- หน้าแรก
- พลิกชะตาตำนานสถาปนาเทพ
- บทที่ 2 อี้ติ่งผู้อ่านหนังสือไม่ออก
บทที่ 2 อี้ติ่งผู้อ่านหนังสือไม่ออก
บทที่ 2 อี้ติ่งผู้อ่านหนังสือไม่ออก
"ต้องรบกวนท่านแล้วศิษย์พี่ เรื่องนี้ต้องให้พวกเขาปกปิดเป็นความลับ อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด"
"เข้าใจแล้ว"
ไท่อี้เจิ้นเหรินกล่าว ก่อนจะลุกออกจากแท่นเมฆและเดินออกไปจากถ้ำ
แต่ทันทีที่เขากำลังจะก้าวพ้นปากถ้ำ ไท่อี้กลับหยุดชะงัก พลางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา
"ศิษย์น้อง เจ้าเปลี่ยนไป"
สีหน้าของอี้ติ่งแปรเปลี่ยนไปในทันที
ให้ตายเถอะ... ถูกจับได้แล้วหรือ?
"อาจเป็นเพราะเราห่างกันนานเกินไปแล้วกระมัง เมื่อครั้งอยู่ที่พระตำหนักหยกเร้นลับ พวกเราฝึกตนร่วมกัน สนทนาแลกเปลี่ยนหลักเต๋า เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว"
ไท่อี้หันกลับมาแย้มรอยยิ้ม "แต่เมื่อเราฝึกสำเร็จแล้วแยกย้ายกันไปตั้งพำนักของตน ต่างคนต่างมุ่งฝึกตน จึงไม่ค่อยได้พบเจอหรือสนทนากัน เวลาผ่านไปหลายปีโดยไม่รู้ตัว..."
อี้ติ่งถอนหายใจ "จริงแท้!"
ครั้งหน้าหากจะพูดอะไร... ช่วยพูดให้จบทีเดียวได้หรือไม่?
"พอแล้ว เจ้ารีบพักผ่อนเถิด"
ไท่อี้กล่าวจบก่อนจะออกจากถ้ำทองมรกตไป
...
...
...
อี้ติ่งทอดถอนใจ ขณะกวาดสายตามองไปรอบถ้ำที่แปลกตา แต่ก็ดูคุ้นเคยอยู่เล็กน้อย
เขา... มิใช่อี้ติ่งคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
แท้จริงแล้ว เขาคือ "หวังติง" บุรุษธรรมดาที่เมื่อครึ่งปีก่อน ยังต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก
แล้วในคืนธรรมดาคืนหนึ่ง ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าใด ๆ เขาก็ทะลุมิติมายังโลกนี้ และกลายเป็น "อี้ติ่งเจิ้นเหริน" ซึ่งมีชื่อเพียงเพิ่มขึ้นมาอักษรเดียว
อี้ติ่งเจิ้นเหริน... ศิษย์เอกของมหาเทพหยวนสื่อเทียนจุน หนึ่งในสิบสองเซียนทองคำแห่งพระตำหนักหยกเร้นลับ ด้วยภูมิหลังและพลังเช่นนี้ ย่อมควรจะสามารถใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลมิใช่หรือ?
"เดิมทีคิดว่าข้าจะโชคดีเสียแล้ว ไม่นึกเลยว่า..."
อี้ติ่งสัมผัสร่างกายที่ว่างเปล่า ปราศจากพลังปราณใด ๆ ก่อนจะนิ่งเงียบไป
เซียนทองคำแห่งพระตำหนักหยกเร้นลับถูกทำร้ายจนปางตาย...
เปิดเรื่องมาได้ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เซียนทองคำกลับอ่อนแอถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าตอนฝึกตนเลือกเส้นทางผิดพลาด กระทำแต่การฝึกฝนวิชาเซียน แต่กลับละเลยการฝึกฝนร่างกายหรือ?
แต่เดิมแล้ว เซียนทองคำทั้งสิบสอง แม้จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับเก้าแม่ทัพแห่งแม่น้ำหวงเหอ ก็ยังไม่อ่อนแอถึงเพียงนี้มิใช่หรือ?
