- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สิบเจ็ด สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ…ตายแล้ว แต่เงินยังใช้ไม่หมด
บทที่สิบเจ็ด สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ…ตายแล้ว แต่เงินยังใช้ไม่หมด
บทที่สิบเจ็ด สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ…ตายแล้ว แต่เงินยังใช้ไม่หมด
บทที่สิบเจ็ด สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ…ตายแล้ว แต่เงินยังใช้ไม่หมด
“หมัดมังกรเพลิงงั้นหรือ?”
“ต้องใช้พลังวิญญาณธาตุไฟในการใช้งานมิใช่หรือ!”
“แต่ข้าไร้รากวิญญาณธาตุไฟ แล้วจะเอาพลังวิญญาณธาตุไฟจากที่ไหนมาใช้เล่า?”
เย่เฟิงเอ่ยกับตนเองด้วยสีหน้ามึนงง ก่อนจะลองรวบรวมพลังวิญญาณไปที่มือขวา ทันใดนั้น พลังวิญญาณธาตุไฟอันร้อนแรงก็แผ่ซ่านครอบคลุมมือขวาของเขาในพริบตา
“หือ?”
เพียงแค่คิด พลังวิญญาณธาตุไฟก็กลายเป็นพลังวิญญาณธาตุน้ำ ความเย็นชื่นแผ่ซ่านไปทั่วมือขวา
พลังวิญญาณธาตุทองที่แหลมคมถึงขีดสุด!
พลังวิญญาณธาตุน้ำแข็งที่หนาวเหน็บจับใจ!
พลังวิญญาณธาตุไม้ที่อุดมไปด้วยพลังชีวิต!
พลังวิญญาณธาตุดินที่หนักแน่นบริสุทธิ์!
...
...
และพลังวิญญาณธาตุลมที่รวดเร็วประหนึ่งสายลมพัดผ่าน!
เย่เฟิงสลับพลังวิญญาณธาตุไปมาอย่างต่อเนื่อง ถึงกับไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง ทั้งที่ไร้รากวิญญาณ แต่กลับสามารถแปรเปลี่ยนพลังพลังวิญญาณบริสุทธิ์ในทะเลวิญญาณให้กลายเป็นพลังวิญญาณธาตุต่างๆ ได้ตามใจนึก
“ลองหมัดมังกรเพลิงดูเลยดีกว่า!”
คิดไปก็ไม่เกิดผล เย่เฟิงจึงเลิกคิด หันมาให้ความสนใจกับการทดลองใช้วิชายุทธ์หมัดมังกรเพลิงที่เพิ่งได้รับมา
“เย่เฟิง รีบลงมากินข้าวเช้า! เราต้องรีบเดินทางต่อ!”
เสียงของหลัวอู๋หมิงดังมาจากนอกห้อง
“มาแล้วขอรับ!”
เย่เฟิงขานรับอย่างรวดเร็ว พับเก็บความอยากลองหมัดมังกรเพลิงไว้ชั่วคราว ก่อนจะรีบแต่งตัวและเดินลงบันไดไป
หนึ่งก้านธูป(ครึ่งชั่วโมง)ถัดมา
หลังจากอิ่มหนำสำราญ หลัวอู๋หมิงก็พาเย่เฟิงทะยานขึ้นฟ้าโดยใช้กระบี่บินมุ่งหน้าสู่นิกายดาราสวรรค์อีกครั้ง
“หืม?”
ไม่นาน หลัวอู๋หมิงก็สังเกตเห็นว่าเย่เฟิงหยิบหินวิญญาณระดับสูงสุดออกมาหลายก้อนในมือทั้งสอง ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเอาไปทำอะไร
แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักไปก็คือ เย่เฟิงกลับโยนหินวิญญาณระดับสูงสุดทั้งหมดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี!
บินอยู่กลางอากาศ แจกโชคลาภจากฟากฟ้า!?
