เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 17 : ก็แค่นั้น!

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 17 : ก็แค่นั้น!

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 17 : ก็แค่นั้น!


บทที่ 17 : ก็แค่นั้น!

ทันทีที่ซูอานหลบออกมาจากโรงเรียนได้ เขาก็รีบเรียกแท๊กซี่กลับไปที่บ้านเช่าของตนเองทันที

บ้านที่ซูอานเช่าไว้นั้นอยู่นอกเขตเมืองตงเฉิง เป็นบ้านที่สร้างตั้งแต่ปี 1980 จึงมีสภาพค่อนข้างทรุดโทรมมาก ราคาค่าเช่าจึงค่อนข้างถูก

ซูอานได้เงินมาจากโจวไห่หวงห้าล้านหยวนซึ่งนับว่าจำนวนไม่น้อยทีเดียว ฐานะการเงินจึงถือว่าไม่ขัดสน แต่ที่เขาเลือกเช่าบ้านหลังนี้เพราะอยู่ห่างไกลผู้คน และค่อนข้างเงียบสงบ

และทันทีที่กลับมาถึงบ้าน ซูอานก็นั่งขัดสมาธิ และเริ่มฝึกฝนวิชาตามคัมภีร์เก้าสวรรค์ทันที

คัมภีร์เล่มนี้เมื่อครั้งที่เขายังเป็นจักรพรรดิเสียนอู่ที่ยิ่งใหญ่นั้น เขาเคยบุกไปแย่งชิงมาจากสำนักแห่งหนึ่ง เวลานี้ข้อความของคัมภีร์เก้าสวรรค์ก็ยังฝังแน่นอยู่ภายใต้จิตสำนึกอันทรงพลังของเขา และเป็นประโยชน์กับเขามากในยามนี้

คัมภีร์เก้าสวรรค์นี้นับว่าเหมาะกับเขาในเวลานี้ยิ่งนัก แม้จะเป็นคัมภีร์สำหรับการฝึกจิต แต่ก็ได้รวบรวมเอาวิธีการดูดซับพลังชีวิตระหว่างสวรรค์กับผืนพิภพไว้ด้วย

หลังจากนั่งฝึกสมาธิจนกระทั่งรุ่งเช้า ซูอานกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม.. เขากลับรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาทั้งสองข้างกลับมองเห็นทุกอย่างได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

เวลานี้หากพินิจพิจารณาใกล้ๆ จะพบว่าซูอานนั้นเปลี่ยนไปมาก ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ดังคำพูดว่าบุคลิกและความเชื่อมั่นมีผลต่อจิตใจ และจิตใจก็มีผลต่อรูปลักษณ์ภายนอกด้วยเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวลานี้ที่ซูอานสามารถเปิดจุดตันเถียนของตนเองได้แล้ว หลังจากที่ได้รับพลังชีวิตเข้าไปผิวพรรณของเขาจึงสดใสอ่อนโยนราวกับเด็ก

ซูอานคว้ากระเป๋านักเรียน และวิ่งไปโรงเรียนทันที!

ที่ซูอานตั้งใจที่จะไปเรียนในโรงเรียนนั้น เพราะเขาต้องการทำความเข้าใจและทำความคุ้นเคยกับโลกใบนี้ให้มากขึ้นนั่นเอง

ระหว่างทางซูอานก็ได้แวะร้านติ่มซำรับประทานอาหารเช้า การกินจุของซูอานสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างได้อย่างมาก และเวลานี้เขาก็ชื่นชอบซาลาเปาที่สุด

และเมื่อซูอานไปถึงโรงเรียน เขาก็เดินเข้าห้องเรียนไปตามปกติเช่นเคย..

