- หน้าแรก
- คาถาต้องห้าม
- ตอนที่ 1 ขายไต
ตอนที่ 1 ขายไต
ตอนที่ 1 ขายไต
ตอนที่ 1 ขายไต
“เฮีย รับซื้อไตไหม?”
“เออ จริงสิ ขายกระจกตาด้วยเลยละกัน”
ในเมืองชิงเฉิง ตลาดมืดใต้ดิน
เย่หลิน ผู้ชายหน้าตาธรรมดา สวมหน้ากากปิดไปครึ่งหน้า เดินลัดเลาะเข้ามาในตรอกแคบ ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงผ่าตัดเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นเขรอะอย่างช่ำชอง
เจ้าของร้านขายอวัยวะสุดโหด เหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาดแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ไอ้หนุ่ม เอาจริงดิ?”
“ครึ่งปีที่ผ่านมา เอ็งขายไปมากแล้วนะ ทั้งไตหนึ่งข้าง ม้ามหนึ่งชิ้น ถุงน้ำดีหนึ่งใบ อัณฑะอีกคู่ เส้นเลือดหัวใจไปนิดนึง ตับไปหนึ่งส่วนสาม ลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่รวมกันไปอีกท่อนนึง ถ้าขายไตข้างสุดท้ายอีก เอ็งไม่เหลือเวลาหายใจแล้วนะเว้ย”
ขนาดเป็นพ่อค้าอวัยวะมานาน เจอคนขายตัวเองแบบนี้ ยังต้องขยี้ตาซ้ำๆ นี่มันบ้าชัด ๆ
“ผมตัดสินใจแล้วครับ เพื่อช่วยน้องสาวที่ป่วยหนัก ต่อให้ขายทั้งตัวก็ยอม” เย่หลินพูดไป น้ำตาไหลพราก
“ได้! อย่าหาว่าข้าไม่เตือนล่ะ”
เจ้าของร้านพยักหน้า เขาก็แค่พ่อค้า ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ไตเด็กหนุ่มสุขภาพดี ถ้าเข้าคู่กับคนไข้ได้ ขายได้เป็นแสน ส่วนเขาโยนเงินให้เย่หลินแค่สามหมื่นก็จบ ดีลโคตรคุ้ม!
ส่วนกระจกตา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ของชิ้นนี้กับคนตาบอด เปรียบได้กับสมบัติล้ำค่าเลยทีเดียว
ไม่นาน อวัยวะชุดสุดท้ายของเย่หลิน ทั้งไตและกระจกตา ถูกควักออกมาแบบดิบ ๆ ไม่มีทั้งยาชา ไม่มีการฆ่าเชื้อ มีแต่ความเจ็บล้วน ๆ
เย่หลินกัดฟันแน่น ทรมานจนตัวสั่น คว้าเงินสามหมื่นที่ได้มา เดินโซซัดโซเซออกไป ก่อนจะค่อย ๆ หายตัวไปในความมืด
แม้จะตาบอดสนิท แต่เส้นทางในตลาดมืดแห่งนี้ เขาท่องจำได้หมดแล้ว
เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาอีกที พอแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา เย่หลินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
จากนั้นแค่คิดในใจ อวัยวะที่หายไปทั้งหมดก็กลับคืนมาอย่างมหัศจรรย์ แม้แต่ดวงตาที่มืดบอด ก็กลับมามองเห็นแสงสว่างได้อีกครั้ง แถมชัดกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“เงินจากการขายอวัยวะรอบก่อน ๆ รวมกับสามหมื่นนี่ ก็น่าจะพอค่าลงทะเบียนพิธีเปลี่ยนอาชีพแล้วล่ะ”
เย่หลินพึมพำกับตัวเอง เรื่องน้องสาวป่วยน่ะเหรอ? แต่งขึ้นล้วน ๆ เอาไว้หลอกเจ้าของร้านเท่านั้นแหละ!
ความจริงคือ เย่หลินเป็นคนจากต่างโลก ที่จู่ ๆ ก็ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ ตามสูตรเป๊ะ เป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่
โลกนี้คล้ายโลกเดิมของเขามาก แต่ต่างกันตรงที่มันใหญ่กว่าอารยธรรมเดิมหลายเท่า เต็มไปด้วยปิศาจและมอนสเตอร์อาละวาดไม่เว้นวัน แล้วยังมีดันเจี้ยนและเขตลับอีกเพียบ ผิดพลาดแค่ก้าวเดียว ถึงตายได้เลย
ตอนแรกเย่หลินก็กลัวอยู่หรอก ว่าจะเอาตัวรอดได้ยังไง จนกระทั่งเขารู้ความลับของตัวเองว่า
เขา...เป็นอมตะ!
