เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 ปีศาจที่ลอบเข้ามาถึงถิ่น

บทที่ 6 ปีศาจที่ลอบเข้ามาถึงถิ่น

บทที่ 6 ปีศาจที่ลอบเข้ามาถึงถิ่น


เชิงเขาหยกขจี มีซุ้มประตูขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นทางเข้าภูเขา

พลันมีแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งมาหยุดลงตรงหน้าซุ้มประตู ก่อนที่ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจะปรากฏขึ้น เขาสวมอาภรณ์ยาวสีน้ำเงินเข้ม ยืนหยัดอยู่บนกระบี่ที่ลอยกลางอากาศ สายตาของเขาหนักแน่นเคร่งขรึมจับจ้องไปยังเบื้องหน้า

ถัดจากเขา มีแสงกระบี่อีกสองสายพุ่งมาหยุดลงเช่นกัน กลายเป็นร่างของชายวัยกลางคนร่างเตี้ยล่ำ และสตรีนางหนึ่ง

ชายร่างเตี้ยล่ำมีท่าทางเคร่งขรึมดูองอาจ ส่วนสตรีนางนั้นแลดูอ่อนเยาว์ราวสามสิบต้น ๆ โฉมสะคราญ สวมอาภรณ์สีน้ำเงิน บนหลังสะพายกระบี่ด้ามหยกขาวเล่มหนึ่ง

“ศิษย์พี่ เหตุใดจึงหยุดไล่ล่า?” นางเอ่ยถาม

ชายร่างเตี้ยล่ำพลันกล่าวเสริมว่า “นั่นสิ เราไล่มานานถึงเพียงนี้ อีกไม่นานก็คว้าตัวเจ้าอสูรนั่นได้แล้ว จะมาเสียแรงเปล่าได้อย่างไรกัน?”

จากอาภรณ์ของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดเป็นศิษย์นิกายเดียวกัน

ชายที่นำหน้าเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเจ้าคงไม่ทันสังเกตว่าที่นี่คือที่ใด”

“ที่ใดกัน?”

ชายร่างเตี้ยล่ำขมวดคิ้ว ท่าทีฉงน

ชายที่นำหน้าเพียงชี้นิ้วไปยังซุ้มประตู

สตรีนางนั้นมองตาม ก่อนจะเห็นอักษรสีทองสามตัวที่สลักอยู่บนซุ้มประตู ภูเขาหยกขจี

“ภูเขาหยกขจี?” ดวงหน้าของนางพลันเปลี่ยนสี

เมื่อเงยหน้ามองยอดเขาเบื้องหน้า แววตาของนางแฝงไปด้วยความเคารพเกรงขาม

ชายที่นำหน้าพยักหน้าเบา ๆ จับจ้องไปยังม่านเมฆที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือภูเขาหยกขจี ก่อนจะเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่านิกายกระบี่เสวียนเทียนของเรา ได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งเซียนของผู้วิเศษโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว”

ในฐานะผู้ฝึกตนมานานหลายปี พวกเขารู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับเซียนแห่งแดนสวรรค์ หากเจ้าของภูเขาแห่งนี้เป็นเซียนจริง เช่นนั้นก็ไม่อาจมองข้ามไปได้

ทันใดนั้น พลันมีแสงกระบี่สิบกว่าสายพุ่งวาบเข้ามา ก่อนจะกลายเป็นกลุ่มศิษย์วัยเยาว์ที่ควบกระบี่มาถึง

“ซือจุน! อาจารย์อา! เหตุใดจึงหยุดกัน?”

ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งกล่าวอย่างตื่นเต้น “เจ้าอสูรนั่นถูกเราทำร้ายจนบาดเจ็บแล้ว อีกเพียงไม่นานก็จะสังหารมันได้ ภารกิจทดสอบครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วง เราจะได้กลับไปแจ้งความดีความชอบที่นิกายเสียที!”

