- หน้าแรก
- พรสวรรค์ทั่วหล้า ข้าขอก็แล้วกัน!
- บทที่ 4: หมัดสังหารหกประสาน
บทที่ 4: หมัดสังหารหกประสาน
บทที่ 4: หมัดสังหารหกประสาน
บทที่ 4: หมัดสังหารหกประสาน
ตอนขากลับบ้าน อวี๋เฟยแวะซื้ออาหารเม็ดถุงเล็กๆ อีกถุงหนึ่ง แล้วไล่เทใส่ชามแมวที่เหล่าผู้ใจบุญในชุมชนวางไว้
ไม่ใช่แค่เพื่อเจ้าลายสลิดเพียงตัวเดียว เหล่าแมวเหมียวก็น่ารักทุกตัว
เมื่อสัปดาห์ใหม่มาถึง อวี๋เฟยก็เริ่มตั้งตารอคอยชั่วโมงเรียนวิถีนักสู้ครั้งต่อไป
เช้าวันจันทร์ อวี๋เฟยมาถึงโรงเรียนเป็นคนแรก ผิดกับปกติที่เขาจะไม่มาวิ่ง
เขาเปิดใช้มุมมองทำเครื่องหมายของลูกแก้วผกผันชะตา แล้วส่องดูพรสวรรค์ของเพื่อนร่วมชั้นทุกคน
จากการสำรวจพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งเป็นเพียงตัวประกอบฉากที่ไม่มีพรสวรรค์ใดๆ ส่วนที่เหลือคือระดับสีเทา 15 คน, สีขาว 4 คน, สีเขียว 2 คน, และสีน้ำเงิน 1 คน ซึ่งถือว่าดีกว่าคนเดินถนนทั่วไปมาก
บางคนเกิดมาก็เป็นตัวเอก
อวี๋เฟยจ้องมองเจียงอี้ฝานที่กำลังคุยอยู่กับจางชิงอวี่ ดาวเด่นของห้อง
ฐานะทางบ้านดีเลิศ บุคลิกสุภาพอ่อนโยน ไอคิวสูงส่ง พรสวรรค์ด้านวิถีนักสู้ก็โดดเด่น
ในห้องหก นอกเหนือจากอวี๋เฟยแล้ว เขาคือคนเดียวที่มีพรสวรรค์ระดับสีน้ำเงินอันสูงส่ง
อนาคตของเจียงอี้ฝานนั้นสดใสโรยด้วยกลีบกุหลาบ อาจารย์ทุกวิชาต่างประเมินเขาไว้สูงมาก และด้วยความก้าวหน้าในปัจจุบัน หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยวิถีนักสู้ที่ดีได้
ส่วนจางชิงอวี่เป็นหนึ่งในสองคนของห้องที่มีพรสวรรค์ระดับสีเขียว
ทั้งสองคนครองอันดับหนึ่งและสองของห้องมาโดยตลอด
กิ่งทองใบหยก ราวกับว่ามีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่คู่ควรกัน
อวี๋เฟยตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ชีวิตของเด็กหนุ่มจะราบรื่นเกินไปไม่ได้ มิฉะนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อการเติบโต เขาจะต้องเป็นขวากหนามบนเส้นทางการเติบโตของเจียงอี้ฝาน
ต้องหาเรื่องเหมาะๆ เพื่อซัดเขาสักหมัด
ช่วยไม่ได้ กลไกการคัดลอกพรสวรรค์ของลูกแก้วผกผันชะตานั้น จำเป็นต้องเอาชนะหรือสังหารอีกฝ่าย
"พี่เฟย คิดเรื่องชั่วร้ายอะไรอยู่? ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์แต่เช้าเลย"
เพื่อนนักเรียนเหลยเสี่ยวเฉียงนั่งอยู่โต๊ะข้างหลังเขา ทั้งสองคนสนิทกันมาก แต่เจ้าเด็กนี่มันกวนประสาท
อวี๋เฟยมองแสงสีเขียวบนหัวของเสี่ยวเฉียงแล้วถอนใจกับความไม่แน่นอนของโลกใบนี้
"บนหัวนายน่ะเขียวแล้วนะ!"