อี้ติ่งรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง
ส่วนเหตุผลที่เขาไม่ไปขอให้มหาเทพหยวนสื่อเทียนจุนช่วยเหลือ...
เขาย่อมอยากไปขอความช่วยเหลือ!
หากว่าเขาเป็นอี้ติ่งเจิ้นเหรินคนเดิมคงไม่เป็นไร แต่นี่ไม่ใช่... ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขากลับมีความรู้สึกเกรงกลัวมหาเทพหยวนสื่อเทียนจุนโดยไม่มีเหตุผล
บางทีคงเป็นเพราะมหาเทพหยวนสื่อเทียนจุนคือหนึ่งในผู้ทรงพลังสูงสุดแห่งโลกนี้ อี้ติ่งได้แต่ปลอบใจตนเอง มหาเทพหยวนสื่อเทียนจุนย่อมมิใช่ไท่อี้เจิ้นเหริน เขามิอาจหลอกลวงได้ง่าย ๆ หากเขาไปที่พระตำหนักหยกเร้นลับ และความลับเรื่องการทะลุมิติถูกเปิดเผย อาจถูกกำจัดทิ้งในทันที!
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้ว่าโลกภายนอกภูเขาหยกขจีเป็นเช่นไร
มหาสงครามสถาปนาเทพเซียนเริ่มต้นขึ้นแล้วหรือไม่... ดูเหมือนว่ายัง
เพราะเขายังมิได้รับศิษย์ที่ชื่อ "หยางเจี่ยน" อีกทั้งไท่อี้เจิ้นเหรินเองก็ยังคงมีพลังสมบูรณ์
เขาจำได้ว่า หลังจากมหาสงครามสถาปนาเทพเซียน เซียนทองคำทั้งสิบเอ็ด ต่างประสบชะตากรรมคล้ายกับเขาในตอนนี้
พวกเขาถูกกระบวนทัพเก้าแม่ทัพแห่งแม่น้ำหวงเหอกลืนกิน ทำให้มวลพลังแห่งเต๋าแตกสลาย ถูกทำลายดอกบัวเต๋าสามดอกเหนือศีรษะ สูญเสียพลังแห่งเต๋าห้าสาย และพลังบำเพ็ญถูกตัดขาด
จากเซียนกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา
นี่เป็นสาเหตุที่เขาสามารถยอมรับสภาพการณ์ของตนเองในตอนนี้ และกล่าวว่า "อี้ติ่งประสบเคราะห์... จะรู้ได้อย่างไรว่านี่มิใช่โชคดี?"
เพราะในเมื่อเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นในอนาคต... เช่นนั้นแล้ว การที่เขาพบเจอเคราะห์กรรมนี้ล่วงหน้า ก็อาจมิใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป!
หากเขาเริ่มบำเพ็ญเพียรตั้งแต่ตอนนี้ เกรงว่าภายภาคหน้าพลังของเขาอาจแซงหน้าเหล่าเซียนทองคำคนอื่น ๆ จนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งก็เป็นได้
สีหน้าของอี้ติ่งเริ่มเผยรอยยิ้มออกมาอย่างปล่อยใจ
...
...
...
หน้าถ้ำทองมรกต
เมื่อเห็นไท่อี้ออกมา อวิ๋นจงซื่อกับหวงหลงก็รีบเข้าไปต้อนรับ
"ไท่อี้ ศิษย์พี่อี้ติ่งเป็นอย่างไรบ้าง?" หวงหลงถามด้วยความร้อนใจ สายตาชำเลืองเข้าไปในถ้ำ
"อี้ติ่งบาดเจ็บสาหัสมาก ครั้งนี้อาการคงที่แล้ว แต่จากนี้ไปยังต้องพักฟื้นอีกนาน" ไท่อี้เจิ้นเหรินกล่าว
หวงหลงถอนหายใจโล่งอก "เช่นนั้นก็ดีแล้ว ก็ดีแล้ว ไปเถอะ ไท่อี้ อวิ๋นจงซื่อ พวกเราไปเขาคุนหลุนกัน ไปขอให้ซือจุนและศิษย์พี่ทั้งหลายทวงความเป็นธรรมให้ศิษย์น้องอี้ติ่ง!"