ซูอานเดินไปตามถนนที่มีดอกซากูระร่วงโรย ตลอดทางมีรถหรูมากมายจอดอยู่เต็มสองฟากถนน ถึงแม้จะมีนักเรียนชายหญิงหน้าตาหล่อสวยมากมาย แต่ทุกคนดูเหมือนจะให้ความสนใจกับซูอานมากกว่าใคร และเวลานี้เขาก็กลายเป็นคนโด่งดังของโรงเรียนแห่งนี้ไปเสียแล้ว

แต่ครั้งนี้ผู้คนที่จ้องมองมาทางซูอานนั้นกลับไม่มีทีท่าตื่นเต้นตกใจเหมือนเมื่อวาน ทุกคนต่างก็จ้องมองซูอานด้วยสายตาเหยียดหยันและเย็นชา

ซูอานเดินไปโดยไม่สนใจสายตาเหล่านั้น จุดประสงค์ของเขาคือเพียงแค่ใช้เวลาภายในโรงเรียนแห่งนี้ คอยสอดส่องหาสถานที่ที่จะสามารถดูดซับเอาพลังชีวิตเข้าไปได้เท่านั้น

“ซูอานมันดวงดีมากกว่า!”

เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่ได้สวมชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนเป็นผู้พูดขึ้นมา แต่เขาไม่ได้มีท่าทีสนใจอะไรซูอานมากนัก

“นั่นสิ! เห็นว่าไห่เทียนกรุ๊ปกำลังถูกตรวจสอบเรื่องการเลี่ยงภาษีอยู่ ตอนนี้สรรพากรกำลังตรวจสอบอย่างเข้มงวดเลยล่ะ!”

“สงสัยงานนี้ไห่เทียนกรุ๊ปคงต้องถึงคราวชิบหายแน่!”

“ไม่อยากจะเชื่อจริงๆว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไห่เทียนกรุ๊ปจะล้มได้ แล้วถ้าล้มจริงๆนะ ต้องมีผลกระทบกับคนอีกนับพันเลยล่ะ!”

“ก็ไม่น่าไปหลีกเลี่ยงภาษีนี่นา.. มีหวังถูกปรับอานแน่!”

“โจวไห่หวงคงยุ่งอยู่กับเรื่องนี้จนไม่มีเวลาจัดการกับซูอานน่ะสิ มันก็เลยรอดมาได้!”

“นี่.. ฉันได้ข่าวมาว่าโจวไห่หวงจัดการส่งโจวเทียนห่าวไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวหนีรึเปล่าน่ะสิ?”

…..

เมื่อได้ยินคำพูดต่างๆของผู้คนรอบตัว ซูอานกลับไม่รู้สึกอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มออกมา และได้แต่คิดว่าถึงเวลาที่ไห่เทียนกรุ๊ปต้องถูกตรวจสอบบ้าง

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาก็คงไม่จำเป็นต้องเปิดเผยความสามารถของตนเองต่อหน้าคนอื่นอีก และจะหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงเรียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ซูอานเดินเข้าไปถึงห้องเรียนราวสิบนาทีก่อนเริ่ม ภายในห้องจึงมีนักเรียนกันอยู่พร้อมหน้า และค่อนข้างคึกครื้น

ทุกคนภายในห้องต่างก็กำลังพูดถึงเรื่องของบริษัทไห่เทียนกรุ๊ป และแน่นอนว่าต้องมีเรื่องของซูอานเข้าไปเกี่ยวข้อง

เมื่อทุกคนเห็นซูอานเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็หันไปมองเขาเป็นตาเดียว แล้วใครบางคนก็เริ่มพูดจาดูถูก

“โธ่เอ๊ย! ที่แท้คุณชายซูกล้ามาโรงเรียนก็เพราะว่าไห่เทียนกรุ๊ปกำลังมีปัญหานี่เอง นึกว่าเก่ง!”

ฉีเจียนพูดตะโกนเสียงดังจนสามารถได้ยินกันทั่วทั้งห้องเรียน

แต่ซูอานกลับไม่สนใจ และแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เขาเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่าน

“หึ! ฉันก็คิดว่าแกเก่งกาจไม่กลัวตาย ที่แท้ก็แค่ดวงดี!”