เขาเอ่ยหยอกล้อ จากมุมมองของอวี๋เฟยแล้ว ผมของเหลยเสี่ยวเฉียงถูกแสงของมรกตส่องกระทบจนกลายเป็นสีเขียวมรกตไปทั่ว
"เขียว? เป็นไปได้ยังไง?"
สีหน้าของเสี่ยวเฉียงดูเกินจริง เขาพูดพร้อมกับยื่นมือขวาออกมาดูไปมา แล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า "น้องขวาของฉันไม่มีทางทรยศแน่นอน!"
อวี๋เฟยเอามือกุมหน้าผาก รู้สึกพูดไม่ออก
เขาคิดในใจ
"ไอ้คนแบบนี้ทำไมถึงมีพรสวรรค์สีเขียวได้วะ? หรือว่าความบ้าๆ บอๆ ก็เป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง?"
หลี่เมิ่งเหยาได้ยินคำพูดลามกของเหลยเสี่ยวเฉียงก็ชะงักการอ่านหนังสือไปครู่หนึ่ง เธอตัดสินใจว่าจะพูดคุยกับเจ้าหมอนี่ให้น้อยลงในอนาคต
แต่ว่า... อวี๋เฟยจะใช้มือขวาเหมือนกันหรือเปล่านะ? เธอคิดในใจ พลางใช้หางตามองไปที่มือขวาของอวี๋เฟยโดยไม่รู้ตัว
อาจเป็นเพราะการฝึกฝนมาตลอดหลายปี มือของอวี๋เฟยจึงเรียวยาว แต่ค่อนข้างหยาบกร้าน ไม่ได้ดูบอบบาง กลับดูเต็มไปด้วยพละกำลัง
เมื่อนึกถึงภาพบางอย่าง ใบหน้าของหลี่เมิ่งเหยาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะอ่านหนังสือเสียงดังขึ้น
อวี๋เฟยมองหลี่เมิ่งเหยาที่จู่ๆ ก็ทำตัวเหมือนคนบ้าด้วยความประหลาดใจ แปลกคนจริงๆ
เหลยเสี่ยวเฉียงนั้นเรื่องเรียนก็ไม่เอาไหน เรื่องสู้ก็ไม่ได้เรื่อง สไตล์หลักของเขาคือ กวนตีน ลามก และไร้ยางอาย เขาคาดเดาว่าพรสวรรค์สีเขียวนี้คงจะไม่ใช่เรื่องดีงามอะไรนัก จึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะคัดลอกพรสวรรค์ของเขาไปโดยเด็ดขาด
โอกาสในการคัดลอกมีจำกัด ต้องรอบคอบ!
คิดไปคิดมา ก็ยังคงต้องให้บทเรียนกับเพื่อนเจียงสักหน่อย
ตลอดทั้งวัน อวี๋เฟยครุ่นคิดหาวิธีที่จะซัดเจ้าหนูเจียงสักหมัดอย่างสมเหตุสมผล
ในตอนนี้ ทุกคนยังฝึกฝนกายเนื้อไม่สำเร็จ อิทธิพลของวิถีนักสู้ที่มีต่อความแข็งแกร่งยังมีจำกัด หากปล่อยเวลาผ่านไปอีกสักพัก แล้วเจ้าหนูเจียงทะลวงด่านฝึกกายเนื้อได้สำเร็จ เมื่อนั้นเขาคงโดนอัดจนน่วมแน่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่อวี๋เฟยยังคงครุ่นคิดหาวิธีอยู่ ชั่วโมงเรียนวิถีนักสู้ครั้งแรกของสัปดาห์ก็เริ่มต้นขึ้น
ครั้งนี้เหยียนไห่ไม่ได้สอนวิชาฝึกลมปราณ แต่สอนเพลงมวยชุดหนึ่งแทน
【หมัดสังหารหกประสาน】
เหยียนไห่อธิบายที่มาที่ไปของหมัดสังหารหกประสาน จากนั้นก็เปิดวิดีโอเพลงมวยให้ทุกคนดู
หมัดสังหารหกประสานถูกคิดค้นขึ้นโดยปฐมจักรพรรดิผู้ก่อตั้งประเทศ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้เชิญยอดฝีมือระดับปรมาจารย์มาช่วยกันขัดเกลาทีละเล็กทีละน้อยเป็นเวลาหลายปี ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์ในการเรียบเรียงและปรับปรุงทุกปี นับตั้งแต่เปิดตัวมาก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปีแล้ว และปัจจุบันเป็นเวอร์ชันที่สามสิบเจ็ด
