- หน้าแรก
- พลิกชะตาตำนานสถาปนาเทพ
- บทที่ 38 หยุดเดี๋ยวนี้!
บทที่ 38 หยุดเดี๋ยวนี้!
บทที่ 38 หยุดเดี๋ยวนี้!
ในขณะเดียวกัน
ภูเขาคุนหลุน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหยกพิสุทธิ์
ที่นี่คือนิกายประกาศเซียน หนึ่งในสามนิกายยิ่งใหญ่
ขณะนี้ เซียนชราผมขาวเคราขาวผู้หนึ่งเดินเคียงข้างไท่ไป๋จินซิงขึ้นไปยังหน้าผากิเลน
บุคคลผู้นี้คือหนันจี๋เซียนอง (หน่ำเก๊กเซียงอง) แม้ว่าพระตำหนักหยกเร้นลับจะโด่งดังเรื่องสิบสองเซียนทองคำ แต่เมื่อครั้งที่เขาเข้านิกายมา เซียนทั้งสิบสองยังไม่เป็นที่รู้จักด้วยซ้ำ
ดังนั้น ตำแหน่งและสถานะของเขาในพระตำหนักหยกเร้นลับย่อมสูงส่งยิ่ง ไท่ไป๋จินซิงเปรียบเขากับโต้วเป่าเต๋าซื่อแห่งนิกายเจี๋ย
เพียงแต่หนันจี๋เซียนองยังมิได้ออกจากนิกาย เขาคอยรับใช้มหาเทพหยวนสื่อเทียนจุน และมีหน้าที่ดูแลการรับศิษย์และบริหารนิกาย
"ไท่ไป๋ เจ้าช่างเป็นแขกที่ยากจะพานพบจริง ๆ" หนันจี๋เซียนองเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ไท่ไป๋ยิ้มเซื่อนพร้อมพยักหน้า "ท่านเซียน คงได้ยินเรื่องราวของสวรรค์แล้วกระมัง?"
"อืม" หนันจี๋เซียนองพยักหน้าเบา ๆ แต่ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม
ไท่ไป๋จึงถอนหายใจ และกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น "เป็นถึงสวรรค์อันยิ่งใหญ่ กลับถูกลิงปีศาจตัวหนึ่งบุกรุกก่อความวุ่นวายเสียได้ ช่างน่าขันนัก..."
หนันจี๋เซียนองขมวดคิ้ว "ลิงปีศาจตนนั้นเป็นอสูรโบราณหรือ?"
"เปล่า มันเป็นเพียงลิงขาวที่ฝึกตนมาราวพันปีเท่านั้น" ไท่ไป๋ตอบ
"ลิงขาวพันปี..." หนันจี๋เซียนองเหลือบมองไท่ไป๋ด้วยความประหลาดใจ
แผนการของสวรรค์ในการทำให้สองนิกายยอมศิโรราบไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
เขาเองก็รู้ถึงสถานการณ์ของสวรรค์ดี แม้ว่าพวกเซียนชั้นสูงจะมีไม่มากนัก แต่พวกเซียนแท้และเซียนสวรรค์ก็ถูกรวบรวมมาไม่น้อย
เขาเริ่มสงสัยว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นเพียงฉากละครที่สวรรค์จัดขึ้นเอง ปล่อยให้ลิงปีศาจทำลายล้างเพื่อให้พวกนิกายต้องยอมรับอำนาจของสวรรค์
"ท่านเซียนกำลังสงสัยว่าพวกเราจงใจปล่อยให้มันอาละวาด?"
"หาไม่ ข้ามิได้คิดเช่นนั้น" หนันจี๋เซียนองรีบส่ายหัว
"ท่านเซียนอาจยังไม่รู้ ลิงปีศาจตนนั้นเมื่อสิบปีก่อนออกจากป่าเพื่อแสวงหาวิถีเต๋า ไม่รู้ว่ามันได้รับการสั่งสอนจากผู้ใด แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี มันก็มีพลังแข็งแกร่ง จากอสูรต่ำต้อยกลายเป็นมหาอสูรผู้เกรียงไกร..."
"ว่าอย่างไรนะ? เจ้าอยากจะบอกว่ามันฝึกจนแข็งแกร่งได้ภายในสิบกว่าปี?"
หนันจี๋เซียนองถึงกับตกตะลึง
เขาเป็นผู้ดูแลการรับศิษย์ของนิกาย และยังทำหน้าที่สอนศิษย์รุ่นเยาว์
แต่ถึงแม้ศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุดในนิกายของเขาก็ต้องใช้เวลาถึงหกสิบปีจึงจะบรรลุเป็นเซียน ทว่าลิงตัวนี้กลับทำได้ในเวลาไม่ถึงยี่สิบปี?