กล่าวจบ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะระงับ
พวกมันเจ็ดคนรุมสองคนก็ว่าแย่แล้ว แต่ยังกล้าใช้สมบัติวิเศษสู้กันอีก!
แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่า นอกจากกระบี่เซียนที่เขาหลอมขึ้นเอง หวงหลงก็ไม่ได้รับสมบัติชิ้นใดจากซือจุนเลย
การต่อสู้เช่นนี้ มิใช่ชัดเจนหรอกหรือว่าพวกมันจงใจรังแกเขาผู้ไม่มีอาวุธวิเศษ!
ดูเหมือนว่าสถานการณ์กำลังจะดำเนินไปในทิศทางนี้จริง ๆ...
อวิ๋นจงซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
"เดี๋ยวก่อน ตามที่ศิษย์น้องอี้ติ่งกล่าวไว้ ในเมื่อเขาไม่เป็นอะไรมาก เรื่องนี้ก็ให้ยุติลงเพียงเท่านี้เถอะ อย่ารบกวนซือจุนเลย"
ไท่อี้เจิ้นเหรินส่ายศีรษะ "ท้ายที่สุด เรื่องที่เขาถูกเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัส แพร่ออกไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี ยังอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างซือจุนกับซือจุนทงเทียนอีกด้วย เอาเป็นว่า กลับไปแล้ว พวกเจ้าอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นฟังเลย"
"หืม? จะปล่อยไปง่าย ๆ เช่นนี้หรือ?"
อวิ๋นจงซื่อชะงักเล็กน้อย มองลึกเข้าไปในถ้ำด้วยความประหลาดใจ
การตัดสินใจของอี้ติ่งนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขา
"อะไรนะ? จะให้เรื่องนี้ยุติเพียงเท่านี้?" หวงหลงกล่าวอย่างร้อนรน
เขายังอยากไปคร่ำครวญต่อหน้าซือจุน เพื่อดูว่าท่านจะเห็นใจและมอบสมบัติวิเศษให้เขาสักชิ้นหรือไม่!
"ไม่เช่นนั้นแล้วจะทำอย่างไร? ให้ซือจุนกับซือจุนทงเทียนทำสงครามกันอย่างนั้นหรือ? ให้พระตำหนักหยกเร้นลับกับพระตำหนักปี้โหยวเปิดศึกกันกระนั้นหรือ?" ไท่อี้มองหวงหลงด้วยแววตาไม่พอใจ
พวกเขาทั้งคู่ต่างก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการถูกเล่นงาน แต่เหตุใดท่าทีของทั้งสองจึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้?
ดูอี้ติ่งสิ แม้ว่าจะถูกทำร้ายจนสิ้นพลังบำเพ็ญ แต่ก็ยังอดทนกล้ำกลืน เพื่อเห็นแก่ซือจุน และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพระตำหนักหยกเร้นลับกับพระตำหนักปี้โหยว
แม้จะมีความแค้น ก็ยังคิดจัดการด้วยตนเอง มิใช่เด็กน้อยที่พอพ่ายแพ้แล้วก็ร้องไห้ไปฟ้องผู้ใหญ่
แล้วดูเจ้าสิ หวงหลง แผลสักเล็กน้อยก็ไม่มี แต่ยังกล้าโวยวายให้ซือจุนไปทวงความยุติธรรมแทน?
อวิ๋นจงซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบต้นไม้วิญญาณที่เปล่งประกายออกมา "ในเมื่อศิษย์พี่อี้ติ่งไม่เป็นอะไร เช่นนั้นข้าก็เบาใจแล้ว ระหว่างทางมานี้ ข้าพบรากวิญญาณต้นหนึ่ง จึงขอมอบให้ศิษย์พี่อี้ติ่งเป็นของขวัญ"
"หา? มอบให้เขาหรือ..."
หวงหลงมองรากวิญญาณตาละห้อย
ต่างก็ถูกซ้อมเหมือนกันแท้ ๆ เหตุใดผลลัพธ์จึงแตกต่างกันเช่นนี้?