คำว่า "หกประสาน" หมายถึงรูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกัน เป็นรากฐานของทักษะการต่อสู้ทุกประเภท ครอบคลุมวิธีการฝึกใช้พลังและออกแรงจากส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง แม้จะตั้งชื่อเป็นเพลงมวย แต่ในความเป็นจริงแล้วครอบคลุมเทคนิคการต่อสู้ด้วยมือเปล่าทุกประเภท
หากฝึกฝนหมัดสังหารหกประสานจนเชี่ยวชาญ จะสามารถต่อยอดไปยังทักษะการต่อสู้ขั้นสูงแขนงใดก็ได้
เนื้อหาในการสอบคัดเลือกสายนักสู้ประกอบด้วย ขอบเขตของวิถีนักสู้, การประเมินการต่อสู้จริง, และความก้าวหน้าในการเรียนรู้หมัดสังหารหกประสาน
วันนี้เหยียนไห่ไม่บังคับให้ฝึกวิชากระทิงหมอบอีกต่อไป เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปแล้วยังไม่สามารถสัมผัสถึงพลังปราณโลหิตได้ นั่นหมายความว่าพรสวรรค์ไม่เพียงพอ ในอนาคตคงยากที่จะก้าวหน้าบนเส้นทางนักสู้
หากปล่อยให้ล่าช้าไปกว่านี้ หน่ออ่อนที่ดีในห้องก็จะเสียของเปล่าๆ
หลังจากเหยียนไห่อธิบายความสำคัญของหมัดสังหารหกประสานเสร็จแล้ว เขาก็ตั้งใจจะเริ่มสอนเพลงมวย
แต่ก่อนหน้านั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ เขาต้องการสร้างเป้าหมายสองคนขึ้นมาในห้อง เพื่อให้ทั้งสองแข่งขันกัน และกระตุ้นให้นักเรียนคนอื่นๆ ไล่ตาม
การฝึกยุทธ์นั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องตัดสินกันด้วยฝีมือ
เหยียนไห่เรียกทุกคนมารวมตัวกัน
"พวกเธอฝึกฝนมาหนึ่งเดือน ไม่มากก็น้อยย่อมได้รับผลตอบแทน แต่เส้นทางนักสู้ไม่ใช่แค่การฝึกฝน ปรมาจารย์แห่งวิถีนักสู้ไม่เคยเกิดจากการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการต่อสู้จริง
ที่ข้าย้ำถึงความสำคัญของจิตใจ ก็เพราะมันเกี่ยวข้องกับการต่อสู้จริง ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของนักสู้ดูได้จากระดับขอบเขตของเขา และทักษะที่เขาเชี่ยวชาญ
แต่จะสามารถแสดงศักยภาพได้มากน้อยเพียงใดในการต่อสู้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของจิตใจ
พูดไปก็ไร้ประโยชน์ พวกเธอยืนเข้ามาในระยะห้าเมตรของข้า"
เมื่อนักเรียนยืนเข้าที่แล้ว เหยียนไห่หลับตาลงแล้วตั้งท่ามวย จากนั้นก็ลืมตาขึ้น ประกายแสงราวสามนิ้วพุ่งออกมา
เขาชกหมัดออกไปเบาๆ ตรงหน้า ในอากาศกลับเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น
นักเรียนทั้งกลุ่มล้มระเนระนาดในทันที มีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างยากลำบาก
