลายเป็นศิษย์ฝ่ายในได้ไม่ยาก

แต่ฉันไม่ได้สนใจจะเปรียบเทียบกับใคร แค่เงยหน้ามองขอบฟ้าก็รู้ว่าเวลาล่วงไปมากแล้ว

“บ้าเอ๊ย หอสมุดคงปิดไปแล้วแหง ๆ” ฉันพึมพำ

ห้องพักของฉันอยู่ในอาคารฝึกหัดรอบนอกของสำนักตะวันเพลิง ทั้งสำนักตั้งอยู่บนภูเขาใหญ่ฉันจึงต้องเดินลงบันไดไปอีกยาวไกล

โชคดีที่ร่างกายใหม่นี้แข็งแรงพอที่จะไม่รู้สึกเหนื่อยเลยในขณะที่เดินไปยังที่พัก

อาคารหอพักมีสามชั้นสร้างด้วยไม้หลังคาแบบจีนโบราณและเงียบสงัดเพราะศิษย์ส่วนใหญ่อยู่ที่สนามประลอง

ฉันเดินเข้าไปในอาคารเห็นประตูห้องเรียงกันทุก ๆ สี่เมตร แต่ยังไม่หยุดจนไปถึงห้องหมายเลข 314

ซึ่งมันดูแปลกเพราะชัดเจนว่าอาคารนี้ไม่มีถึง 314 ห้อง — แม้แต่หลิวเฟิงเดิมก็ไม่รู้ว่าหมายเลขห้องมีความหมายว่าอะไร

อาจเป็นวิธีการจัดลำดับศิษย์ละมั้ง

ฉันนำกุญแจเหล็กออกมาไขประตูจนได้ยินเสียงดังแกร๊ก — ระบบล็อกนี้ล้าสมัยมากเมื่อเทียบกับยุคที่ฉันมา

แต่ในโลกนี้คงมีประตูที่ใช้ยันต์เปิดได้โดยไม่ต้องพึ่งกุญแจเช่นกัน

ภายในห้องคับแคบมีเพียงเตียง โต๊ะ และหีบเก็บของข้างโต๊ะ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นม้วนคัมภีร์และหนังสือต่างกระจัดกระจายเตียงยับเยินเสื้อผ้าเกลื่อนกลาด

ฉันปัดฝุ่นบนโต๊ะแล้วรีบเปิดหน้าต่างทันที

“ได้เวลาเคลียร์ห้องให้โล่งหัวแล้วล่ะ” ฉันกล่าวขณะพับแขนเสื้อขึ้น

จิตใจที่เป็นระเบียบ จะทำงานได้ในห้องที่เป็นระเบียบด้วย

หนึ่งชั่วโมงต่อมาห้องเล็ก ๆ นั้นก็สะอาดเรียบร้อย ม้วนคัมภีร์และหนังสือจัดเป็นหมวดหมู่ เสื้อผ้าพับเก็บเป็นสองกอง — กองสะอาดและกองที่ต้องซัก

เมื่อทุกอย่างเข้าที่ฉันก็ทิ้งตัวลงบนเตียงและได้ยินเสียงศิษย์บางคนกลับมาจากสนามประลอง

แม้พวกเขาจะยังคงเฉลิมฉลองอยู่แต่ฉันตัดสินใจว่าจะเข้านอน

ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับวันพรุ่งนี้ — แม้ฉันจะอยู่ที่นี่มาเกินสามวันแล้วแต่ใจของฉันกลับยังเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นเมื่อนึกถึงโลกที่น่าค้นหาใบนี้

 

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่1_ปริศนาผู้มาเยือนจากโลกอื่น

คัดลอกลิงก์แล้ว