ชายร่างเตี้ยล่ำกล่าวเสียงเข้ม “พวกเราหยุดย่อมมีเหตุผล เจ้าเด็กน้อย! เจ้ากำลังสั่งสอนพวกข้ารึ?”

ว่าแล้วก็ถลึงตาใส่ศิษย์หนุ่มก่อนจะกล่าวเสียงขุ่น “หากเจ้าพูดไม่รู้ความให้มากความไปอีก จนทำให้เซียนแห่งขุนเขานี้ระคายเคือง บังเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา ข้าจะถลกหนังเจ้าดูดีหรือไม่?”

ศิษย์หนุ่มถูกดุด่าเสียจนหน้าถอดสี รีบหุบปากเงียบกริบ ทำได้เพียงมองซือจุนของตนด้วยสีหน้าเว้าวอน

ทว่าซือจุนของเขากลับทำราวกับมองไม่เห็น ก้มหน้าขมวดคิ้วพินิจแผ่นศิลาเบื้องหน้าซุ้มประตูเงียบ ๆ

เมื่อไม่มีทางเลือก ศิษย์หนุ่มจึงได้แต่ก้มหน้าเดินถอยไปเงียบ ๆ

บางครั้งความรู้สึกของผู้คนก็มิอาจสื่อถึงกันได้

เช่น...ในยามนี้

ชายร่างเตี้ยล่ำและสตรีในชุดสีน้ำเงิน ล้วนเป็นอาจารย์อาของเขา คนหนึ่งมีนามว่า ฉือหยางซื่อ อีกคนคือ สุ่ยอวิ๋นซื่อ ส่วนซือจุนของเขามีนามว่า หลิงซวี่ซื่อ

(ผู้แปล: ซื่อ เป็นคำที่ใช้ในนามของนักพรตหรือผู้บรรลุวิถีเต๋า)

หลังจากถูกฉือหยางซื่อตำหนิอย่างหนัก ศิษย์หนุ่มก็เหมือนมะเขือม่วงเหี่ยว ก้มหน้านิ่งเงียบไม่ปริปากอีก

แต่คำกล่าวของฉือหยางซื่อ กลับทำให้ศิษย์คนอื่น ๆ เบิกตากว้างหันมาสบตากัน

แววตาของพวกเขาพลันเปล่งประกาย

เพียงคำว่า เซียน คำเดียว ดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจของพวกเขา!

สำหรับผู้ฝึกตนที่ทุ่มเทฝึกปรือมาโดยตลอด จุดหมายสูงสุดคือสิ่งใด?

การบรรลุเซียน!

เซียนคือสิ่งใด พวกเขาไม่อาจนิยามได้

เซียนมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร พวกเขาก็มิเคยเห็น

มีเพียงเรื่องเล่าขานว่าเมื่อพันปีก่อน บรรพจารย์ของนิกายกระบี่เสวียนเทียนอาจสามารถบรรลุเป็นเซียนได้สำเร็จ

ทว่านอกจากบรรพจารย์แล้ว นิกายของพวกเขาไม่เคยมีผู้ใดบรรลุเป็นเซียนได้อีกเลย

จนถึงตอนนี้ ผู้ที่มีพลังสูงสุดในนิกาย ก็เป็นเพียงเจ้านิกายที่อยู่ในระดับกลับคืนสู่สุญญตาเท่านั้น

ทว่าตอนนี้ พวกเขากลับได้ยินจากคำของซือจุนว่า ภูเขาแห่งนี้เป็นดินแดนของเซียน!

นั่นมิได้หมายความว่า พวกเขากำลังอยู่ต่อหน้าเซียนตัวเป็น ๆ อย่างนั้นหรือ!?

เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง ขณะพวกเขาจ้องมองภูเขาหยกขจี ความรู้สึกภายในใจก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งเคารพ ทั้งคาดหวัง

ภูเขาแห่งนี้ทอดยาวต่อเนื่องไม่รู้จบ ยอดเขาสูงต่ำสลับกันไป โดยประมาณแล้วขนาดของมันกว้างใหญ่ถึงหลายร้อยลี้

แม้พวกเขาจะมิได้เชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ย แต่เพียงมองแวบเดียวก็รู้ได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งสวรรค์และปฐพี พลังลึกลับแห่งฟ้าดินไหลเวียนอยู่ทุกอณู

หมอกขาวลอยอ้อยอิ่งรอบเชิงเขา ภายในหุบเขามีต้นไม้เก่าแก่สูงเสียดฟ้า น้ำตกน้อยใหญ่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ เสียงนกร้องประหลาดดังก้อง สัตว์อสูรหายากคำรามเบา ๆ เสียงสะท้อนกังวานในหุบเขา

ที่สำคัญที่สุดคือ ปริมาณพลังวิญญาณของที่นี่หนาแน่นเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้

สถานที่ของนิกายตนเองก็นับว่าเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แล้ว

แต่เมื่อมาเปรียบเทียบกับที่นี่...

ลืมไปเสียเถิด นิกายของพวกเขาเทียบมิได้เลย!

ที่นี่สมแล้วที่เป็นสถานที่พำนักของเซียน!

เหล่าศิษย์ต่างพากันคิดอย่างไม่อาจห้ามได้ นี่มันสภาพแวดล้อมแห่งการฝึกตนที่ดีเยี่ยมเกินไปแล้ว!

กระทั่งหมูตัวหนึ่งหากอาศัยอยู่ที่นี่สักหลายปี บางทีอาจจะพัฒนาเป็นสัตว์วิญญาณและก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนได้เลยกระมัง?

หลายคนพลันเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นในใจ

ทันใดนั้น พวกเขาก็เริ่มอิจฉาสัตว์อสูรและนกหายากที่อาศัยอยู่บนภูเขาแห่งนี้ที่สามารถดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขในดินแดนเช่นนี้

ขณะที่เหล่าศิษย์กำลังจมอยู่กับความคิดฟุ้งซ่าน เหล่าผู้อาวุโสทั้งสามของพวกเขาก็ได้เปิดประชุมลับกันชั่วคราว

ที่ประชุมนี้มีเพียงสามผู้อาวุโสของนิกายกระบี่เสวียนเทียน

“ศิษย์พี่ จำไว้ว่าการกำจัดปีศาจต้องทำให้สิ้นซาก มิอาจปล่อยให้รอดไปได้ เจ้าปีศาจตนนั้นก่อกรรมทำเข็ญไปทั่ว สมควรต้องกำราบ! วันนี้มันตกอยู่ในมือพวกเรา ถือเป็นโชคชะตากำหนดให้เราต้องกำจัดมัน”

สุ่ยอวิ๋นซื่อขมวดคิ้วกล่าว “ตอนนี้มันบาดเจ็บจากการร่วมมือจู่โจมของพวกเรา มิอาจปล่อยให้มันหลบหนีได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นภัยร้ายแรงต่อทั้งนิกายและโลกมนุษย์”

ฉือหยางซื่อกล่าวขึ้น “คำของศิษย์พี่สุ่ยอวิ๋นซื่อก็มิผิดนัก แต่พึงระลึกไว้ว่า สถานที่แห่งนี้คือดินแดนของเซียนผู้สูงส่ง แม้เราจะมีเหตุผลอันสมควร แต่การบุกรุกเข้ามาโดยพละการเช่นนี้ อาจถือเป็นการล่วงเกินเซียนได้”

หลิงซวี่ซื่อถอนหายใจกล่าว “ช่างเถิด เราควรไปแจ้งให้ท่านเซียนทราบเสียก่อน บอกถึงเหตุผลในการมาของเรา ส่วนจะให้พวกเราอยู่หรือไป ย่อมขึ้นอยู่กับคำตัดสินของท่านเซียน พวกเจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร?”