ในวินาทีที่เหยียนไห่ลืมตาขึ้น อวี๋เฟยรู้สึกราวกับว่าเหยียนไห่ได้กลายเป็นอสูรร้ายที่น่าสะพรึงกลัว เขาสามารถได้ยินเสียงพลังปราณโลหิตของเหยียนไห่ที่ถาโถมเข้ามาเหมือนกระแสธาร เขาเหมือนถูกบีบคอจนหายใจไม่ออก
เมื่อหมัดนั้นถูกส่งออกมา อสูรร้ายที่เหยียนไห่แปลงร่างก็พุ่งเข้ามา เขาคือเหยื่อ
ราวกับถูกจ้องมองโดยศัตรูตามธรรมชาติ ร่างกายของเขากลับไม่สามารถรวบรวมเรี่ยวแรงได้แม้แต่น้อย เซลล์ทุกเซลล์ราวกับกำลังหวาดกลัว
อวี๋เฟยใช้พรสวรรค์ 【ปฏิกิริยาเหนือความเร็ว】 ถึงขีดสุดในทันที อสูรร้ายตรงหน้าพลันเชื่องช้าลง จากนั้นก็หายไป ทัศนวิสัยของเขากลับคืนสู่ความเป็นจริง
ไหนเลยจะมีอสูรร้าย ที่เดิมมีเพียงเหยียนไห่ที่กำลังชกมวยอยู่
"นี่น่ะหรือคือวิถีนักสู้?"
อวี๋เฟยพึมพำกับตัวเอง หมัดนี้ของเหยียนไห่ทุบโลกทัศน์ของเขาจนแหลกละเอียด
ที่แท้สิ่งที่เรียกว่า "กลิ่นอาย" หรือ "พลังกดดัน" มันมีอยู่จริงนี่เอง
ถ้างั้นนักสู้ที่แข็งแกร่งกว่านี้ จะสามารถฆ่าคนธรรมดาได้ด้วยสายตาเพียงครั้งเดียวหรือไม่?
ตลอดชีวิตห้าสิบปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่อวี๋เฟยปรารถนาความแข็งแกร่งอย่างแรงกล้า
เขาเคยคิดว่าวิถีนักสู้อาจจะเหมือนกับในละครกำลังภายในของชาติก่อน ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ต่อยหินแตกได้ อย่างมากก็คงมีดาบยาวสี่สิบเมตร
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เลย
รออยู่ครู่หนึ่ง นักเรียนห้องหกก็กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเหยียนไห่อีกครั้ง
เพียงแต่ในดวงตาของบางคนเต็มไปด้วยความร้อนแรง แต่บางคนกลับมีสีหน้าหวาดกลัว ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย
เมื่อมองดูสายตาที่เคารพและยำเกรงของเหล่าเด็กหนุ่ม เหยียนไห่ก็เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา เขาไอกระแอมแล้วพูดว่า
"ก่อนที่จะเริ่มฝึกหมัดสังหารหกประสานอย่างเป็นทางการ ข้าอยากจะดูความเข้าใจในการต่อสู้ของพวกเธอก่อน
ข้าจะเลือกคนสองคนจากพวกเธอมาประลองกันสดๆ และในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ทั้งสองคนจะมาสู้กันอีกครั้ง เพื่อให้พวกเธอได้ตระหนักถึงความสำคัญของทักษะการต่อสู้
เอาล่ะ เจียงอี้ฝาน เธอเป็นคนแรกของห้องที่สัมผัสถึงพลังปราณโลหิตได้ นับเธอเป็นคนหนึ่ง
แล้วก็...ข้าดูหน่อย..."
เมื่ออวี๋เฟยได้ยินดังนั้น เขาก็รีบยกมือขึ้นสูงแล้ววิ่งไปอยู่ตรงหน้าเหยียนไห่ พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า
"ผมเองครับ อาจารย์เหยียน ให้ผมเป็นคู่ต่อสู้ของเพื่อนเจียงเองครับ! ผมเองครับ!"
เหยียนไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาตั้งใจจะเลือกตู้หมิงเซวียน