ต่อให้ร่างกายเละขนาดไหน แค่คิดในใจ ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม อวัยวะที่ขายไปก็งอกใหม่ได้เหมือนกัน
แต่พอรู้ตัวว่าเป็นอมตะ เย่หลินก็ไม่ได้เอาไปอวดใคร กลับกัน เขายิ่งเก็บตัวเงียบกว่าเดิม เลิกสุงสิงกับใครทั้งนั้น นอกจากไปเรียนก็ไม่ออกไปไหนเลย
เพราะโลกนี้ คนธรรมดาสามารถเปลี่ยนอาชีพเป็นนักรบ นักเวทย์ หรือสายต่อสู้อื่น ๆ ได้ผ่านพิธีเปลี่ยนอาชีพที่ศาลเจ้า ถ้ามีแค่ความเป็นอมตะ แต่ไม่มีพลังสู้ มันก็ไม่ต่างจากพระถังซัมจั๋งที่ไม่มีซุนหงอคงคอยคุ้มกัน
ยิ่งถ้าใครรู้ว่าเขาเป็นอมตะล่ะก็ ชีวิตไม่เหลือแน่นอน โดนจับไปแล่ชำแหละทดลองชัวร์ ใครบ้างจะไม่อยากรู้เคล็ดลับอมตะกันล่ะ?
การเปลี่ยนอาชีพในโลกนี้ ใช้เงินเยอะมาก แค่ค่าสมัครก็ปาเข้าไปหนึ่งแสนหยวน และพรุ่งนี้ก็คือวันที่เมืองชิงเฉิงจัดพิธีพอดี
ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เย่หลินคงไม่เอาตัวเข้าแลกขายอวัยวะ แต่ในฐานะเด็กกำพร้า ไม่มีเงิน ไม่มีภูมิหลัง ไม่มีอะไรเลย นี่คือวิธีหาเงินเร็วที่สุดที่เขาคิดได้
แต่สุดท้ายเงินก็ครบแล้ว โชคดีที่ตลาดมืดไม่สนใจลงทะเบียนชื่อเขาเลย ไม่ต้องกลัวความลับแตก
เช้าวันรุ่งขึ้น เย่หลินมาถึงโรงเรียนแต่เช้า เพื่อเข้าร่วมพิธีเปลี่ยนอาชีพ
เขาต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะปกป้องตัวเองได้
จ่ายค่าสมัครเสร็จ เขาก็เดินไปยืนต่อแถวท้ายสุดเงียบ ๆ ตามสไตล์เด็กเนิร์ดไม่มีเพื่อน แถมยังจนสุด ๆ อีกต่างหาก
“เย่หลิน? นี่นายมาได้ไงเนี่ย?”
เสียงเรียกจากด้านหน้า ทำให้เย่หลินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เป็นเสียงของครูประจำชั้น ที่ตอนนี้กำลังมองเขาด้วยสายตาตกตะลึงสุดขีด
ในสายตาของครู เธอไม่คิดเลยว่าเด็กนักเรียนยากจนอย่างเย่หลิน จะมีปัญญาโผล่มาร่วมพิธีเปลี่ยนอาชีพได้ เพราะแค่ค่าสมัครก็มหาโหดแล้ว
หลังจากอึ้งไปพักหนึ่ง ครูก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ
“นี่เธอ...แอบไปกู้เงิน 'กู้เปลี่ยนอาชีพ' มารึเปล่า?”
เย่หลินพยักหน้าเงียบ ๆ ครูพูดมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ถือว่าอธิบายแทนไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาคิดข้อแก้ตัวให้ยุ่งยาก
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทั่วห้อง นักเรียนหลายคนหันมามองเย่หลินด้วยสายตาเวทนาเต็มขั้น
การกู้เงินเพื่อเข้าพิธีเปลี่ยนอาชีพ เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของชีวิต ถ้าได้อาชีพดี ชีวิตก็ปังแบบติดจรวด แต่ถ้าได้อาชีพห่วย ๆ ชีวิตหลังจากนี้ก็มีแต่หนี้ท่วมหัว ทำงานงก ๆ ใช้หนี้ไปจนแก่ตาย
“เฮ้อ...ก็เอาเถอะ สู้ ๆ ละกัน”
ครูถอนหายใจยาว อย่างไรซะเงินก็จ่ายไปแล้ว จะไปห้ามอะไรตอนนี้ก็ไม่ได้แล้ว
ในสายตาของเธอ เด็กบ้านจนอย่างเย่หลิน ควรตั้งใจเรียนเพื่อสอบเข้ามหาลัยปกติ แล้วหางานทำแบบมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ไม่ใช่มาวิ่งไล่ฝันเฟื่องคิดจะเปลี่ยนอาชีพเป็นนักรบหรือผู้กล้าอะไรแบบนี้
เพราะต่อให้เปลี่ยนอาชีพได้จริง ก็ไม่มีเงินซื้อของ ไม่มีทรัพยากรสนับสนุน เด็กกำพร้าแบบเย่หลินจะเอาอะไรไปสู้กับลูกคนรวยบ้านอื่นได้?