อวิ๋นจงซื่อ หากเจ้าไม่ต้องการต้นไม้นี้ ก็บอกข้าตั้งแต่แรกสิ!
"ศิษย์น้องมีน้ำใจนัก ข้าขอรับไว้แทนศิษย์น้องอี้ติ่ง" ไท่อี้ยิ้มอย่างพึงพอใจ พลางยื่นมือรับรากวิญญาณมา
"ไม่ต้องมากพิธี ไม่ต้องมากพิธี เช่นนั้นศิษย์พี่ไท่อี้ พวกเราขอเข้าไปเยี่ยมศิษย์พี่อี้ติ่งได้หรือไม่?" อวิ๋นจงซื่อเอ่ยถาม
"เกรงว่าคงไม่ได้ อี้ติ่งยังไม่หายดีนัก ตอนนี้เพียงแค่อาการคงที่ และเพิ่งหลับไป"
ไท่อี้กล่าวปฏิเสธ "จากนี้ไปเขาต้องพักฟื้นอีกนาน แต่อย่ากังวล ข้ายังอยู่ที่นี่ เขาจะต้องปลอดภัยแน่นอน"
อวิ๋นจงซื่อพยักหน้า "เช่นนั้นอีกไม่นานข้าจะมาเยี่ยมใหม่ ลาก่อน"
ไท่อี้ยิ้มรับ พลางมองส่งอวิ๋นจงซื่อจากไป
หวงหลงเจิ้นเหรินมองรากวิญญาณด้วยสายตาอาลัย ขณะที่ไท่อี้ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดว่าจะใช้วิธีใดส่งศิษย์พี่ท่านนี้ไปให้พ้น
ทันใดนั้น หวงหลงราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ "ดี เช่นนั้นขอมอบอี้ติ่งให้เจ้าดูแลเถิด ไท่อี้ ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการก่อน"
ไท่อี้พยักหน้าอย่างประหลาดใจ สายตาส่งหวงหลงจากไป ก่อนจะมองรากวิญญาณในมือแล้วยิ้มกล่าวว่า "อวิ๋นจงซื่อนี่โชคดีจริง ๆ "
เขาเลือกตำแหน่งดี ๆ บริเวณหน้าถ้ำ ใช้พัดดขนนกสะบัดเบา ๆ พื้นดินพลันเปิดออกเป็นหลุม จากนั้นจึงนำรากวิญญาณลงปลูก
...
...
...
กลางเวหา อวิ๋นจงซื่อขี่เมฆพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
อี้ติ่งได้รับบาดเจ็บหนักจริง ๆ อย่างที่คาด แต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะเลือกอดทน ไม่ตอบโต้
บางทีอาจเป็นเพราะเขาเองก็เข้าใจว่าหากทำเรื่องนี้ให้ใหญ่โต อาจนำหายนะมาสู่พวกเขาทั้งหมด...
ขณะปล่อยลมหายใจออกมา อวิ๋นจงซื่อก็เกิดความเคารพนับถือศิษย์พี่ตนเองขึ้นมาอย่างมิอาจห้าม
แม้อี้ติ่งจะมิได้เป็นผู้มีเมตตาต่อสรรพชีวิตนัก แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่รู้จักคิดและมองการณ์ไกล หากเป็นผู้อื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ วิธีจัดการของพวกเขาคงแตกต่างไปมาก อย่างเช่นหวงหลงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
ขณะครุ่นคิดอยู่นั้น หวงหลงเจิ้นเหรินก็ตามมาทันจากด้านหลัง "อวิ๋นจงซื่อ เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าเรียกตั้งหลายครั้งทำไมไม่ตอบ?"
อวิ๋นจงซื่อ: "......"
เขาอยากจะถามนักว่า เจ้าไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลยจริง ๆ หรือ?