และเมื่อเห็นเย่เฟิงไม่เพียงไม่หยุด แต่กลับโยนออกมาเรื่อยๆ แบบไม่คิดชีวิต มุมปากของหลัวอู๋หมิงถึงกับกระตุก แม้เขาจะเป็นถึงประมุขนิกาย ระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตภัยพิบัติขั้นที่แปด หินวิญญาณระดับนี้จะไม่อยู่ในสายตา แต่การเห็นความฟุ่มเฟือยเช่นนี้ก็ทำให้เขาอดทนไม่ไหว!
นี่มันฟุ่มเฟือยจนเกินรับไหว!
“เย่เฟิง ต่อให้เจ้าจะมีของดีอยู่มากเพียงใดก็มิควรฟุ่มเฟือยเช่นนี้! หากวันใดวันหนึ่งเจ้าหมดตัว ต่อให้สำนึกได้ในตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
หลัวอู๋หมิงกล่าวเตือนอย่างอดกลั้น
เย่เฟิงหันมาเอ่ยถามกลับ “ท่านอาจารย์ปู่ แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของคนเราคืออะไร?”
“ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ความเจ็บปวดของแต่ละคนก็ย่อมมิเหมือนกัน”
“อย่างเช่นคนที่มุ่งฝึกวิชากระบี่ สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดก็คือการตายไปโดยมิอาจเข้าใจแก่นแท้ของกระบี่ได้!”
“ปรมาจารย์ปรุงโอสถ สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดก็คือการตายไปโดยมิเคยปรุงโอสถอันทรงพลังให้เป็นตำนานได้เลย!”
“ปรมาจารย์ค่ายกล สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดก็คือการตายไปโดยมิได้สร้างค่ายกลในฝันของตนเอง!”
“ความเจ็บปวดมีมากมายเกินนับได้ สิ่งที่ข้ากล่าวยังมิครอบคลุมทั้งหมดด้วยซ้ำ”
หลัวอู๋หมิงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่สำหรับข้า สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ…ตายแล้ว แต่เงินยังใช้ไม่หมด”
กล่าวจบ เย่เฟิงก็โยนหินวิญญาณออกไปอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งกว่าเดิม โปรยออกไปราวกับดอกไม้โปรยปรายจากฟากฟ้า!
“เจ้า...เจ้าคนฟุ่มเฟือย!”
หลัวอู๋หมิงถึงกับกล่าวไม่ออก ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เขาอยากรู้เหมือนกันว่าเย่เฟิงจะโยนหินไปได้ถึงเมื่อไหร่
จนกระทั่งเย็นใกล้ค่ำ
หลัวอู๋หมิงพาเย่เฟิงมาถึงนิกายดาราสวรรค์ และเย่เฟิงเองก็โยนหินวิญญาณครบหนึ่งแสนก้อนจนแขนแทบหลุด ปวดระบมไปหมด
“นี่คือนิกายดาราสวรรค์งั้นรึ?”
เมื่อเข้าเขตนิกาย ยอดเขาซ้อนทับกันเป็นชั้น สายน้ำใสสะอาดราวกับกระจก ห้องโถงอันโอ่อ่าใหญ่โต เย่เฟิงถึงกับตกตะลึง เมื่อเทียบกับนิกายวิญญาณดาราที่ตนเองเคยอยู่แล้ว เหมือนหลุดจากกระต๊อบเข้าสู่วังหลวง!
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเขาไร้รากวิญญาณ เขาจึงไม่รู้ว่าที่นี่มีความเข้มข้นของพลังวิญญาณมากกว่าที่นิกายวิญญาณดาราหลายเท่า!