ไท่ไป๋จินซิงพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
หนันจี๋เซียนองขมวดคิ้วแน่น "ไท่ไป๋ เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นซือจุนของมัน?"
"แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้" ไท่ไป๋จินซิงมองหนันจี๋เซียนองพลางกล่าว "แต่..."
"แต่สิ่งใด?"
"ในยุคปัจจุบัน นิกายทั้งสามคือผู้ปกครองโลก อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าลิงปีศาจตนนั้นเกี่ยวข้องกับหนึ่งในสามนิกาย? ท่านเซียนคิดเห็นเช่นไร?"
"เป็นไปไม่ได้!" หนันจี๋เซียนองตอบกลับทันที
การฝึกตนอสูรให้แข็งแกร่งในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นนั้น แม้แต่เขาเองก็ยังทำไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงศิษย์รุ่นสองของสามนิกายเลย
"แต่พยานกล่าวว่า ลิงปีศาจตนนั้นใช้วิชาเทพสายฟ้าห้าสุริยันได้อย่างสมบูรณ์แบบ" ไท่ไป๋จินซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเจตนาแฝงเร้น
"วิชาเทพสายฟ้าห้าสุริยัน? เป็นไปไม่ได้! ไม่มีหลักฐาน เจ้าอย่าได้กล่าวหาลอย ๆ"
หนันจี๋เซียนองปฏิเสธทันที "ศาสตร์สายฟ้าเป็นศาสตร์ที่หลายคนใช้ วิชาคล้ายกันก็มีมากมาย เอ๊ะ ถึงพระตำหนักหยกเร้นลับแล้ว"
ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้าพระตำหนักหยกเร้นลับ เด็กน้อยในชุดขาวผู้หนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว เขานำพาทั้งสองเข้าสู่ภายในตำหนัก
ภายในพระตำหนักหยกเร้นลับราวกับเป็นโลกใบเล็ก กว้างขวางไร้ขอบเขต ปกคลุมไปด้วยพลังเซียนที่หนาแน่น บนห้องโถงมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาราส่องประกายหมุนเวียนไปมา ส่วนพื้นเบื้องล่างนั้นดูราวกับถูกหลอมขึ้นจากหยกมรกต
ณ ใจกลางของพระตำหนัก ตั้งอยู่แท่นแปดเหลี่ยมสูงสง่า ลำแสงไร้ขอบเขตส่องสว่างปกคลุมทั่ว พลังแห่งความว่างเปล่าลอยล่องขึ้นลงกลางอากาศ บนแท่นนั้นมีร่างหนึ่งสวมอาภรณ์ขาว นั่งขัดสมาธิ แผ่รัศมีศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้พบเห็นต้องตกตะลึง กลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวปกคลุมทั่วบริเวณ
"หลี่ฉางเกิงแห่งวังสวรรค์ คารวะเทียนจุน!"
ไท่ไป๋จินซิงรีบโค้งคำนับอย่างเคารพ
"ไม่ต้องมีพิธีรีตอง"
มหาเทพหยวนสื่อเทียนจุนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
"ขอเรียนเทียนจุน เมื่อไม่นานมานี้ วังสวรรค์ถูกอสูรวานรตนหนึ่งบุกเข้ามาก่อความวุ่นวาย ข้าผู้น้อยเห็นว่ากำลังของพวกเรานั้นอ่อนแอยิ่งนัก"
ไท่ไป๋จินซิงลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง "ดังนั้น ฝ่าบาทจึงมีพระบัญชาให้ข้ามาเชิญสิบสองเซียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิกายเซียนไปดำรงตำแหน่งในวังสวรรค์..."
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ในใจเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก การมาครั้งนี้ก็เพียงแค่ทำตามพิธีเท่านั้น
ศิษย์ทั้งแปดแห่งนิกายเจี๋ย และสิบสองเซียนแห่งนิกายเซียน...
ฝ่าบาท ท่านคิดอะไรอยู่กันแน่?