แต่พอเห็นใบหน้าซื่อ ๆ ของหวงหลงแล้ว เขาก็เข้าใจ... เจ้าหมอนี่ไม่ได้สังเกตหรือคิดอะไรจริง ๆ
"ไม่มีอะไร ข้าพอมีธุระที่ถ้ำ ข้าขอตัวก่อน" อวิ๋นจงซื่อกล่าวพร้อมเร่งความเร็วของเมฆเร่งรีบจากไป
"เดี๋ยวก่อน ศิษย์น้อง อย่ารีบไปนักสิ ให้ข้าเดินทางเป็นเพื่อนเจ้าสักหน่อยเถิด" หวงหลงเจิ้นเหรินรีบเร่งตาม
อวิ๋นจงซื่อโชคดีนัก ออกนอกถ้ำทีก็เจอสมบัติ ครั้งนี้เขาต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คอยสังเกตให้ดีก่อนที่อวิ๋นจงซื่อจะได้สมบัติ แล้วดูว่าเขาจะหาทางคว้ามาได้หรือไม่...
คิดถึงตรงนี้ หวงหลง (มังกรเหลือง) พลันรู้สึกละอายใจขึ้นมา เสียงในหัวราวกับมีมังกรขาวตัวเล็ก ๆ กำลังดุด่าว่า
"หวงหลงเอ๋ย เจ้าช่างไร้ยางอายนัก ถึงกับคิดจะยึดเอาสมบัติของศิษย์น้อง!"
ทันใดนั้น มังกรดำตัวเล็กก็โผล่ออกมาแย้งว่า
"เจ้าไม่รู้หรือว่าการพูดแบบนี้มันง่ายเกินไป! ดูเถิด ในบรรดาเซียนทั้งสิบสองแห่งพระตำหนักหยกเร้นลับ ทุกคนต่างได้รับสมบัติประจำตัวจากซือจุน ยกเว้นเพียงหวงหลง! เขามีแต่ความว่างเปล่า มิได้รับสิ่งใดเลย!"
คำพูดนี้ทำให้หวงหลงรู้สึกเจ็บปวดลึก ๆ ในใจ
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำสิ่งใดผิดไป เหตุใดจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ซือจุนไม่โปรดปราน กระทั่งตอนออกจากนิกาย เขาก็ไม่ได้รับอะไรเลย ไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียวที่เป็นเช่นนี้ แต่เหตุใดถึงต้องเป็นเขาด้วย!
"ดูสภาพเจ้าสิ ทุกข์ระทมราวกับอยากให้ซือจุนหันกลับมารักเจ้าอีกครั้ง!" มังกรเขาดำตัวน้อยหัวเราะเยาะ
หวงหลงสะบัดศีรษะ พยายามสลัดสองเสียงนี้ออกจากหัว ก่อนจะรีบเร่งความเร็วไล่ตามอวิ๋นจงซื่อไป
...
...
...
ภายในถ้ำทองมรกต
เมื่อไท่อี้กลับมาถึง ก็เห็นอี้ติ่งกำลังถือม้วนตำราหยกเล่มหนึ่งพลางขมวดคิ้วถอนหายใจ สีหน้าดูเคร่งเครียด
ไท่อี้ยิ้มกล่าว "เป็นอย่างไรเล่า? การต้องกลับมาเริ่มฝึกใหม่จากพื้นฐานเช่นนี้ชวนปวดหัวใช่หรือไม่?"
แน่นอนว่าปวดหัว!
อี้ติ่งแทบอยากตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้น แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ
การได้มาเกิดใหม่เป็นอี้ติ่งเจิ้นเหรินควรเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?
แต่เหตุใดเขากลับต้องเริ่มต้นในสภาพของผู้ที่ถูกทำลายพลังเสียแล้ว!
หากมิใช่เพราะเขาสิ้นพลัง ก็คงไม่ถึงคราวของเขาที่จะมาแทนที่อี้ติ่งเจิ้นเหรินตัวจริง!
ตำราฝึกตนในตำนานวางอยู่ในมือแล้ว เป็นสิ่งที่ใครต่อใครต่างอิจฉา
แต่ปัญหาคือ... อักษรบนตำราพวกนี้ เขาอ่านไม่ออกสักตัวเดียว!
นี่มันตั้งค่าเริ่มต้นแบบอะไร!?
ทำไมทุกคนที่ทะลุมิติไปโลกอื่น ถึงได้รับความทรงจำของร่างเดิมกันหมด มีแต่เขาเท่านั้นที่ไม่ได้รับอะไรเลย!?