เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 – การลอกเลียน

บทที่ 9 – การลอกเลียน

บทที่ 9 – การลอกเลียน


เมื่อสามปีก่อน ตอนที่ซินเว่ยเพิ่งเข้าเรียนที่เทียนเหม่ยใหม่ๆ เธอเคยเขียนจดหมายรักถึงเกาเฟิง

ตอนนั้นซินเว่ย ยังเป็นเพียงเด็กสาวผิวคล้ำจากการฝึกทหาร หน้าตาดูเหมือนก้อนถ่านเล็กๆ ที่ยังไม่สุกดี

ขณะเดียวกัน เกาเฟิงในตอนนั้นก็เข้ามหาวิทยาลัยในฐานะผู้สอบได้อันดับหนึ่ง

ยังไม่ถูกค้นพบลักษณะเฉื่อยชาที่ครูหลายคนมองว่า “โคลนเปียกที่ปั้นยังไงก็ไม่ขึ้น” หลังจากจบการฝึกทหาร เขาได้ขึ้นเวทีในงานสันทนาการตอนเย็น ดีดกีตาร์ร้องเพลง “เพื่อนร่วมโต๊ะเรียน”

ด้วยรูปลักษณ์ผมสั้นดูสง่า หน้าตาขาวสะอาด ทำให้สาวๆ หลายคนแอบบ่นว่า ฟ้าดินว่าเหตุใดเขาจึงไม่โดนแดดเผาเหมือนคนอื่น พร้อมกับเผลอใจให้เขาไม่มากก็น้อย

ถ้าจะใช้สำนวนสมัยนี้ ก็ต้องบอกว่าเกาเฟิงในตอนนั้นได้สิทธิ์เลือกคู่ครองล่วงหน้าถึงสี่ปี ทว่าเพียงไม่นาน เขากลับร่วงหล่นจากจุดสูงสุด และเสียสิทธิ์นั้นไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ซินเว่ยกลับเติบโตขึ้นเป็น

หญิงสาวงดงามดั่งหยกที่เคยถูกฝุ่นคลุมไว้

จนถึงตอนนี้ เมื่อพูดถึงจดหมายรักฉบับนั้นอีกครั้ง ซินเว่ยก็ยังหน้าแดงอยู่ แต่เธอก็อธิบายมันอย่างฝืนๆ ว่า

“ตอนนั้นยังเด็ก ไม่รู้อะไร แค่เผลอหลงรักรูปลักษณ์ของคนบ้าเข้าให้เท่านั้น”

เกาเฟิงตอบกลับซินเว่ยไปไม่กี่คำ แล้วก็เดินไปที่ขาตั้งวาดภาพของตัวเอง

บนขาตั้งนั้นยังคงเป็นภาพ “ประตูสู่นรก” ที่เกาเฟิงเคยลอกเลียนไว้ก่อนหน้า มองดูแล้วเต็มไปด้วยรอยตำหนิ ฝีมือยังอ่อนนัก

เกาเฟิงหยิบเกรียงขึ้นมา แล้วเริ่มขูดสีเก่าออก ข้างๆ นั้น หลินเซินฮ่าวเอ่ยขึ้นว่า “นายจะวาดอะไร?”

เกาเฟิง “หืม?” ขานรับโดยไม่ทันได้ฟังให้ชัด

“นิทรรศการศิลปะสองปีครั้ง นายกรอกชื่อผลงานว่า ‘ไร้ชื่อ’ แล้วจะวาดอะไร?” หลินเซินฮ่าวถามซ้ำ

“ไร้ชื่อ?” เกาเฟิงขูดสีแดงส่วนหนึ่งออก สีแดงนี่มันจัดเกินไป เทียบกับสีท้องฟ้า

แดงหม่นในต้นฉบับแล้ว ราวกับพยายามเลียนแบบอย่างเปิ่น ๆ

“อ้อ…ที่แท้ทุกคนกำลังวาดผลงานเพื่อส่งเข้าร่วมงานแสดงศิลปะสองปีครั้งกันอยู่นี่เอง”