เรื่องนี้ส่งผลให้เมื่อเขาไปถึงพระตำหนักปี้โหยว ศิษย์เอกสี่คนที่รับใช้ข้างกายเทพปรมาจารย์ทงเทียนแทบอยากจะกระโจนเข้ามาซัดเขาเสียให้จบเรื่อง
แต่ที่พระตำหนักหยกเร้นลับ... โชคดีที่สิบสองเซียนของนิกายเซียนมิได้อยู่ที่นี่
"ไท่ไป๋ เจ้ากล่าวว่าอะไรนะ?" หนันจี๋เซียนองขมวดคิ้วเล็กน้อย
ต้องขอบคุณที่ไท่ไป๋จินซิงยังคงสงบนิ่ง ตลอดทางที่เดินเข้ามาเขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไปเลย
"แต่เดิมซือจุนให้จักรพรรดิสวรรค์สร้างวังสวรรค์ใหม่ พวกเราย่อมต้องคอยให้การสนับสนุนอยู่บ้าง"
มหาเทพหยวนสื่อกล่าวขึ้น "ครั้งนี้วังสวรรค์เสียหน้าไปไม่น้อย นับว่าพวกเราดูแลไม่ทั่วถึง อีกทั้งเรายังเคยให้คำมั่นต่อจักรพรรดิสวรรค์ว่าจะส่งผู้คนไปช่วย... หนันจี๋!"
"ศิษย์อยู่ที่นี่!" หนันจี๋เซียนองรีบก้าวไปข้างหน้า
"เจ้าจงเป็นตัวแทนข้าพานิกายเซียนไปช่วยดูแลวังสวรรค์เถิด!"
ไท่ไป๋จินซิงที่มิได้คาดหวังสิ่งใดถึงกับเงยหน้าขึ้นอย่างมึนงง ก่อนจะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปิติ
นี่มัน... ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง!
"ขอรับ!" หนันจี๋เซียนองก้มศีรษะรับบัญชา แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความสงสัย
จากท่าทีของไท่ไป๋จินซิงก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะไปพระตำหนักปี้โหยวแล้วถูกปฏิเสธมาอย่างไร้เยื่อใย
หากนิกายเจี๋ยไม่ยอมตกลง ไฉนซือจุนจึงกลับยอมรับคำขอ แล้วถึงกับส่งเขาไป...
นิกายเซียนของเรามิอาจอ่อนแอกว่านิกายอื่นได้!
แม้จะมีความลังเลใจอยู่บ้างเกี่ยวกับการไปเป็นข้ารับใช้แห่งวังสวรรค์ แต่บัญชาของซือจุนย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด
ไม่นานนัก ไท่ไป๋จินซิงและหนันจี๋เซียนองก็จากไป
"ไป๋เฮ่อถงซื่อ!" (กระเรียนขาวผู้รับใช้ตัวน้อย)
"ศิษย์อยู่ที่นี่!" เด็กน้อยในอาภรณ์ขาวรีบก้าวไปข้างหน้า "เทียนจุนมีบัญชาอันใดหรือขอรับ?"
มหาเทพหยวนสื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไปตามอี้ติ่ง... เอาเถอะ เรียกพวกเขาทั้งสิบสองคนกลับมาพร้อมกันเลยก็แล้วกัน!"
"ขอรับ!"
...
...
...
นิกายกระบี่เสวียนเทียน
เมฆแห่งเคราะห์ภัยที่ปกคลุมท้องฟ้าเริ่มจางหาย แสงอาทิตย์ส่องผ่านกลุ่มเมฆกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินอีกครั้ง
พร้อมกับการปรากฏตัวของ... เซียนแท้จริง!
และเงาร่างของเหล่าผู้ใช้กระบี่ที่เหินฟ้ามาจากทุกทิศ กำลังล้อมรอบยอดเขาสูงสุด
"เป่ยเยว่เจิ้นเหริน..."
หลิงซวี่ซื่อและคนอื่น ๆ มองไปยังชิวหงซื่อด้วยความตกตะลึง
เซียนแท้จริงตนนี้มีความแค้นกับพวกเขา เป็นศัตรูที่ต้นตระกูลของพวกเขาไปก่อไว้
เพียงแต่ว่าในอดีต ต้นตระกูลของพวกเขามีอำนาจมั่นคงในวังสวรรค์ ดังนั้นจึงเกิดเพียงความขัดแย้งเล็กน้อย มิได้ลุกลามเป็นสงครามใหญ่
แต่เมื่อพวกเขาได้รับข่าวว่า ต้นตระกูลของพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและหายสาบสูญ พวกเขาจึงปิดกั้นข่าวสารอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้วันนี้มาถึง
"รีบไปเรียกบรรพชนออกมา!" ศิษย์คนหนึ่งกล่าวด้วยความร้อนใจ
แต่การกระทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะผู้ที่สามารถต่อกรกับเซียนแท้ได้ก็มีเพียงเซียนแท้เท่านั้น
"พวกเจ้าอย่าได้คิดเรียกตัวเขากลับมาเลย เทียนไห่ซื่อผู้นั้นได้ล่วงเกินบุคคลที่ไม่ควรล่วงเกิน... จบสิ้นแล้ว!" (โดนกักตัวอยู่ที่ภูเขาเหมย)
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น เหล่าศิษย์แห่งนิกายกระบี่เสวียนเทียนต่างพากันตื่นตระหนก สีหน้าถอดสี
"เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร..." หลิงซวี่ซื่อสีหน้าเคร่งเครียด
"แปลกใจหรือไม่? คิดไม่ถึงใช่หรือไม่ว่าข้าจะรู้เรื่องนี้?"