เมื่อเห็นซูอานไม่สนใจตัวเอง ฉีเจียนก็เริ่มโมโหมากขึ้น และเป็นฝ่ายเดินตรงเข้าไปหาเรื่องซูอานที่โต๊ะ

นักเรียนคนอื่นๆในห้องก็พากันลุกจากโต๊ะตัวเองเดินไปหาซูอานเช่นกัน พร้อมกับจ้องมองเขาด้วยสายตารังเกียจ

“ซูอาน! ฉันจะบอกอะไรให้ ต่อให้โจวเทียนห่าวไปต่างประเทศแล้ว แกก็อย่าคิดว่าตัวเองจะได้อยู่สุขสบายล่ะ? เพราะในโรงเรียนยังมีฉันอีกคน!”

“จะเสียเวลาพูดกับมันดีๆทำไม? ลากตัวมันออกไปอัดนอกห้องดีกว่า” เพื่อนนักเรียนอีกคนเป็นฝ่ายพูดขึ้น

ฉีเจียนนับเป็นคนที่โด่งดังในโรงเรียนแห่งนี้ไม่น้อย เขาเป็นคนใจกว้างและมีเพื่อนฝูงมาก และการที่เขาเป็นเดือดเป็นแค้นแทนโจวเทียนห่าวนั้น เพราะที่ผ่านมาโจวเทียนห่าวก็ดีกับเขาไม่น้อย

แต่เรื่องที่ทำให้ฉีเจียนไม่พอใจที่สุดก็คือ ก่อนหน้านี้ซูอานเป็นคนขี้ขลาดอ่อนแอแล้วก็ไม่สู้คน แต่ตอนนี้เขากลับเปลี่ยนไปอย่างมาก กลายเป็นคนจองหอง และเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนในโรงเรียนจนบดบังรัศมีของเขา ทำให้ฉีเจียนไม่พอใจอย่างมาก

“ซูอาน แกกล้าออกไปชกกับฉันตัวต่อตัวมั๊ยล่ะ?”

ฉีเจียนจ้องมองซูอานด้วยแววตารังเกียจและเย้ยหยัน พร้อมกับร้องตะโกนท้าทาย

เจียงเหวินเหวินที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่สามารถอดทนต่อไปได้ เธอลุกขึ้นยืนจ้องมองฉีเจียนพร้อมตอบโต้กลับไปด้วยความโมโห

“ฉีเจียน ฉันขอเตือนนายไว้ก่อน หยุดสร้างปัญหาได้แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้ปากนายกินข้าวไม่ได้หลายวันเลยล่ะ!”

เจียงเหวินเหวินนั้นมาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย จึงไม่แปลกที่เธอจะไม่รู้สึกหวาดกลัวฉีเจียน

“เจียงเหวินเหวิน ซูอานมันไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด! แต่เธอตามติดมันยังกับอะไร ไม่รู้สึกอายบ้างเหรอ?”

เจียงเหวินเหวินโกรธมากที่ถูกฉีเจียนพูดจี้ใจดำเช่นนี้ จึงยกมือขึ้นชี้หน้าฉีเจียนพร้อมกับร้องตะโกนว่า

“ฉันจะฟ้องครูจางเรื่องที่นายรังแกนักเรียนรุ่นน้องเมื่อวานนี้!”

ฉีเจียนได้ยินคำขู่ของเจียงเหวินเหวินก็เริ่มหวั่นใจ เพราะหากพ่อของเขารู้เรื่องนี้ขึ้นมา เขาคงต้องถูกดุด่าเป็นแน่ ฉีเจียนได้แต่หันไปมองซูอานพร้อมกับพูดเสียงเย็น

“ซูอาน ไอ้ขี้ขลาด เก่งจริงก็อย่าหลบอยู่ใต้กระโปรงผู้หญิงสิวะ! ถ้าแกเป็นลูกผู้ชายก็ออกไปสู้กับฉันตัวต่อตัว!”