แต่เมื่อพิธีเริ่มขึ้น ความสนใจของทุกคนก็ถูกดึงไปที่เวทีตรงกลาง หันไปจับจ้องผู้เข้าร่วมที่ทยอยขึ้นไปทีละคน ๆ เย่หลินก็เหมือนเป็นอากาศธาตุไปในทันที
ในสายตาของเพื่อนร่วมชั้น เย่หลินก็แค่ไอ้คนจนที่คิดจะโดดข้ามขั้น หวังรวยทางลัดแบบเพ้อฝันเท่านั้นเอง
พิธีเปลี่ยนอาชีพปีนี้ โรงเรียนเชิญถึงระดับ ‘ผู้อำนวยการ’ มาเป็นคนดำเนินพิธีด้วยตัวเอง
“อาชีพสายชีวิต: เกษตรกรดูแลสัตว์ปีก ระดับ A”
นักเรียนคนหนึ่งหน้าซีดเผือด เดินตัวสั่นลงจากแท่นพิธี
ตอนที่แสงสีดำระดับ A ปรากฏขึ้นมา เด็กคนนั้นดีใจแทบร้องไห้ แต่พอเห็นว่าเป็นอาชีพสายชีวิต ความฝันทั้งหมดก็พังครืน
ในโลกนี้ อาชีพถูกแบ่งเป็นระดับ F ถึง SSS และแยกประเภทออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ
สายต่อสู้ดีที่สุด สายสนับสนุนรองลงมา สายชีวิตรั้งท้าย
“อย่าเพิ่งท้อ เพราะมันเป็นสายชีวิต จำไว้นะว่าไม่มีอาชีพไหนไร้ค่า มีแต่คนที่ไร้ค่าเอง! อย่าลืมว่าในอดีตเคยมีเกษตรกรดูแลสัตว์ปีกที่เลี้ยง ‘ราชาไก่แห่งความโกลาหล’ จนแม้แต่นักสู้ระดับสูงยังต้องหนีหัวซุกหัวซุน!”
ผู้อำนวยการปลอบโยนเต็มที่ นักเรียนคนนั้นได้ยินแบบนั้นก็เริ่มมีประกายหวังในดวงตาขึ้นมาอีกครั้ง
“ขอบคุณครับ ท่านผู้อำนวยการ!”
พิธีดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่สีหน้าผู้อำนวยการเริ่มยิ่งขมวดแน่นขึ้นทุกที
ปีนี้ดูท่าจะเป็นรุ่นที่กระจอกสุดในรอบสิบปี ผ่านไปเป็นร้อยคนแล้ว ระดับสูงสุดยังแค่ A แถมยังแทบไม่มีใครได้อาชีพสายต่อสู้เลย
คนต่อไป ผู้อำนวยการเริ่มออกอาการเบื่อหน่ายให้เห็น
และแล้ว…
ในวินาทีนั้นเอง นกฟีนิกซ์เพลิงสีแดงสดตัวมหึมา พุ่งทะยานออกจากแท่นพิธีขึ้นไปบนฟ้า!
คลื่นความร้อนสุดขีดแผ่ซ่านไปทั่ว นักเรียนแถวหน้าโดนลวกจนผมไหม้ กลิ่นไหม้ของเนื้อหนังลอยฟุ้งไปทั่ว
“นี่มัน…อาชีพระดับ SSS!!”
ผู้อำนวยการอ้าปากค้าง เสียงหายใจเริ่มติดขัด สัญลักษณ์ระดับ A คือแสงดำ S คือแสงแดง SS คือแสงทอง และ SSS จะเกิด ‘ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ’ ขึ้นมา!
ไม่ว่าจะเป็นสายต่อสู้ สนับสนุน หรือชีวิต ถ้าได้ระดับ SSS ทั้งหมดจะเกิดการวิวัฒน์ขั้นสุด เช่น กรณีของ ‘ราชาไก่แห่งความโกลาหล’ ที่เป็นผลงานของเกษตรกรดูแลสัตว์ปีกระดับ SSS นั่นเอง
ในที่สุด…ปีนี้โรงเรียนชิงเฉิงก็ได้เพชรเม็ดงามเสียที!