สองคนที่เหลือสบตากัน ก่อนพยักหน้าเห็นพ้อง

ดังนั้น พวกเขาจึงนำศิษย์ทั้งหมดร่อนลงสู่เบื้องหน้าซุ้มประตูภูเขา

หลิงซวี่ซื่อจัดระเบียบอาภรณ์ให้เรียบร้อย จากนั้นประสานมือคารวะไปยังทิศทางของภูเขาพร้อมกล่าวด้วยเสียงดังชัดเจน “ข้าน้อยหลิงซวี่ซื่อ แห่งนิกายกระบี่เสวียนเทียน นำพาศิษย์รุ่นเยาว์มาขอเข้าเฝ้าท่านเซียนอี้ติ่ง เนื่องจากมีเรื่องสำคัญ”

เหล่าศิษย์ที่ตามมาด้วยพากันทำตาม ประสานมือโค้งคำนับอย่างเคารพ

หลังจากกล่าวจบ หลิงซวี่ซื่อยังคงคารวะอยู่อย่างสงบนิ่ง ในใจพิจารณาถ้อยคำที่ตนเองกล่าวไปว่ามีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่

ผ่านไปได้ราวหนึ่งก้านธูป

ฉือหยางซื่อกล่าวเสียงต่ำ “ศิษย์พี่ เหตุใดเวลาผ่านไปนานเช่นนี้แล้ว ท่านเซียนยังมิได้ส่งสัญญาณตอบรับเลย?”

เขาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “หรือว่าศิษย์พี่พูดเสียงเบาไป ท่านเซียนจึงไม่ได้ยิน?”

“ชู่! ระวังคำพูดของเจ้า!”

หลิงซวี่ซื่อเหลือบตามองฉือหยางซื่อปราม “ท่านเซียนมีพลังล้ำลึก เกรงว่าทันทีที่เรามาถึง ท่านก็คงทราบแล้ว”

น้ำเสียงของเขาเมื่อครู่หาได้ดังนัก มิได้มีเจตนาโอ้อวดแสดงอำนาจ

เขาเพียงต้องการให้เจ้าของสถานที่ทราบว่าพวกเขามาเยือนเท่านั้น

ส่วนจะออกมาต้อนรับหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเจ้าของภูเขา

ด้วยเหตุนี้ น้ำเสียงที่ใช้ในการกล่าวจึงต้องพอเหมาะ ไม่ควรดังเกินไป

ด้วยพลังอาคมและความสามารถของอี้ติ่งเจิ้นเหริน เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของพวกเขา ตรงกันข้าม หากเสียงดังเกินไปกลับอาจเป็นการรบกวนเซียน และกลายเป็นความผิดร้ายแรงกว่าเดิม

หากบังเอิญเซียนกำลังนั่งสมาธิแล้วถูกรบกวน จะมิใช่ว่าทำให้เขาเกิดความไม่พอใจขึ้นในใจหรือ?

หลิงซวี่ซื่อเองก็เกลียดนัก หากมีผู้ใดมารบกวนขณะที่เขานั่งสมาธิ หากเกิดขึ้นจริง คงอยากลงมือลงไม้ให้หลาบจำเสียทีเดียว

ฉือหยางซื่อได้ฟังดังนั้น พลันเงยหน้ามองบันไดหินที่ทอดยาวสู่ยอดเขา เมื่อตระหนักถึงความสูงชันของมัน ก็อดไม่ได้ที่จะหดคอเล็กน้อย

สุ่ยอวิ๋นซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “มิฉะนั้น...ลองเรียกอีกสักครั้งดีหรือไม่?”

หลิงซวี่ซื่อจ้องมองขึ้นไปยังภูเขา ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ “ข้าน้อยหลิงซวี่ซื่อ ศิษย์แห่งนิกายกระบี่เสวียนเทียน ขอเข้าพบท่านเซียนอี้ติ่ง”

ครั้งนี้เสียงของเขาดังกว่าเดิมเล็กน้อย

ในขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาหลักของภูเขาหยกขจี เบื้องหน้าถ้ำทองมรกต

อี้ติ่งกำลังเอนกายอย่างสบายอารมณ์ใต้ร่มเงาของต้นท้อวิญญาณ นอนอยู่บนเก้าอี้หวายที่ถักทออย่างประณีต มือซ้ายถือผลท้อวิญญาณสีชมพูสด มือขวากำคัมภีร์หยกแห่งวิชาปาจิ่วเสวียนกง

ชีวิตเช่นนี้... จะมีสิ่งใดต้องการอีกเล่า?