เป่ยเยว่เจิ้นเหรินเผยรอยยิ้มเย็นชา "เพราะข้าเองก็มีคนรู้จักอยู่ในวังสวรรค์เช่นกัน ข้าเคยบอกแล้วว่า เทียนไห่ซื่อทำตัวโอหัง ไม่เลือกวิธีการ แสวงหาอำนาจโดยไม่สนสิ่งใด สักวันจะต้องได้รับผลกรรมที่ตนเองก่อ ดูสิ วันนี้ก็มาถึงแล้ว"
เมื่อเทียบกับเทียนไห่ซื่อแล้ว เป่ยเยว่เจิ้นเหรินกลับสงบเยือกเย็นกว่ามาก อีกทั้งยังปราศจากความทะเยอทะยาน
เจ้าว่าการแสวงหาอำนาจมีประโยชน์อันใดกัน ในเมื่อพวกเราล้วนมีชีวิตเป็นอมตะแล้ว จะมัวแย่งชิงอำนาจราวกับมนุษย์ธรรมดาไปเพื่ออะไร?
ณ ภูเขาด้านหลัง อี้ติ่งร่ายเวทย์พลางเรียกพาหนะของตนอย่างเงียบงัน
เบื้องล่างภูเขา เสียงการต่อสู้ดังขึ้นอย่างชัดเจน
เซียนแท้!
อี้ติ่งยังคงรักษาความสุขุมรอบคอบ เพราะเขาเป็นผู้รักสันติ ไม่ชอบการต่อสู้ อีกทั้งยังไม่ได้บรรลุเป็นเซียนแท้เต็มตัว การปะทะกับเซียนแท้นั้นย่อมเกินกำลังของเขาไปมาก
เป่ยเยว่เจิ้นเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ตอนนี้ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้ว ผู้ที่ยอมศิโรราบ... จะรอดชีวิต!"
แต่ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบลง จู่ ๆ ลำแสงขาวสว่างจ้าสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่แสงอันเจิดจ้า
เจตจำนงกระบี่อันน่าหวาดหวั่นแผ่ซ่านออกมาจากกระบี่เล่มนั้น
ภายใต้แสงกระบี่นี้ ฟ้าดินดูเหมือนจะสูญเสียสีสันไปชั่วขณะ ราวกับมีเพียงหนึ่งกระบี่นี้ที่ดำรงอยู่
ผู้ถือกระบี่คือบุรุษในชุดคลุมสีคราม รูปร่างดูเล็กจ้อย ถูกล้อมรอบด้วยเหล่าสาวกของนิกาย
ภาพนี้... ดูคุ้นตาเหลือเกิน!
"นั่นมัน..." เป่ยเยว่เจิ้นเหรินเบิกตากว้าง
เขาเหมือนจะจำบางอย่างได้
หลิงซวี่ซื่อแสยะยิ้ม "คิดไม่ถึงใช่หรือไม่ อี้ติ่งเซียนอยู่ที่นิกายกระบี่เสวียนเทียนแห่งนี้เอง!"
"อี้ติ่ง... หยุดเดี๋ยวนี้!" เป่ยเยว่เจิ้นเหรินคำรามออกมา
แต่คำพูดนี้กลับมิได้กล่าวกับอี้ติ่ง ทว่ากลับเป็นคำสั่งให้ศิษย์ของตนเอง
พวกเจ้าหาเรื่องผิดคนเข้าแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาศิษย์ทั้งหลาย มีเพียงศิษย์ชั้นยอดที่เขาพามาเท่านั้นที่เคยเห็นอี้ติ่งมาก่อน ส่วนศิษย์ที่ตามมาสมทบทีหลังนั้น... ไม่เคยเห็นเขาเลย!