ซูอานเงยหน้าขึ้นจ้องมองฉีเจียนแน่นิ่ง แววตาเยือกเย็นเด็ดขาดของซูอานนั้น ทำให้ฉีเจียนถึงกับสั่นสะท้านอยู่ข้างใน

‘ข้าไม่ต้องการจะใส่ใจกับมดปลวกเช่นเจ้า แต่เจ้ากับตามตอแยข้าไม่เลิก เช่นนั้นแล้วก็อย่าตำหนิว่าข้าโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!’

“เจ้าต้องการสู้กับข้าแบบใด? บอกมาได้เลย..”

ฉีเจียนชะงักไปเล็กน้อย ท่าทีข่มขู่ก้าวร้าวเมื่อครู่พลันลดลงเล็กน้อย จู่ๆฉีเจียนก็รู้สึกว่าซูอานไม่ใช่หมูอย่างที่เขาคิด แต่เวลานี้เขามีพวกอยู่อีกตั้งห้าคน เขาไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร

“ข้าสามารถจัดการกับเจ้าด้วยมือเพียงข้างเดียว!”

ซูอานพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แววตาของเขาเปล่งประกายดุดันชัดเจนยิ่งกว่าเดิมในขณะที่พูดต่อว่า

“จะต่อสู้แบบใดก็ย่อมได้ แต่หากผู้ใดแพ้จะต้องถูกฆ่า เจ้ากล้าหรือไม่ล่ะ?”

ฉีเจียนถูกรังสีสังหารที่พวยพุ่งออกมาจากแววตาของซูอานกดข่ม จนจิตใจและร่างกายสั่นสะท้านไปหมด เขาพยายามควบคุมตัวเองให้สงบลงและไม่ให้สั่น แต่ก็ไม่สามารถทำได้!

ฉีเจียนคิดไม่ถึงว่าซูอานที่เคยขี้ขลาดอ่อนแอ จู่ๆจะกลับกลายเป็นคนที่ยะโสโอหัง และเอาเรื่องเช่นนี้

สู้แบบไหนก็ได้ แต่ต้องฆ่าคนที่แพ้ให้ตาย มันไม่โหดเหี้ยมไปหน่อยเหรอ?

“แก.. แก.. แกคิดว่าฉันกลัวเหรอวะ?”

ฉีเจียนพยายามสงบสติอารมณ์และพยายามข่มความกลัวภายในใจ แต่เสียงของเขากลับทรยศ เพราะมันสั่นและติดๆขัดๆไปหมด..

“ในเมื่อเจ้ากล้าอย่างที่พูดจริง ก็เดินนำไปสิ จะมัวรีรออะไรกัน?”

ครั้งนี้ซูอานตะโกนเสียงดังกว่าเดิม เสียงของเขาดังสนั่นไปทั่วทั้งห้อง ทำให้นักเรียนทั้งหมดที่ได้ยินต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันที และตกใจกับท่าทางดุดันเอาเรื่องของซูอาน

ทั้งฉีเจียนและนักเรียนคนอื่นๆต่างหวาดผวาตกใจ น้ำเสียงของซูอานนั้นทรงพลังอย่างน่ากลัว ทำให้พวกเขาถึงกับหวาดกลัวและไม่กล้าแม้แต่จะพูดตอบโต้ซูอานกลับไป

ความจริงแล้ว คนพวกนี้ล้วนแล้วแต่ชอบใช้ความรุนแรงข่มเหงรังแกผู้อื่น แต่เมื่อเห็นซูอานที่ดูเหมือนจะรุนแรงกว่า กลับเริ่มหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะข่มเหงรังแกเขาอีก!

จบบทที่ ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 17 : ก็แค่นั้น!

คัดลอกลิงก์แล้ว