อี้ติ่งทอดถอนใจอย่างพึงพอใจ ทว่าผลท้อวิญญาณนี้ก็ไม่อาจรับประทานมากเกินไปได้ เพราะเพียงลูกเดียวก็เพียงพอจะมอบพลังให้ร่างกายดำรงอยู่ได้นานถึงครึ่งเดือน

ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็มิได้ฝึกฝนใด ๆ ในช่วงนี้ ไม่สามารถใช้พลังของผลท้อวิญญาณได้อย่างเต็มที่ กินมากเกินไปก็มีแต่จะทำให้อิ่มแน่นจนเกินควร หรืออาจถึงกับ...อ้วนขึ้น!

ส่วนเรื่องความก้าวหน้าในการฝึกวิชาปาจิ่วเสวียนกงนั้น

...ไร้ความคืบหน้าโดยสิ้นเชิง ทำให้อี้ติ่งอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย

แต่เขาก็มิได้สงสัยในศักยภาพของตนเอง เพราะนี่คือร่างของอี้ติ่งคนก่อน ซึ่งสามารถฝึกตนจนบรรลุเป็นเซียนทองคำได้ ร่างเช่นนี้จะมีรากฐานบกพร่องได้อย่างไรกัน?

คิดไปคิดมา หรือว่าความจริงแล้ว วิชาปาจิ่วเสวียนกงมิใช่ว่าใคร ๆ ก็สามารถฝึกได้?

เขานึกไปถึงข้อสันนิษฐานหนึ่ง

ในตำนานการสถาปนาเทพแห่งอดีตกาล เหล่าศิษย์แห่งนิกายเฉินเจียวมากมาย ทว่าผู้ที่สามารถฝึกสำเร็จและเปล่งประกายได้กลับมีเพียงคนเดียวนั่นคือ หยางเจี่ยน!

“ที่ซุ้มประตูดูเหมือนจะมีเสียงอะไรบางอย่าง”

ในขณะนั้นเอง เสียงของชิงอวิ๋นดังขึ้น ขณะเขาหยุดอ่านตำราแล้วมองลงไปยังเชิงเขา “เหล่าซือ มีแขกมาเยือนหรือไม่?”

แขกที่ไหนกัน? ข้ามิได้ยินเสียงใดเลย

อี้ติ่งเหลือบตามองศิษย์รับใช้ตัวน้อยของตน พลางกล่าวอย่างสงบนิ่ง

“จงตั้งสมาธิ อ่านตำราของเจ้าให้ดี อย่าให้สิ่งภายนอกมารบกวนการฝึกฝน”

“แต่ซุ้มประตู...”

ชิงอวิ๋นมีสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด อยากจะไปดูนัก

“อ่านตำราให้จบก่อน แล้วค่อยไป” อี้ติ่งกล่าวเสียงเรียบ

หากไปถึงซุ้มประตูแล้วพบว่าไม่มีใคร นั่นมิเท่ากับว่าภาพลักษณ์ของเขาในฐานะเซียนผู้สูงส่งจะถูกทำลายไปหรือ?

ในทางกลับกัน หากปล่อยให้ชิงอวิ๋นไปดูหลังจากอ่านตำราเสร็จ แล้วพบว่าไม่มีใคร ก็สามารถอ้างได้ว่าแขกผู้นั้นรอไม่ไหวจึงจากไปแล้ว ซึ่งฟังดูมีเหตุผลและสมเหตุสมผลมากกว่า

ชิงอวิ๋นจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก ได้แต่ตั้งใจอ่านตำราต่อไป

เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป

“เอาล่ะ ไปดูที่ซุ้มประตูเถิด”

ในที่สุด อี้ติ่งก็พยักหน้าอนุญาตให้ชิงอวิ๋นไปตรวจสอบ

“รับทราบ!” ชิงอวิ๋นดีใจราวกับได้รับอิสรภาพ เขากำหนดคาถาพลางร่ายมนต์ ชี้นิ้วไปยังพื้นเบื้องล่าง ทันใดนั้นก้อนเมฆก้อนหนึ่งก็ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน

ชิงอวิ๋นเหยียบก้อนเมฆ ลอยทะยานไปยังซุ้มประตู

“ขี่เมฆ...”