“มัคนายกซ่ง เด็กผู้นี้เป็นศิษย์สายตรงของบุตรสาวข้า ข้าพากลับมาครั้งนี้เพื่อให้เดินทางไปสมรภูมิมรรคาสวรรค์ร่วมกับศิษย์ร่วมนิกาย ข้าฝากเจ้าฝากดูแลเขาที”
ไม่นาน หลัวอู๋หมิงก็นำเย่เฟิงมาหามัคนายกฝ่ายในของนิกายพร้อมกล่าวกำชับ
“เย่เฟิง อีกสองวันนี้เจ้าอย่าก่อเรื่องอันใด อีกสามวันเราจะออกเดินทางไปสมรภูมิมรรคาสวรรค์”
“มัคนายกซ่ง รบกวนท่านด้วยในช่วงสองวันนี้” เย่เฟิงยิ้มพลางกล่าวกับชายวัยกลางคนข้างกาย
“มิเป็นไร หากมีเรื่องอันใดต้องการก็บอกกล่าวข้ามาได้เลย”
ซ่งชางเหยียนตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม ศิษย์สายตรงของหลัวเฉียนเสวี่ยมีตำแหน่งไม่ธรรมดา ต่อให้เป็นเขาก็ไม่กล้าล่วงเกิน
“เอ๊ะ...มัคนายกซ่ง ตรงนั้นดูคึกคักจัง เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”
เย่เฟิงสังเกตเห็นเสียงฮือฮามาจากลานฝึกซ้อมไม่ไกลจึงเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“วันนี้เป็นวันประลองระหว่างศิษย์นอกกับศิษย์ใน หากเจ้าสนใจก็สามารถไปขึ้นเวทีประลอง ท้าทายได้ตามใจ” ซ่งชางเหยียนตอบพร้อมรอยยิ้ม
"ติ๊ง! ออกภารกิจสุ่ม ขึ้นเวทีประลองและเอาชนะคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันหนึ่งร้อยคน หากภารกิจสำเร็จ ท่านจะได้รับแต้มฟุ่มเฟือยห้าร้อยแต้ม หากล้มเหลวหักแต้มฟุ่มเฟือยห้าร้อยแต้ม ท่านสามารถปฏิเสธได้"
ทันใดนั้น ระบบก็ออกภารกิจใหม่อีกครั้ง
“ตอนนี้ข้ามีแต้มฟุ่มเฟือยสะสมอยู่สี่พันสี่ร้อยสิบ หากได้อีกห้าร้อยก็จะใกล้ห้าพันแล้ว... พอเก็บครบเก้าพัน ข้าค่อยฝ่าด่านก็ยังมิสาย!”
คิดเช่นนั้น เย่เฟิงก็เดินตรงไปยังลานฝึกซ้อมทันที
...
“เฮ้ย นั่นใครน่ะ ไม่เห็นใส่ชุดศิษย์ของนิกายเราเลย?”
“เขาขึ้นเวทีแล้ว เขาต้องการจะท้าประลองหรือ?”
“อย่าบอกนะว่าเป็นคนจากนิกายอื่นมาท้าทายพวกเรา?”
เมื่อเย่เฟิงก้าวขึ้นเวทีไร้เจ้าของ เสียงซุบซิบจากเหล่าศิษย์ในและนอกนิกายก็ดังขึ้นเป็นระลอก
“ข้าเย่เฟิง ขอบเขตเคลื่อนลมปราณขั้นที่เก้า เป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์หลัวเฉียนเสวี่ย วันนี้ข้าขอขึ้นประจำเวทีนี้ โปรดพี่น้องทั้งหลายช่วยชี้แนะด้วยเถอะ!”
เย่เฟิงยืนสง่างามอยู่บนเวทีกล่าวต่อหน้าศิษย์นับพันที่มุงดูอยู่เบื้องล่าง
“เขาเป็นศิษย์สายตรงของสตรีศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“โชคดีอะไรปานนั้น! ข้าได้ยินว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ออกไปก่อตั้งนิกายด้วยตนเอง ไม่คิดว่าจะมีศิษย์สายตรงกลับมาด้วย!”
“ถ้าข้ามีโอกาสได้เป็นศิษย์สายตรงของสตรีศักดิ์สิทธิ์ ถึงต้องแลกด้วยอายุขัยหลายสิบปีก็ยอม!”
เมื่อได้ยินชื่อหลัวเฉียนเสวี่ย ศิษย์ชายจำนวนมากก็พากันอิจฉาไปตามๆ กัน นางไม่เพียงเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ของนิกาย แต่ยังเป็นเทพธิดาน้ำแข็งในใจของเหล่าศิษย์ชายอีกด้วย!