เกาเฟิงเข้าใจแล้ว ไม่แปลกเลยที่นักศึกษาจึงมารวมตัวกันแน่นขนาดนี้

“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ นายก็ไม่ต่างกันหรอก” หลินเซินฮ่าวกลอกตาใส่

“แต่ฉันไม่ได้สมัครนะ” เกาเฟิงตอบกลับ

“เอาเข้าไป” หลินเซินฮ่าวไม่อยากพูดด้วยแล้ว

เกาเฟิงเหลือบมองผลงานของหลินเซินฮ่าว ลายเส้นแน่นหนาราวกับใยแมงมุม ร่างใบหน้าหนึ่งขึ้นมา เป็นภาพเหมือนของเจ้าตัว โครงสร้างแม่นยำ

รายละเอียดครบถ้วน หลินเซินฮ่าวเรียนวาดเส้นมาตั้งแต่เด็ก เกาเฟิงเดาว่าทักษะเส้นของเขาน่าจะเกิน 55 แน่

“ดูจะจริงจังมากทีเดียว…”

แม้เกาเฟิงจะยืนยันว่าตนไม่ได้ลงชื่อเข้าร่วม แต่บรรยากาศศิลปะรอบตัวที่เข้มข้นเช่นนี้ ก็ทำให้เขานิ่งเฉยไม่ได้

มาเถอะ มาเถอะ มาเถอะ รูปทรงของฉัน สีสันของฉัน~ เกาเฟิงหยิบพู่กันขึ้นมาเริ่มวาดเส้นโครงใหม่ แล้วจมเข้าสู่ภวังค์อย่างรวดเร็ว

พู่กันในมือกับผืนผ้าใบเบื้องหน้า กลายเป็นโลกทั้งใบของเขา

หลินเซินฮ่าวเหลือบตามองอย่างไม่ตั้งใจ เห็นเส้นสายที่เกาเฟิงร่างลงผ้าใบอย่างคล่องแคล่ว ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หมอนี่…ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”

แม้ค่า SAN ของเกาเฟิงจะต่ำจนไม่สามารถตั้งสมาธิอ่านหนังสือได้ แต่เมื่อยืนอยู่หน้ากระดานวาดภาพ กลับสามารถจดจ่อได้อย่างสมบูรณ์

ราวกับพรสวรรค์บางอย่างยังคงทำงานอยู่ เมื่อได้สติอีกครั้งก็เป็นตอนกลางคืนแล้ว และภาพลอกเลียน “ประตูสู่นรก” ก็เป็นรูปร่างขึ้นมาพอสมควร

เขาไม่รู้เลยว่า ระหว่างที่เขากำลังวาดภาพนั้น หัวหน้าภาคเคยแวะเวียนมาดู และมีอาจารย์หลายคนเดินผ่านมาด้วย

อาจารย์เหล่านั้นตรวจดูผลงานของนักศึกษาทีละคน พอมาถึงภาพของเกาเฟิง ไม่เพียงแค่หยุดดู ยังเผยสีหน้าประหลาดใจอย่างชัดเจน

มีนักศึกษาบางคนได้ยินอาจารย์กระซิบกันว่า

“พัฒนาขนาดนี้เลยเหรอได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ใหญ่หลี่รึเปล่า?”

สิ่งนี้ทำให้เพื่อนๆ คนอื่นประหลาดใจเช่นกัน หลายคนวางพู่กันแล้วเดินมาดูผลงานของเกาเฟิง เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นสีสัน โครงสร้าง หรือเส้นสาย ล้วนมีระดับเทียบเท่าภาพในหนังสือรวมผลงานศิลปะ

“นี่มันภาพ ‘ประตูสู่นรก’ ที่แสดงในงานร้อยปีไม่ใช่เหรอ? เกาเฟิงคิดจะแข่งในงานศิลปะสองปีครั้งด้วยภาพลอกเลียนเนี่ยนะ?” มีคนกระซิบ

“งานศิลปะสองปีครั้งในหมวดนักศึกษาอนุญาตให้ลอกเลียนผลงานได้”

อีกคนว่า “แน่นอนว่าในหมวดหลักจะไม่แขวนภาพลอกเลียน แต่ในหมวดนักศึกษาน่ะอนุญาต”

“อย่างนี้มันก็โกงสิ” มีคนเอ่ย

“งั้นนายก็โกงบ้างสิ ไปลองลอกภาพ ‘โมนาลิซ่า’ ดูไหม?” คนข้าง ๆ สวนกลับ

“อยากตายหรือไง…แต่อันที่จริงก็มีเหตุผล ถ้าเลือกภาพของศิลปินระดับ ‘นิรนาม’ 

แล้วลอกเลียน  ผู้ตัดสินก็คงไม่รู้ว่าแรงบันดาลใจมาจากใคร 

อาจเข้าใจว่าเป็นผลงานต้นฉบับของเราเอง แบบนี้ก็คุ้มอยู่นะ”

“งั้นเปลี่ยนชื่อภาพสิ”

“ไม่ทันแล้ว เหลือเวลาอีกแค่สามวัน…เวลามีค่าจริง ๆ”

“สติปัญญาของนายจำกัดความไร้ยางอายของตัวเองนะ”

เหตุใดจึงไม่มีใครกล้าลอกเลียน “โมนาลิซ่า?” เพราะภาพนี้โด่งดังเกินไป แม้ลอกได้เหมือนเพียงใด ก็ยังถือว่าเป็นภาพลอก ในแวดว จิตรกรรม ภาพที่เหมือนที่สุด

ก็คือภาพของช่างฝีมือ ต่อให้วาดเหมือนธนบัตรเป๊ะ ก็ยังไร้ค่า หากอยากเป็นศิลปินตัวจริง ต้องสร้างแนวทางของตัวเองขึ้นมาให้ได้ เพราะฉะนั้น…วาดให้ไม่เหมือนจึงสำคัญกว่า

แต่เกาเฟิงไม่เคยคิดลึกขนาดนั้น

เขาไม่รู้เลยว่ารอบตัวกำลังถกเถียงเรื่องเขากันอยู่ จนกระทั่งเวลาสามทุ่ม เขาหลุดออกจากภวังค์ สติกลับคืนมา แล้วพบว่าโครงสร้างของภาพตรงหน้าวาดเสร็จแล้ว ทว่า…

คะแนนที่ระบบให้กลับขึ้นว่า “ภารกิจไม่สำเร็จ ความเหมือน 71%”

ยังห่างไกลนัก! การลอกเลียนแบบสมบูรณ์ต้องมีความเหมือนอย่างน้อย 99.99% เกาเฟิงกัดซาลาเปาในปากแน่น แล้วเริ่มใช้เกรียงขูดสีออกอีกครั้ง

“อ๊ะ? ทำไมขูดทิ้งล่ะ วาดออกมาดีขนาดนั้น!”

เสียงอุทานดังขึ้นข้างกายอย่างกะทันหัน เกาเฟิงหันไปมอง ก็เห็นซินเว่ยกับหลินเซินฮ่าวยืนอยู่

“วาดไม่เหมือน” เกาเฟิงเคี้ยวซาลาเปาในปากพลางพึมพำตอบออกมาไม่ชัด

“แต่มันดีมากแล้วนะ เสียดายจริง ๆ” ซินเว่ยกล่าว

“ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวโรงอาหารก็ไม่มีอะไรให้กินแล้ว” หลินเซินฮ่าวเอ่ย แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงความหมายว่า

“นายอย่าไปเลยจะดีกว่า”

เกาเฟิงรู้ดีว่าหลินเซินฮ่าวกำลังตามจีบซินเว่ย อันที่จริง บรรดานักศึกษาชายในภาควิชาวาดภาพต่างก็สนใจซินเว่ยทั้งนั้น

หากเป็นเวลาอื่น เกาเฟิงคงยินดีที่จะสร้างเรื่องวุ่นวายสักหน่อย หรือไม่ก็

ขโมยข้าวเป็ดย่างของหลินเซินฮ่าวมาสักจาน แต่ว่าวันนี้…ไม่ได้ วันนี้เกาเฟิงกำลังหงุดหงิดอย่างมาก

“ไม่ไป” เกาเฟิงส่ายหน้า แววตาของหลินเซินฮ่าวปรากฏความยินดี

แต่ซินเว่ยกลับไม่ยอมแพ้ “นายยังไม่ได้กินข้าวทั้งวันเลยใช่ไหม แค่ซาลาเปามันไม่พอนะ ไปเถอะ”

“ไม่ไป! อย่ามากวนฉัน” เกาเฟิงตอบเสียงห้วน ค่า SAN ที่ต่ำทำให้ความอดทนของเขาร่อยหรอจนแทบไม่เหลือ

“นายมันบ้าชัด ๆ ไม่รู้ดีรู้ชั่ว!” ซินเว่ยโมโหจนสะบัดหน้าหนีแล้วเดินจากไปทันที

หลินเซินฮ่าวรีบวิ่งตามไป

เกาเฟิงไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเขาทั้งสองคนจะจากไปแล้ว เพียงขมวดคิ้วมองผืนผ้าใบเบื้องหน้า สมองกำลังหวนระลึกรายละเอียดของต้นฉบับ

แม้จะมีภาพถ่ายอยู่ และเคยร่างภาพย่อมาก่อน แต่การจะเลียนแบบผลงานให้เหมือนต้นฉบับอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีต้นฉบับอยู่ตรงหน้าช่างยากเย็นเหลือเกิน

เขาจึงหันไปดูค่าทักษะของตน

ค่า SAN 66, สีสัน 50, โครงสร้าง 57, เส้นสาย 43, กายวิภาค 8, จิตวิทยา 6

เขาหลับตาเพื่อเรียบเรียงความทรงจำ ในสมองคล้ายกับบทเพลงที่กำลังบรรเลง ภาพโครงสร้าง สีสัน และเส้นสายของ “ประตูสู่นรก” ผุดขึ้นทีละส่วน…

ครู่หนึ่งผ่านไป เกาเฟิงก็ตัดสินใจได้ว่า หากต้องการลอกเลียนอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีต้นฉบับอยู่ตรงหน้า จะต้องอาศัยค่าทักษะที่สูงกว่านี้

“ความสามารถด้านเส้นสายต้องสูงกว่านี้ ต้นฉบับใช้เทคนิคเส้นละเอียดของจิตรกรรมจีนในการวาดรูปร่างมนุษย์ 

ฉันไม่เคยเรียนการเขียนเส้นแบบนั้น งั้นก็ต้องยกระดับความสามารถด้านเส้นสายให้สูงยิ่งกว่าเดิม”

ก่อนหน้านี้เขาเคยใช้ค่า SAN เพื่อเพิ่มทักษะด้านเส้นสายไปแล้ว 12 หน่วย ก็ไม่สามารถเพิ่มต่อได้อีก ตอนนี้อาจเป็นเพราะค่าทักษะอื่นเพิ่มขึ้นมาก หรืออาจเป็นเพราะเขาเรียนวิชากายวิภาคและจิตวิทยาเพิ่มเติม จึงทำให้เครื่องหมาย ‘+’ ด้านหลังค่าทักษะเส้นสายกลับมาปรากฏอีกครั้ง

เพิ่ม 1 หน่วย 2 หน่วย 3 หน่วย…เกาเฟิงยกระดับทักษะเส้นสายขึ้นไปจนถึง 50 จากนั้นเครื่องหมาย ‘+’ ก็หายไปอีกครั้ง ค่า SAN ของเกาเฟิงลดลงเหลือ 59

ต่ำกว่าค่ามาตรฐานขั้นต่ำไปแล้ว

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 9 – การลอกเลียน

คัดลอกลิงก์แล้ว