อี้ติ่งมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมองคัมภีร์ปาจิ่วเสวียนกงในมือแล้วถอนหายใจ วิชาที่มิอาจฝึกฝนได้ ต่อให้ถือครองไว้ก็ไร้ความหมาย

ณ ซุ้มประตูภูเขาหยกขจี

เหล่าศิษย์นิกายกระบี่เสวียนเทียนยังคงรักษาท่าประสานมือคารวะ ทว่าบนใบหน้าทุกคนล้วนแฝงความลำบากใจ

“ศิษย์พี่ ข้าว่าหรือเราจะกลับกันดี?”

ฉือหยางซื่อยิ้มเซื่อนกล่าว “เวลาผ่านไปนานเพียงนี้แต่ไร้วี่แววตอบรับ เกรงว่าท่านเซียนคงไม่ต้องการพบพวกเรา ไม่ใช่เรื่องของการทดสอบอย่างที่ท่านว่า

"อีกอย่าง เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ เจ้าอสูรที่เราตามล่าคงหนีหายไปไหนแล้ว เราคงไล่ตามไม่ทันแล้ว”

“เฮ้อ...” หลิงซวี่ซื่อทอดถอนใจ เตรียมพยักหน้าตอบรับ

แต่ทันใดนั้น ดวงตาของเขาพลันหดเล็กลง ก่อนจะส่องประกายเจิดจ้า

เพียงเห็นปลายทางของบันไดหินที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกเมฆ กลุ่มเมฆพลันลอยลงมา

เหนือก้อนเมฆนั้น ปรากฏร่างเด็กน้อยในชุดสีฟ้าใบหน้าแจ่มใส ดวงตากลมโต ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู

ชิงอวิ๋นกวาดตามองเหล่าผู้มาเยือนก่อนกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นใคร?”

“คารวะเซียนน้อย พวกเราคือศิษย์นิกายกระบี่เสวียนเทียน ข้าน้อยหลิงซวี่ซื่อ และเหล่าสาวกอีกสี่คน...”

แม้พลังฝึกตนของหลิงซวี่ซื่อจะแข็งแกร่งกว่าชิงอวิ๋นอยู่มาก ทว่าเขามิกล้าถือตัวแสดงอำนาจใด ๆ

ชิงอวิ๋นกล่าว “แล้วพวกเจ้ามาที่ภูเขาหยกขจีเพื่อสิ่งใด?”

“เป็นเช่นนี้ เซียนน้อย...” หลิงซวี่ซื่อกล่าว “พวกเราพาศิษย์รุ่นเยาว์มาทดสอบฝึกฝนที่นี่ ระหว่างทางเราได้เผชิญหน้ากับปีศาจตนหนึ่ง ไล่ล่ามันมาจนถึงที่นี่...”

ณ เบื้องหน้าถ้ำทองมรกต

“อะไรนะ? ปีศาจหลบหนีเข้ามาในภูเขาหยกขจี?”

อี้ติ่งที่กำลังเอกเขนกพลันลุกพรวดขึ้น ดวงตาเบิกกว้างแสดงความประหลาดใจอย่างชัดเจน

ปีศาจบังอาจลอบเข้ามาถึงถิ่นพำนักของอี้ติ่งเจิ้นเหริน...

ฟังแล้วรู้สึกประหลาดพอ ๆ กับข่าวว่าหนูบุกเข้าไปในบ้านแมว!

จบบทที่ บทที่ 6 ปีศาจที่ลอบเข้ามาถึงถิ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว