- หน้าแรก
- ร่างแปลงพู่กันแห่งปรโลก
- บทที่ 36 – เกาเฟิงสองคน
บทที่ 36 – เกาเฟิงสองคน
บทที่ 36 – เกาเฟิงสองคน
เบื้องหน้าของหลินเซินฮ่าว มีเกาเฟิงสองคนยืนสนทนากันอยู่
เกาเฟิงสองคนกำลังถกเถียงกันว่าจะจัดการกับหลินเซินฮ่าวอย่างไรดี
คนหนึ่งพูดว่า…“ตอนนี้ฉันมองเขาแล้วเหมือนเห็นไม่ชัด ถือมีดอยู่ก็เหมือนจะแทงไม่โดนเขาเลย”
อีกคนหนึ่งตอบว่า “นั่นก็เพราะค่าความมีเหตุผลของนายมันต่ำเกินไปแล้ว มองโลกยังเห็นเป็นเงาซ้อนเลยล่ะสิ?”
คนแรกพูดว่า… “ยังไงก็ต้องสู้! จะปล่อยให้ลวี่จื้อเสียสละเปล่าไม่ได้เด็ดขาด!”
อีกคนกลับพูดว่า… “ลวี่จื้อยังไม่ตาย เธอแค่ถูกแม่ของเธอพาตัวกลับไปเท่านั้นเอง”
คนแรกหัวเราะแหะๆ อย่างคนสติหลุด… “แมวยักษ์ตัวนั้นเป็นแม่ของลวี่จื้อเหรอ? พอฉันเสียสติไปจินตนาการก็ระเบิดเลยนะเนี่ย!”
อีกคนพูดว่า… “ใช่ นายเสียสติไปแล้วก็จริง แต่ที่แมวยักษ์เป็นแม่ของลวี่จื้อก็ถูกแล้ว นายไม่คิดเหรอว่าความสามารถในการเคลื่อนไหวของลวี่จื้อมันเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป? ก็เพราะในตัวเธอมีสายเลือดของเผ่าพันธุ์อื่นอยู่น่ะสิ”
แม้คนแรกจะรู้สึกว่าตัวเองเสียสติไปแล้ว แต่ก็ยังพยักหน้าเอาจริงเอาจัง… “ฉันจะวาดภาพไว้อาลัยให้ลวี่จื้อ หัวของเธอจะใช้แมวยักษ์นั่นแทน มีเขาสวย ๆ…เจ็ดสี…งอกขึ้นมา…”
อีกคนพูดว่า… “จะทำอะไรก็เรื่องของนาย แต่จะให้ฉันช่วยอะไรล่ะ? แบบครั้งที่แล้ว นายสามารถขอให้ฉันช่วยทำอะไรสักอย่างได้หนึ่งเรื่อง”
คนแรกพูดว่า… “ฉันต้องการ…สันติภาพโลก!”
อีกคนตอบว่า… “ฉันก็บอกแล้วว่านั่นเป็นไปไม่ได้หรอก”
คนแรกหัวเราะจนน้ำตาเล็ด… “ฮ่า ฮ่า ฮ่า งั้นนายช่วยไล่หลินเซินฮ่าวกลับลงเหวลึกไปเลยแล้วกัน”
จากนั้นเกาเฟิงคนที่สองก็เดินตรงมาทางหลินเซินฮ่าว หลินเซินฮ่าวถึงกับอึ้ง
ตอนที่ได้ยินเกาเฟิงคนหนึ่งพูดกับอีกคนว่า “นายค่าความมีเหตุผลต่ำเกินไปจนเห็นภาพซ้อนแล้วล่ะสิ” เขาก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าค่าความมีเหตุผลของตัวเองอาจจะพังไปแล้วเหมือนกัน เขาถึงเห็นเกาเฟิงสองคน
แต่เปล่าเลย เสียงกระซิบของบุตรแห่งสิ่งไร้รูปยังคงดังก้องอยู่ข้างหู ความถี่ของเสียงยังคงอยู่ในขอบเขตที่เขารับไหว
ตราบใดที่ “องค์เหนือหัว” ยังไม่ทำให้เขาบ้าคลั่ง เขาก็จะไม่เป็นบ้าไปเอง
แล้วทำไมถึงมีเกาเฟิงสองคนมาคุยกันตรงหน้า? นั่นหมายความว่า…ตรงหน้ามีเกาเฟิงอยู่สองคนจริง ๆ
เมื่อเห็นหนึ่งในนั้นเดินตรงมาหา หลินเซินฮ่าวรีบถอยหลังด้วยความระแวดระวัง พร้อมกับเปิดหนังสือปีศาจในมือขึ้น
เริ่มท่องคำสรรเสริญบุตรแห่งสิ่งไร้รูปจากในหนังสืออย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับคลื่นพลังจิตของตนให้สอดคล้องกับสิ่งทรงภูมิ เขาเริ่มสามารถแลกพลังชีวิตของตนกับปาฏิหาริย์จากบุตรแห่งสิ่งไร้รูปได้
เขาพูดว่า… “พายุ!”
สายลมก่อตัวขึ้น เมฆหมอกสั่นสะเทือนเหมือนหม้อโจ๊กที่กำลังเดือดพุ่งโหมเข้าใส่เกาเฟิงคนที่สอง
แต่พอเมฆหมอกเคลื่อนผ่าน เกาเฟิงคนที่สองกลับหายวับไป
หลินเซินฮ่าวขมวดคิ้ว ฝืนทนความปวดหัวและคลุ้มคลั่งจากการประสานคลื่นพลังจิตกับสิ่งทรงภูมิ แล้วมองหาเกาเฟิงคนที่สองไปรอบทิศ
“เฮ้ อยู่ตรงนี้ไง!”
เสียงของเกาเฟิงคนที่สองดังขึ้นจากด้านหลังหลินเซินฮ่าว
เมื่อไหร่กัน?!
หลินเซินฮ่าวสะดุ้งหันกลับไปทันที แล้วก็เห็นเงาดำแผ่กว้างพุ่งใส่หน้า
ปึง!
เกาเฟิงคนที่สองสวมหมวกนิรภัยสีเหลือง ถือพลั่วสนาม พุ่งเข้ามาอย่างคล่องแคล่วแล้วฟาดพลั่วใส่หลินเซินฮ่าวล้มลงกับพื้น
จากนั้นเขาก็จับขาหลินเซินฮ่าว เตรียมจะโยนลงจากสะพาน ลงไปในเหวลึก
แต่จู่ ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
“…โยนลงไป เดี๋ยวมันก็ปีนขึ้นมาอีกอยู่ดี ตอนนี้เขาเป็นสมุนของเหวลึกไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
เกาเฟิงคนที่สองจึงเริ่มลากร่างของหลินเซินฮ่าวไปทางอีกด้านหนึ่งของสะพาน
หลินเซินฮ่าวไม่ใช่ว่าไม่ได้พยายามขัดขืน เขาพลิกหาหน้าหนังสือปีศาจในมืออย่างบ้าคลั่ง หวังจะเจอวิธีทำร้ายเกาเฟิงคนที่สองผู้ประหลาดนี้ แต่เปล่าประโยชน์
คำสาปหรืออาคมใดๆ ต่างทะลุผ่านร่างของอีกฝ่ายไปหมด ราวกับว่าเกาเฟิงคนที่สองไม่ดำรงอยู่ในโลกใบนี้ แต่ถ้าไม่ดำรงอยู่จริงๆ แล้วใครกันที่กำลังลากเขาไปตอนนี้?
และทุกครั้งที่หลินเซินฮ่าวกำลังดิ้นรนหรือตอบโต้ ก็จะแลกมาด้วยพลั่วสนามฟาดเข้าหน้าอย่างไร้ความปรานี
หลายครั้งเข้าหลินเซินฮ่าวถึงกับเลือดอาบหน้า ขณะที่ความหวาดกลัวรุนแรงยิ่งกว่ากำลังปะทุขึ้นในใจ
“แกเป็นตัวอะไรกันแน่!” เขาตะโกนลั่น
เกาเฟิงคนที่สองไม่ตอบ เพียงลากเขาไปยังขอบสะพาน ที่นั่นมีโซ่เหล็กขนาดใหญ่หลายเส้นตรึงติดกับผนังหน้าผา เป็นโครงสร้างหลักที่ยึดโยงสะพานทั้งสายไว้
ตรงกับแนวผนังหน้าผา เกาเฟิงคนที่สองเริ่มขุดหลุม ไม่นานก็กลายเป็นหลุมขนาดมหึมา ดินที่ขุดออกมากองสูงเป็นเนินรอบตัว
ระหว่างนั้น หลินเซินฮ่าวพยายามจะคลานหนี แต่เกาเฟิงคนที่สองก็ฟาดเขาด้วยพลั่วสนามอีกครั้งอย่างไร้เมตตา
แล้วลากร่างซึ่งไร้เรี่ยวแรงจากการโดนฟาดซ้ำๆ ลงไปในหลุม ก่อนจะเริ่มกลบดิน
ทีละพลั่ว ทีละพลั่ว ดินค่อยๆ ถมทับตัวของหลินเซินฮ่าวและหนังสือปีศาจลงไป
ตลอดทั้งกระบวนการนั้น เสียงกระซิบอันเกรี้ยวกราดของบุตรแห่งสิ่งไร้รูปยังคงดังก้องข้างหูหลินเซินฮ่าว
ขณะที่ตัวเขาก็ท่องคำสาปร้ายแรงอย่างบ้าคลั่ง คำสาปเหล่านี้ร้ายแรงถึงขั้นสามารถทำให้มนุษย์ที่มีสติเหลือเพียงน้อยนิดกลายเป็นบ้าคลั่งได้
แต่ทั้งหมดนี้ ไม่อาจสั่นคลอนเกาเฟิงคนที่สองได้เลย เขาไม่ต่างจากกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้นอกจากจะบรรลุเป้าหมาย
“แกคือ…กฎ!”
เมื่อดินพลั่วสุดท้ายกลบใบหน้าของเขา หลินเซินฮ่าวก็ได้รับความจริงเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเกาเฟิงคนที่สองจากบุตรแห่งสิ่งไร้รูปด้วยความโกรธเกรี้ยว
กฎ
ต่อหน้าสิ่งทรงภูมิ ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่าง “ตราประทับเก่า” “คำสั่ง” หรือ “กฎ” สิ่งที่แตกต่างกันมีเพียงระดับการแทรกแซงโลกของพวกมันเท่านั้น
ตราประทับเก่าแทบไม่แทรกแซงเลย คำสั่งมีการแทรกแซงพอควร ส่วน “กฎ” คือระดับการแทรกแซงโลกโดยตรง เสมือนสิ่งทรงภูมิเสด็จลงมาเอง
และไม่ต้องสงสัยเลยว่า…เกาเฟิงคนที่สอง คือ “กฎ”
“บุตรแห่งสิ่งไร้รูปกล่าวว่า… ในที่สุดก็เห็นเจ้าแจ่มชัด เจ้าคือ… หนึ่งในอดีตโบราณ… เหนือจุดสูงสุด… ก่อนหน้านี้เจ้าได้พบสิ่งมีชีวิตชั้นสูง… และบัดนี้ก็ได้พบกับหนึ่งในอดีตโบราณ”
หลินเซินฮ่าวหยุดท่องคำสาป เขาหัวเราะอย่างขมขื่น ปล่อยให้ร่างตนถูกกลบดิน นี่มันดวงบ้าบออะไร?
เพื่อนร่วมทางสองคน คนแรกมีผู้ยิ่งใหญ่จากเผ่าพันธุ์ชั้นสูงคอยอุปถัมภ์
แถมยังออกแรงเก็บศพให้ด้วยตัวเอง คนที่สองมี “กฎ” ซึ่งเปรียบได้กับการแทรกแซงโลกโดยตรงของสิ่งทรงภูมิ หากนี่เป็นทีมผจญภัยธรรมดา
ทั่วไป คงลงเอยอย่างสวยงามน่าประทับใจ แต่น่าเสียดาย…เขาเลือกเส้นทางอีกเส้นหนึ่งแทน
เมื่อกลบดินจนหมด เกาเฟิงคนที่สองก็ใช้พลั่วตบหน้าดินให้เรียบ ก่อนจะใช้เท้าเหยียบซ้ำให้แน่นหนา แล้วตบมือสองสามทีอย่างพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็เดินกลับมาหาเกาเฟิง
“ไอ้นี่น่ะ” เขาชี้ไปที่หมวกนิรภัยสีเหลืองบนหัวตนเอง “มันช่วยให้ฉันอยู่ต่อได้นานขึ้นนิดหน่อย ฉันเลยอยากอธิบายให้ชัดเจน ฉันไม่ใช่นาย ฉันคือ ‘กฎ’ สาระของฉันคือ…
เมื่อค่า SAN ของนายลดต่ำกว่าห้าสิบ ฉันจะปรากฏขึ้น และทำภารกิจที่นายกำหนดให้ แน่นอนว่าการขอสันติภาพโลกนั้นไม่ได้ แต่ต้องเป็นภารกิจที่มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงเท่านั้น”
“เฮ้อ” เกาเฟิงส่ายหัวไปมา พยายามทำให้ตนเองมีสติขึ้นอีกนิด เขาเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่เกาเฟิงคนที่สองฝังหลินเซินฮ่าว แม้ค่า SAN จะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ยังพอเข้าใจสถานการณ์อยู่ เพียงแค่ไม่แน่ใจว่านี่คือภาพหลอนไหม
ถ้าใช่…ก็ดีเหลือเกิน ไม่สิ! ความหมายของเขาคือ ถ้าเป็นความจริง… ก็ดีเหลือเกิน
“ถ้าฉันอยากให้นายทำลายล้างมนุษยชาติล่ะ” เกาเฟิงถาม
“งั้นฉันก็จะฝังมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ให้หมด ใช้เวลาหน่อยนะ แต่นายต้องอดทน” เกาเฟิงคนที่สองตอบ
“นายมาจากไหนกัน” เกาเฟิงถามอีก
“ตอนที่ค่าความมีเหตุผลของนายลดลงเหลือศูนย์ครั้งล่าสุด ข้อมูลและความรู้ทั้งหมดที่ฝังอยู่ในตัวนายก็ได้สร้างตัวตนอย่างฉันขึ้นมา
ผู้ ‘รอบรู้และทรงอำนาจ’ ของฉันมีไว้เพื่อไม่ให้นายตายซ้ำๆ ทุกครั้งที่มองเห็นความจริงของจักรวาล และในขณะเดียวกัน…ก็กลายเป็น ‘กฎ’ ที่เป็นของนายโดยเฉพาะ” เกาเฟิงคนที่สองตอบ
“สิ่งเดียวที่ต้องจำไว้คือ ทุกครั้งที่เรียกฉันออกมา ค่าของนายต้องต่ำลงกว่าเดิม ถ้าคำนวณดีๆ ก่อนจะเสียสติถาวร นายยังมีโอกาสเรียกฉันได้อีกสามครั้ง”
“แค่นี้แหละ ลาก่อน” เกาเฟิงผู้สวมหมวกนิรภัยสีเหลืองและถือพลั่วสนาม เดินสบาย ๆ เข้าไปในม่านหมอกหนาทึบ ดูเหมือนว่าเขาจะชื่นชอบอุปกรณ์ใหม่ของตัวเองเอามาก ๆ ระหว่างเดินก็ฮัมเพลงไปด้วย…
“แสงแห่งความเที่ยงธรรม สาดส่องทั่วพื้นปฐพี”
เกาเฟิงมองหน้าจอระบบของตน ที่แสดงว่า “ผลักไสสมุนของสิ่งไร้รูปคืนสู่เหวลึก” ได้สำเร็จแล้ว
…เฮะ เฮะ ดีจริง ๆ เกาเฟิงคิดในใจ…ความแยกตัวทางจิตของฉันช่วยทำภารกิจแทนให้เสร็จเรียบร้อยเลย
(จบบท)